หัวข้อ : ม่านม่านชิงหลัว บทที่ 8

โพสต์เมื่อ 4 พ.ย. 2568, 21:32

บทที่ 8

 

เมื่อหลิวเจว๋กลับไปถึงวัง ก็โมโหมากเสียจนเรียกรวมพลลูกน้องกลุ่มหนึ่งที่ในป่าให้ร่วมฝึกซ้อมฝีมือกับเขา แล้วออกกระบวนท่าดั่งพายุ ลงมืออย่างไม่มีออมยั้ง จนกระทั่งลูกน้องทั้งกลุ่มต่างถูกอัดหมอบราบคาบ ส่วนตัวเขาก็เมื่อยมือไปหมดจึงค่อยหยุด เสร็จแล้วไม่มองหน้าใครทั้งสิ้น กลับถึงเรือนสนวาตะก็ไปยืนจ้องภาพเหมือนกู้เทียนหลินที่แขวนอยู่บนผนังภาพนั้นอย่างเป็นฟืนเป็นไฟ

หลิวอิงมองใบหน้าดำทะมึนของผู้เป็นนายอย่างระมัดระวัง ไม่ทราบว่าเหตุใดจู่ซ่างผู้ไม่แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้ามาแต่ไหนแต่ไรจึงระเบิดโทสะออกมาใหญ่โตเช่นนี้ เขาเอ่ยถามอย่างประจบเอาใจว่า “จู่ซ่าง หากหาตัวเด็กหญิงผู้นั้นพบแล้ว คิดจะล้างแค้นอย่างไรขอรับ?”

หลิวเจว๋ได้ฟัง ไฟโทสะก็ลุกพรึบขึ้นมาอีกรอบ ปรายหางตามองหลิวอิงแล้วแค่นยิ้มเย็นชา “ผู้ที่เป็นคุณหนูสามของมหาเสนาบดีหลี่ น้องนุชสุดท้องของว่าที่ไท่จื่อเช่อเฟย และมีความสัมพันธ์ไม่ตื้นเขินกับองค์ชายสี่ เจ้าเห็นว่าเหยียควรจะไปล้างแค้นอย่างไร?”

หลิวอิงยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกตึงมือ ยาโถวน้อยมีที่มามิใช่ด้อย มิน่าเล่าถึงได้หาญกล้าอัดซื่อจื่อสลบ เช่นนี้จะลงมืออย่างเปิดเผยไม่ได้เสียแล้ว ดูท่าทางจู่ซ่างจะกำลังหงุดหงิดเพราะเรื่องนี้เอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่จู่ซ่างกล่าวว่านางมีความสัมพันธ์ไม่ตื้นเขินกับองค์ชายสี่ จึงเผลอปากมากโพล่งออกไปว่า “องค์ชายสี่มิใช่ว่าได้รับพระราชทานสมรสจากใต้ฝ่าพระบาทต้องแต่งงานกับธิดามหาเสนาบดีกู้หรือขอรับ?”

หลังจากได้ฟังหนึ่งเพลงพิณของกู้เทียนหลินในงานเลี้ยงชมดอกท้อ หลิวเจว๋ให้รู้สึกประทับใจยอดอนงค์ผู้เฉียบแหลมทระนงดั่งกล้วยไม้นางนี้อย่างลึกล้ำ ประกอบกับในงานเลี้ยงราตรีคืนจงชิวได้ชมกู้เทียนหลินร่ายรำพลิ้วสง่า ก็ลอบต้องใจนาง ครั้งงานเลี้ยงชมดอกท้อหลิวเจว๋ติดธุระต้องปลีกตัวไปชั่วคราว มิได้อยู่ฟังหลี่ชิงเหล่ยบรรเลงพิณ ครั้นมาได้ยินในภายหลังว่าไท่จื่อถูกหนึ่งเพลง “สารทชล” ของหลี่ชิงเหล่ยสั่นคลอนหัวใจ หลิวเจว๋กลับมิได้เห็นพ้อง ส่วนในงานเลี้ยงคืนจงชิว เขาคิดแต่จะไปหากู้เทียนหลิน กลับจับพลัดจับผลูได้พบยาโถวน้อยผู้เคยเล่นงานเขาสลบแทน ตัวเขาเฝ้าพินิจดูภาพเหมือนนี้อยู่ทุกวี่วัน แม้ว่าผู้ที่เขามองดูจะเป็นกู้เทียนหลิน แต่เขากลับมิได้ฉุกใจรู้ตัวแม้แต่น้อยว่าดวงตาดั่งแก้วใสคู่นั้นได้ประทับลึกล้ำอยู่ในห้วงสมองของเขาเสียแล้ว มาบัดนี้กู้เทียนหลินถูกพระราชทานสมรสแก่องค์ชายสี่ ส่วนหลี่ชิงหลัวก็ไปเกาะสนิทกับองค์ชายสี่เช่นกัน แล้วจะให้หลิวเจว๋ไม่โมโหได้อย่างไร?

หลิวอิงเห็นซื่อจื่อเหม่อมองภาพวาดบนผนังอย่างใจลอย เขาทราบดีว่าสตรีในภาพคือธิดามหาเสนาบดีกู้ จึงตบหน้าตัวเองหนึ่งฉาด กล่าวขอรับโทษอย่างเสียใจ “สู่เซี่ยปากพล่อย สมควรตาย!”

หลิวเจว๋คิดอยู่ครู่ใหญ่ก็ตัดสินใจได้ “ช่างเถิด เตรียมเทียบ[1] ข้าจะไปเยี่ยมทักทายมหาเสนาบดีหลี่”

 

มหาเสนาบดีหลี่เห็นหลิวเจว๋มาเยือนถึงคฤหาสน์ ก็ลอบคาดคะเนความคิดของชายหนุ่มรุ่นลูกอยู่ในใจ อานชิงหวางสร้างความชอบด้านการศึกเกริกก้องเกรียงไกร นำทัพเฝ้ารักษาการณ์ที่เมืองเปียนชายแดนตะวันตกมานานปี เรื่องใหญ่น้อยทั้งมวลภายในวังต่างมอบหมายให้ซื่อจื่อผู้นี้จัดการทั้งสิ้น ซึ่งหลิวเจว๋ก็สามารถจัดการได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกว่าความสามารถของซื่อจื่อผู้นี้ไม่ธรรมดา

ราชสำนักเวลานี้ถือไท่จื่อเป็นใหญ่ แต่กลับมีขุนนางกลุ่มใหญ่พอสมควรสนับสนุนองค์ชายสี่ ไท่จื่อเป็นราชโอรสซึ่งประสูติแต่หวางโฮ่วองค์ปัจจุบัน องค์ชายสี่กลับเป็นราชโอรสในหวางโฮ่วพระองค์ก่อนซึ่งสวรรคตไปแล้ว ใต้ฝ่าพระบาททรงปักใจรักมั่นต่อหวางโฮ่วผู้ล่วงลับ แต่ติดขัดที่ธรรมเนียม “แต่งตั้งทายาทต้องเลือกบุตรคนโต” และอิทธิพลอำนาจของราชินีกุลตระกูลหวางของหวางโฮ่วองค์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องแต่งตั้งหลิวเจี้ยนเป็นไท่จื่อ ทว่าในใจกลับรักใคร่เอ็นดูองค์ชายสี่มากที่สุด ชิงเหล่ยจะสมรสกับไท่จื่อ ตัวเขาย่อมต้องสนับสนุนตำหนักบูรพาสุดกำลัง ส่วนบุตรีของหวางไท่เว่ยก็แต่งมาเป็นไท่จื่อเฟย ทำให้องค์ชายสี่ตกอยู่ในสภาวการณ์เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ใต้ฝ่าพระบาทก็รีบพระราชทานสมรสบุตรีหนึ่งเดียวของมหาเสนาบดีกู้ให้แก่องค์ชายสี่โดยพลัน

ใจกษัตริย์ยากจะหยั่ง หากใต้ฝ่าพระบาททรงมีเจตนาจะให้องค์ชายสี่ขึ้นครองราชย์สืบแทนหลังจากเสด็จสวรรคต ความเห็นของอานชิงหวางก็จะมีน้ำหนักในการตัดสินสถานการณ์อย่างมาก ขอเพียงอานชิงหวางสนับสนุนองค์ชายสี่ องค์ชายทั้งสองก็จะสู้กันได้อย่างทัดเทียม หากอานชิงหวางสนับสนุนไท่จื่อ ในมือองค์ชายสี่ไม่มีกำลังทหาร ก็จะไม่มีโอกาสโดยปริยาย เช่นนั้นการที่ซื่อจื่อผู้นี้มาเยือนในยามนี้มีจุดประสงค์ใดกัน?

อาหลัวเพิ่งจะกลับจากข้างนอก ก็ได้ยินทางเรือนใหญ่มาแจ้งว่า หลีเหล่าเตียต้องการพบนาง อาหลัวไม่ทราบว่ามีเรื่องใด แต่ก็เดินไปจนถึงห้องโถงใหญ่แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม ครั้นมองเห็นหลิวเจว๋นั่งอยู่ด้านข้างยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เป็นสุนัขจิ้งจอก ก็ทราบทันทีว่าเขามาหาเรื่องนางแล้ว และแสร้งทำเป็นไม่รู้จักมักจี่ไม่รู้ไม่เห็น ยืนก้มหน้าหลุบตาอย่างสงบเสงี่ยม

มหาเสนาบดีหลี่หัวเราะหึหึอย่างอารมณ์ดี “อาหลัว ซื่อจื่อได้เห็นเจ้าเป่าตี๋ในงานเลี้ยงคืนจงชิว ก็ชมเชยว่าเสียงตี๋ทอดกังวานฝีมือไม่ธรรมดา ให้ชื่นชมยิ่งนัก ซื่อจื่อก็เชี่ยวชาญดนตรีการเช่นกัน จึงใคร่เชิญเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ ร่วมประลองเป่าตี๋ใต้แสงจันทร์ เจ้าจงไปเถิด”

โกหกชัดๆ! อาหลัวนึกสรรเสริญอยู่ในใจ ส่วนปากกล่าวตอบอย่างนุ่มนวลเป็นที่สุดว่า “โปรดอนุญาตให้อาหลัวกลับไปแต่งตัวสักหน่อยนะเจ้าคะ” หลังจากทำความเคารพแล้ว เด็กสาวก็ขอตัวจากไปอย่างรีบร้อน ครั้นเดินออกมาพ้นห้องโถงใหญ่ นางก็คร่ำครวญโหยหวนอยู่ในใจ ซื่อจื่อผู้นี้ไม่เพียงจิตใจคับแคบเท่านั้น ยังเป็นคนต่ำช้าอีกด้วย! เพราะมีแต่คนต่ำช้าเท่านั้นที่ใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ เขา...เขากับมหาเสนาบดีหลี่นั่นงูหนูร่วมรู[2]ชัดๆ ไม่ใช่คนดีทั้งคู่! เสียทีที่อุตส่าห์หน้าตาดี! เจอหน้าเขาทีไรเป็นต้องได้หงุดหงิดหัวเสียทุกครั้งไปสิน่า!

มหาเสนาบดีหลี่กับหลิวเจว๋มองหน้ากันแล้วยิ้ม ต่างคิดมิชอบอยู่ในใจ

 

ครั้นออกจากคฤหาสน์มหาเสนาบดีแล้ว อาหลัวก็แหวกม่านเกี้ยวออกถามหลิวเจว๋เสียงขุ่น “ท่านจะพาข้าไปที่ใด?”

หลิวเจว๋ซึ่งขี่ม้าอยู่ทำหน้าราวกับประหลาดใจที่นางช่างถามคำถามนี้ออกมาได้ “งานเลี้ยงราตรี ประลองเป่าตี๋อย่างไรเล่า”

อาหลัวแค้นใจจนขบกรามกรอด ...ไหนเลยจะเป็นแค่เรื่องง่ายดายเช่นนั้นได้?...

จริงดังคาด ครู่ต่อมาเกี้ยวก็เริ่มถูกหามแกว่งไปแกว่งมา โคลงเคลงจนนางเวียนศีรษะพะอืดพะอมไปหมด ต้องสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออก หลับตาลงพยายามนึกถึงบรรดาอาหารที่มีรสจัดทั้งหลาย อาทิ หม้อไฟ ปลาราดพริก เต้าหู้ผัดเผ็ด วุ้นเส้นต้มยำ[3] ฯลฯ ตามด้วยนึกจินตนาการว่าภัตตาคารที่ร่วมกันเปิดกับจื่อหลีมีลูกค้ามาเต็มร้านทุกวันๆ เงินทองไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าอย่างไม่ขาดสาย นึกจินตนาการถึงประเพณีท้องถิ่นของแต่ละแคว้นที่ในหนังสือได้บันทึกไว้ นึกจินตนาการว่าตัวนางพาฟูเหรินเจ็ดกับเสี่ยวอวี้ท่องเที่ยวชมขุนเขาลำเนาไพรอย่างไร

อาหลัวพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองอย่างสุดความสามารถ แต่ทว่าเกี้ยวกลับเหมือนไปไม่ถึงจุดหมายตลอดกาลกระนั้น นางทราบดีว่าหลิวเจว๋จงใจแกล้งนาง และเฝ้าอดทนมาตลอดทาง แต่สุดท้ายก็ต้องร้องตะโกนออกไปจนได้ “หยุดเกี้ยว หยุด! ข้าจะอาเจียน!”

ทันทีที่เกี้ยวหยุดลง นางก็พุ่งถลาลงจากเกี้ยวไปโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตายที่ข้างทาง หลิวเจว๋ซึ่งอยู่บนหลังม้าแสร้งทำเป็นโมโหใส่คนหามเกี้ยว “ยังต้องเดินอีกตั้งกว่าครึ่งชั่วยามเทียวนะจึงจะถึงที่ที่จะไปทานอาหารกัน พวกเจ้าหามเกี้ยวประสาอะไร?” เขาจงใจสั่งให้คนหามเกี้ยวหามแกว่งไปแกว่งมาเดินอ้อมทาง ก็เพื่อจะรอดูอาหลัวเสียทีย่ำแย่จนต้องอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขานี่แหละ

หลังจากอาเจียนจนสิ้นไส้สิ้นพุงแล้ว อาหลัวก็รู้สึกโล่งสบายขึ้นมาก ครั้นเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของหลิวเจว๋ เห็นเปลือกนอกชายหนุ่มเกรี้ยวกราดดุว่าใส่คนหามเกี้ยว ในดวงตากลับทอแสงลำพองใจอยู่รำไร ก็ทราบว่าเขาจงใจแกล้งนาง ครั้นได้ยินเขาบอกว่ายังต้องนั่งเกี้ยวต่ออีกครึ่งชั่วยาม นั่นน่ะตั้งหนึ่งชั่วโมงเทียวนะ! อาหลัวก็นึกฮึดขึ้นมา ...ท่านอยากจะเห็นข้าเมาเกี้ยว ก็ให้ท่านได้เห็นเสียให้พอ อย่างมากข้าก็แค่อาเจียนให้ท่านดูไปตลอดทางเท่านั้น จะไม่ยอมอ้อนวอนท่านเสียอย่าง!...

นางเข้าไปนั่งในเกี้ยวอย่างสงบ “ไปกันเถิด หากพลาดเวลาอาหารเย็นของซื่อจื่อจะไม่เข้าที”

หลิวเจว๋ตะลึง เห็นสีหน้าของคนหามเกี้ยวต่างทอแววสงสาร ก็เคืองจัดจนเฆี่ยนม้าให้ออกวิ่งพร้อมกับพูดทิ้งท้ายเสียงห้วน “พบกันที่เรือสำราญหลิวเซียงริมแม่น้ำตูหนิง!”

ทันทีที่หลิวเจว๋จากไป เกี้ยวก็หามได้นิ่งในบัดดล เพียงไม่ถึงสองเค่อก็ออกจากประตูเมืองทิศใต้มาถึงริมแม่น้ำตูหนิง

แม่น้ำตูหนิงกว้างสามสิบกว่าจ้าง[4] ไหลหลั่งสู่บูรพาทิศ ริมฝั่งน้ำลมสายัณห์พลิ้วพัดมา สุดขอบฟ้าปลายแสงตะวันพลบเหลือบม่วงแดงอยู่รำไร อาหลัวอดไม่ได้ต้องนึกถึงบทกวีที่รจนาไว้ว่า “รัศมีเมฆหมอกผนึกดล สนธยาคีรีสีม่วงแดง” และ “แสงสายัณห์โผผินบินทะยาน  กับห่านป่าเดียวดายบนเวหา  สารทชลปริ่มนองท้องธารา  มองไกลตาฟ้านทีเป็นสีเดียว” ในยุคปัจจุบันมีแต่ยามอยู่ในภูเขาเท่านั้นจึงจะได้เห็นน้ำใสไหลรินที่ปราศจากมลพิษแปดเปื้อน ภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าได้กระตุ้นให้ความคิด “จะต้องไปท่องเที่ยวให้ทั่วโลกต่างมิติแห่งนี้ให้จงได้” ของนางยิ่งทวีความรุนแรง นี่ถ้าหากไม่ต้องรับประทานอาหารเป็นเพื่อนซื่อจื่อที่นางแค้นเสียจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันผู้นั้น นางจะหันหน้าหาทิวทัศน์อันแสนงดงามนี้เปล่งเสียงร้องเพลงให้ดังก้องเทียวละ!

อาหลัวนึกถึงเรื่องเจวียนเอ๋อร์แล้วให้เสียใจนัก เฝ้าย้ำเตือนตัวเองว่าต้องอดทน ห้ามปะทะกับหลิวเจว๋อย่างหักโหมเด็ดขาด ต้องแสร้งทำเป็นซื่อทำเป็นโง่เท่านั้น เพื่อให้เขาหาข้ออ้างมาเล่นงานนางไม่ได้ เด็กสาวสูดอากาศสะอาดสดชื่นเข้าไปลึกๆ แล้วเชิดหน้าเดินตรงไปยังเรือสำราญหลิวเซียง

ด้านหนึ่งของริมแม่น้ำมีเรือสำราญกระจายจอดเทียบอยู่สิบกว่าลำ ท่ามกลางเมฆหมอกสายัณห์ แสงโคมไฟได้ถูกจุดขึ้นแต่งแต้มอยู่ทั่วไป เรือสำราญหลิวเซียงมีสามชั้น วาดภาพสลักเสลางดงามหรูหรา ประดับจัดแต่งประณีตงามตา หญิงรับใช้นำทางอาหลัวขึ้นไปยังชั้นบนสุด หลิวเจว๋กำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมหน้าต่างฉลุลายภายในห้องซึ่งอยู่ด้านหลังม่านไข่มุก

อาหลัวมองดูที่นี่ ห้องด้านนอกม่านไข่มุกจัดวางเก้าอี้กลมบุแพรและโต๊ะน้ำชา แขวนภาพอักษรของบุคคลเลื่องชื่อ วางตกแต่งดอกไม้สดหลากสีสัน พื้นที่หลังม่านไข่มุกกว้างขวางมาก นอกจากโต๊ะน้ำชาแล้ว ยังตั้งโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ด้านข้างมีตั่งนอนและเก้าอี้เชวียนอี่[5] ส่วนด้านบนแขวนโคมกงเติง[6]ไว้หลายดวง หน้าต่างเปิดทิ้งไว้ ลมแม่น้ำโชยพัดมา เย็นสดชื่นไปทั้งห้อง

ชายเสื้อหลิวเจว๋พลิ้วไสว ปอยผม ๒-๓ ปอยปลิวเล่นลม ใบหน้าด้านข้างเส้นหน้าคมชัด รูปงามคมสันอย่างยิ่ง อาหลัวมองชายหนุ่มแล้วคิดในใจ ...หากสามารถอธิบายให้เข้าใจได้จะดีที่สุด แปรอาวุธเป็นแพรพรรณ[7] ตัดปัญหาในภายหลังอย่างถาวร... จึงเอ่ยปากชี้แจงผ่านม่านไข่มุกว่า “วันนั้นหนิงหวางทรงมีราชโองการมาที่บ้าน ข้ามิได้มีเจตนาจะผิดนัดจริงๆ อยากจะบอกว่าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องรออยู่นาน”

หลิวเจว๋เบือนหน้ามายกถ้วยน้ำชาขึ้น มิได้ดื่ม เพียงคลึงถ้วยเล่นช้าๆ แล้วพลันเอ่ยยิ้มๆ “รู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้าไปที่บ้านเจ้าด้วยกิจใด?”

อาหลัวมิได้กล่าวตอบต่อคำถามของเขา นางขอพูดคำขอโทษให้จบในรวดเดียวก่อนแล้วค่อยว่ากัน “ความจริงเดิมทีวันนี้ข้าคิดจะไปพบท่านที่วังเพื่อชี้แจงให้ทราบอยู่แล้ว ครั้งก่อนตอนอยู่ในงานเลี้ยงชมดอกท้อข้าเป็นฝ่ายผิดเอง ข้าไม่ควรทุบท่านสลบ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ข้าได้ออกจากบ้าน และอุตส่าห์ได้เห็นทิวทัศน์งดงามปานนั้น แต่กลับถูกท่านรบกวน ข้าจึงอารมณ์เสีย...ต้องขอกล่าวอีกครั้งว่าขอโทษ”

หลิวเจว๋เห็นท่าทางของนางดูจริงใจก็คลี่ยิ้ม “เรื่องครั้งนั้นน่ะช่างเถิด แต่ว่านะ...เจ้าปล้นเงินข้าไป...”

อาหลัวหน้าแดงเรื่อทันควัน ก้มศีรษะลงตอบว่า “ข้าจะคืนให้ท่าน” พฤติกรรมนี้ก็ไร้คุณธรรมอยู่จริงๆ และตอนนั้นนางก็ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบด้วย

หลิวเจว๋คิดในใจ ...เงินเล็กน้อยแค่นั้นข้าหรือจะใส่ใจ... อาหลัวเฝ้าขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า ความจริงตัวเขาไม่สมควรจะนึกถือโทษโกรธเคืองอะไรนางอีก แต่เขากลับรู้สึกแปลกๆ อย่างไรบอกไม่ถูก “แค่พูดว่าขอโทษก็จบหรือไร?”

อาหลัวคิดในใจ ...ข้าก็ขอโทษแล้วอย่างไรเล่า ยังจะเอายังไงอีก?... “ถ้าเช่นนั้นท่านต้องการอย่างไร?”

หลิวเจว๋สะอึก ...นั่นสิ เราต้องการอย่างไร? นางยังเป็นเพียงกูเหนี่ยงน้อย ทั้งยังกล่าวขอโทษแล้ว หากยังคงถือสาหาความอยู่อีก ตัวเราก็ออกจะใจแคบเกินไป แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ไยมิใช่ไม่เหลือเหตุผลที่จะไปตามตอแยนางอีก?... ครั้นนึกถึงว่าอาหลัวสนิทสนมกับหลิวเฟยอย่างมาก ไฟโทสะก็ลุกฮือขึ้นทันควันโดยไม่ทราบสาเหตุ โพล่งออกไปว่า “เจ้าสนิทกับองค์ชายสี่ออกปานนั้น ข้าจะทำอะไรได้?”

อาหลัวงุนงง “องค์ชายสี่ที่ไหนกัน?” แล้วพลันเข้าใจในบัดดลว่าหลิวเจว๋หมายถึงจื่อหลี รีบถามว่า “จื่อหลี? เฉินจื่อหลี? เขาคือหลิวเฟย?”

“เจ้าไม่รู้จริงหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้? จากที่ดูเจ้าสองคนก็ไม่ได้เพิ่งจะรู้จักกันเพียงวันเดียว ที่เหลาเชียนเฟิงเจ้าเข้าครัวลงมือทำอาหารให้เขาด้วยตัวเอง สนิทกันออกปานนั้น!”

...จื่อหลีคือองค์ชายสี่หรือ?... อาหลัวออกจะรู้สึกเหลือเชื่อ แล้วรีบถามอย่างร้อนใจ “เขาบอกว่าเขาชื่อ ‘เฉินจื่อหลี’ นะ องค์ชายสี่ชื่อ ‘หลิวเฟย’ ไม่ใช่หรือ?”

หลิวเจว๋แค่นยิ้มเย็นชา “หวางโฮ่วพระองค์ก่อนซึ่งสวรรคตไปแล้วแซ่เฉิน จื่อหลีคือชื่อสมัยเด็กของเขา เฉินจื่อหลีก็คือหลิวเฟย หลิวเฟยก็คือเฉินจื่อหลี เจ้าเรียกเขาว่า ‘จื่อหลี’ การที่เขาบอกให้เจ้าเรียกเขาด้วยชื่อนี้ แสดงว่าความสัมพันธ์มิใช่ธรรมดา”

อาหลัวเผยอปาก ไม่ทราบควรจะพูดว่าอย่างไรดี ตอนที่ได้พบจื่อหลีเป็นครั้งแรก นางก็ใช้ชื่อปลอมเช่นกัน ส่วนจื่อหลีไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบฐานะของเขา จึงยืมใช้แซ่ของแม่ แต่จะอย่างไรก็ยังคงใช้ชื่อจริงอยู่ จึงมิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ว่า...จื่อหลีไม่ใช่องค์ชายสี่ที่กำลังจะสมรสกับกู้เทียนหลินดอกหรือ? นี่นางได้นับเนื่ององค์ชายสี่เป็นต้าเกอหรือ? สวรรค์! เดิมทีนางไม่ต้องการจะเข้าไปข้องเกี่ยวกับบรรดาพระญาติพระวงศ์เลย นี่มัน... อาหลัวพลันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอย่างประหลาด แต่คิดอีกทีก็เห็นว่าไม่ได้กระไรสักหน่อย ก็เหมือนกับที่ในสายตาของผู้อื่น ตัวนางคือธิดามหาเสนาบดีที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง แต่ในความเป็นจริงนะหรือ... เด็กสาวส่ายศีรษะเบาๆ ในสายตาของนางศักดิ์ฐานะเหล่านี้ล้วนไม่มีค่าคู่ควรให้เอ่ยถึงทั้งสิ้น จื่อหลีดีกับนาง ยินดีเป็นต้าเกอของนาง อย่างนั้นเขาก็จะเป็นเพียง...ต้าเกอของนาง

หลิวเจว๋เปลี่ยนเรื่องพูดไม่เอ่ยถึงจื่อหลีอีก กล่าวยิ้มๆ ว่า “ฟังว่าวิชาตี๋ของคุณหนูสามเลิศล้ำเหนือธรรมดา ช่วยเป่าให้ฟังสักเพลงได้หรือไม่?”

อาหลัวสลัดอารมณ์ตกตะลึงที่ได้ทราบฐานะของจื่อหลีทิ้งไป แหวกม่านไข่มุกก้าวเข้าสู่ห้องด้านใน เดินไปถึงหน้าโต๊ะน้ำชาก็รินน้ำชาถ้วยหนึ่งยกขึ้นดื่ม แล้วจึงพูดว่า “หิวแล้ว ขอกินอะไรก่อน ท่านอยากจะฟังเสียงตี๋จริงๆ หรือต้องการนัดข้าออกมาแกล้งเล่น?”

หลิวเจว๋เอ่ยปากถากถาง “เจ้าดูกิริยาไร้มารยาทนี้ของเจ้าเถิด ไหนเลยเหมือนธิดามหาเสนาบดี กุลสตรีตระกูลใหญ่?”

...อยู่ต่อหน้าท่าน ไยข้าต้องเสแสร้งแกล้งทำ?... อาหลัวขึงตาใส่ “ท่านใช้เกี้ยวเขย่าข้าตั้งหนึ่งชั่วยามกว่า ข้าอาเจียนเสียจนกระเพาะว่าง ทั้งหิวข้าวทั้งกระหายน้ำ ไหนเลยมีอารมณ์กับเรี่ยวแรงเป่าตี๋?”

หลิวเจว๋นึกถึงเรื่องนี้แล้วอารมณ์ดีขึ้นมาทันควัน หัวเราะเบาๆ ในลำคอพร้อมกับปรบมือ หญิงรับใช้ก็เดินเรียงเป็นแถวตอนเข้ามา เพียงครู่เดียวอาหารหลากหลายชนิดก็วางเรียงรายเต็มโต๊ะ

“กินละนะ!” อาหลัวพูดจบก็ยกตะเกียบเริ่มลงมือรับประทาน นางหิวแล้วจริงๆ และอยากทราบอย่างมากด้วยว่ารสชาติอาหารของที่นี่จะเป็นอย่างไร

อาหารส่วนใหญ่รสชาติดีมาก แต่รสชาติของอาหารประเภทผัก ๒-๓ จานกลับใช้ไม่ได้ นางจึงค่อยทราบว่า อาหารของเมืองเฟิงสีสดกลิ่นหอมรสจัด แต่อาหารประเภทผักกลับปรุงไม่ประณีต มิน่าเล่าในเหลาเชียนเฟิงกระทั่งเต้าหู้ลวกน้ำเปล่ายังสามารถใช้คำว่า “สามสุดเลิศล้ำ” มาบรรยาย นางแอบคิดในใจ ...ในเมืองเฟิงแห่งนี้เกรงว่าคงได้แต่เอาชนะด้วยซู่ช่ายเสียแล้ว...

ตำแหน่งที่ตะเกียบของอาหลัวปักลงมีแต่เนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์ทั้งสิ้น หลิวเจว๋เห็นแล้วขมวดคิ้ว “เจ้าอยู่ที่บ้านไม่เคยได้กินเนื้อหรืออย่างไร?”

อาหลัวกำลังรับประทานอย่างเพลิดเพลิน จึงตอบอย่างไม่สนใจนัก “ปกติจะกินอาหารที่ครัวเล็กของสวนห่ายถังทำให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกับข้าวพื้นๆ ข้าไม่ได้กินของดีๆ แบบนี้มาตั้งหลายปีแล้ว”

ในใจหลิวเจว๋รู้สึกแย่มากอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมาทันควัน “มหาเสนาบดีหลี่มัธยัสถ์ถึงเพียงนี้เทียว?”

อาหลัวพูดยิ้มๆ “เหนียงชินคนงามของข้าผู้นั้นหน้าตางดงามแต่กลับไม่เป็นที่โปรดปราน ได้แต่บอกว่าพวกข้าใช้ชีวิตอยู่ในสวนห่ายถังกันอย่างเรียบง่ายเท่านั้น”

“เช่นนั้นเจ้ายังจะวางท่าโอหังปานนี้อีกรึ? หญิงที่เกิดแต่รองและไม่เป็นที่โปรดปรานได้พบกับบุคคลระดับเปิ่นกงจื่อ ยิ่งควรจะเป็นฝ่ายเข้ามาพินอบพิเทาเอาอกเอาใจถึงจะถูก! อ้อ...จริงสิ...เหมือนเช่นที่เจ้ากระตือรือร้นพินอบพิเทาต่อองค์ชายสี่นั่นปะไร!” หลิวเจว๋ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดตัวเขาจึงได้นึกเวทนานางขึ้นมา ทำให้รีบกล่าวถ้อยคำถากถางแดกดันเพื่อระงับความรู้สึกแปลกประหลาดนี้โดยเร็ว

อาหลัวโกรธจัดทันที เขาเห็นนางเป็นใครกัน? นางไม่ต้องการฝืนใจเล่นละครกลบเกลื่อนต่อไปอีก จึงพยายามข่มโทสะ วางตะเกียบในมือลงอย่างแช่มช้า “ทานอาหารของงานเลี้ยงราตรีเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ทราบว่าซื่อจื่อฟังเพลงตี๋จบแล้วจะส่งเสี่ยวหฺนฺวีจื่อ[8]กลับบ้านเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

หลิวเจว๋เห็นสีหน้าเด็กสาวสงบนิ่ง ดวงตาทั้งคู่สะท้อนประกายเลื่อมระยับอยู่ภายใต้แสงโคมไฟสาดส่อง ขับเน้นดวงหน้าเล็กๆ ที่ถูกผมม้าบดบังเสียครึ่งหนึ่งจนดูมีชีวิตชีวายิ่ง เมื่อกี้นี้หลังจากที่คำพูดหลุดจากปาก ชายหนุ่มก็นึกเสียใจขึ้นมารำไร แต่ครั้นเห็นสีหน้าเด็กสาวเปลี่ยนเป็นห่างเหิน อารมณ์โมโหก็พลุ่งขึ้นมาอีกครั้ง จึงคลึงจอกสุราเปรยลอยๆ “ห้องด้านนอกดอกจึงเป็นที่สำหรับแสดงศิลปวิชา” ถ้อยคำนี้ได้ถืออาหลัวเป็นผู้บรรเลงดนตรีของทางเรือสำราญไปแล้ว

อาหลัวคิดในใจ ...หากเปลี่ยนเป็นกุลสตรียุคโบราณมาได้ยินวาจานี้ของเขา ไม่แน่อาจจะรู้สึกว่าถูกหยามอัปยศจนไปกระโดดน้ำตายก็เป็นได้! ต่อให้ไม่ตาย ก็ต้องถลึงจ้องเขาตาเขียวปัดอย่างตำหนิติเตียนเป็นแน่!...

นางลุกจากโต๊ะเดินไปที่ห้องด้านนอกอย่างสงบ หาเก้าอี้กลมบุแพรตัวหนึ่งนั่งลง คิดในใจว่า ...ท่านยิ่งยั่วโมโหข้า ข้ายิ่งต้องอารมณ์ดี!... จากนั้นขวางตี๋ไว้ในมือ เป่าออกมาเป็นเพลง “รื่นสำราญ”

เหนือแม่น้ำจันทร์กระจ่างสุกสว่าง ดอกไม้สดที่ประดับตกแต่งอยู่บนเรือสำราญขจรกลิ่นหอมรวยริน มีลมแม่น้ำลูบไล้ผ่าน ทิวทัศน์อันงามตระการปานนี้พึงใช้เสียงทอดกังวานร่วมขับเน้น เพลง “รื่นสำราญ” ของอาหลัวจังหวะครื้นเครง แต่หลิวเจว๋ฟังแล้วกลับไร้ซึ่งความสุนทรีย์โดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มปรายตามอง เห็นอาหลัวยิ้มเสียตาหยีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ศีรษะเล็กๆ โคลงไหวไปมาตามจังหวะเพลง แล้วไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คิดในใจว่า ...ยาโถวน้อยผู้นี้เปลือกนอกเหมือนไม่ได้โกรธเคือง แต่ข้างในกลับลูกไม้มากนักละ... ครั้นฟังจบเพลง ชายหนุ่มก็ชิงกล่าวตัดหน้าอาหลัวว่า “ฟังว่าต้าเจี่ยของเจ้าใช้หนึ่งเพลง ‘สารทชล’ คว้าพระทัยของไท่จื่อ ตระกูลหลี่มีการศึกษามาทุกชั่วคน ช่วยบรรเลงพิณด้วยสักเพลงได้หรือไม่? ชมจันทร์กลางคงคา เอาเป็นเพลง ‘สารทบุหลัน’ ก็แล้วกัน!”

อาหลัวนึกถึงเรื่องที่ช่วยดีดพิณแทนชิงเหล่ย จึงกล่าวว่า “ข้าดีดพิณไม่เป็น สามบุตรีสกุลหลี่แต่ละคนต่างเรียนศิลปวิชาคนละหนึ่งแขนง ข้าเป็นแต่เป่าตี๋เท่านั้น”

นางยิ่งดีดไม่เป็น หลิวเจว๋ก็ยิ่งต้องการแกล้งให้นางลำบากใจ จึงกลอกตาแล้วกล่าวอย่างจงใจหาเรื่องว่า “เปิ่นกงจื่อต้องการฟังแต่เพลงพิณเท่านั้น เดิมทีอุตส่าห์อารมณ์ดีขึ้นมากแล้วเทียว เพียงรอให้เจ้าดีดพิณจบหนึ่งเพลง แล้วต่อไปหนี้บัญชีเก่าก่อนก็หายกัน จะไม่ไประรานเจ้าอีก แต่เจ้ากลับบอกว่าดีดไม่เป็น แล้วจะทำอย่างไรดี?”

เขาจะพูดยังไงก็ช่าง อาหลัวจดจำไว้ขึ้นใจว่าการเปิดเผยว่านางดีดพิณเป็นจะต้องปลูกฝังรากเหง้าแห่งเภทภัยแก่ภายหน้าอย่างแน่นอน จึงส่ายศีรษะท่าเดียว หลิวเจว๋เห็นว่าเกลี้ยกล่อมนางไม่สำเร็จ ก็ร้องบอกหญิงรับใช้ที่ห้องด้านนอกว่า “นำพิณมา!”

ชายหนุ่มนั่งลงหน้าโต๊ะเตี้ย สองมือขยับดีด เสียงพิณระรื่นไหลออกมาอย่างรวดเร็ว เพลงที่ดีดคือ “กล้วยไม้ประดับกาย” นั่นเอง อาหลัวดูออกว่าหลิวเจว๋ก็เป็นผู้ที่ดีดพิณอยู่เป็นนิจเช่นกัน ท่วงทำนองพิณจึงคล่องแคล่วเชี่ยวชาญ และนึกขึ้นได้ว่านี่คือเพลงที่บุตรีมหาเสนาบดีกู้ดีดในงานเลี้ยงชมดอกท้อ นางเห็นหลิวเจว๋ดีดอย่างตั้งใจมากก็คิดในใจว่า ...ที่แท้เขากำลังโมโหที่จื่อหลีจะแต่งงานกับนางในดวงใจของเขานี่เอง... จึงอดพูดยั่วโมโหไม่ได้ “นั่นเป็นการพระราชทานสมรสของหนิงหวาง ไม่แน่ว่าจื่อหลีอาจจะต้องตาคุณหนูกู้มานานแล้ว ผู้ใดใช้ให้ท่านลงมือสายเกินไปเล่า!”

หลิวเจว๋วางมือลงบนพิณโดยแรงดัง “เต๊ง!” เสียงพิณหยุดลงกะทันหัน ชายหนุ่มจงใจเน้นเสียงกล่าวว่า “หลิวเฟยกับคุณหนูกู้นับเป็นคู่ที่ฟ้าดินรังสรรค์โดยแท้ เหมาะสมกันมากทีเดียว”

อาหลัวคิดในใจ ...คิดจะพูดทิ่มแทงใจข้าหรือ?... จึงเชิดคางกล่าวยิ้มๆ “นั่นสิ ข้าก็คิดเช่นกันว่าเขาสองคนเหมาะสมกันมาก คนหนึ่งเป่าเซียวคนหนึ่งดีดพิณ สามีร้องนำภรรยาร้องตาม[9] อย่างไรก็ดีกว่าใครบางคนที่ต้องทอดถอนใจเพียงลำพัง”

หลิวเจว๋กลับมิได้โกรธเคือง “เกรงว่าหลิวเฟยจะยังไม่เคยได้ฟังเสียงพิณของคุณหนูกู้กระมัง เขาไม่ได้ไปงานเลี้ยงชมดอกท้อ จึงได้พลาดโอกาส”

อาหลัวยกถ้วยน้ำชาขึ้นละเลียดจิบลิ้มรส “ตอนนี้ไม่เคยได้ฟังหาเป็นไรไม่ ต่อไปได้ฟังแล้วจะยิ่งยินดี! เขาสองคนบุรุษทรงภูมิสตรีโฉมงาม ดังเช่นที่ท่านกล่าว สมกันมากโดยแท้!” ไม่ทราบเพราะเหตุใด ทุกถ้อยคำที่กล่าวล้วนแต่ต้องการให้หลิวเจว๋ฟังแล้วริษยาตาร้อนจนโมโหเดือดทั้งสิ้น

หลิวเจว๋กล่าวอย่างพิศวง “ต่อไปเมื่อหลิวเฟยมีคุณหนูกู้แล้ว ยังจะมีแก่ใจมาสนใจเจ้าอีกรึ? คิดจะให้เขาออกจากวังมาเที่ยวเล่นเป็นเพื่อนเจ้าทั้งวันอีกนั้น เกรงว่ายากเสียแล้ว”

อาหลัวชะงักงัน แล้วจึงคลายใจลง กว่าจื่อหลีจะสมรสกับกู้เทียนหลินก็ต้องรอหลังจากงานแต่งของไท่จื่อ นั่นคือเป็นเรื่องของฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ขอเพียงนางหาเงินให้ได้มากพอภายในเวลาครึ่งปีนี้เป็นใช้ได้

หลิวเจว๋เห็นเด็กสาวชะงักงัน ก็เข้าใจว่ากล่าวแทงใจดำของนางเข้าให้ เดิมทีเขาคิดจะพูดทิ่มแทงใจนางอยู่ดอก แต่ครั้นได้เห็นนางใส่ใจหลิวเฟยมากถึงเพียงนี้ ก็กลับลำพองใจไม่ออกเสียแล้ว ความรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาดได้กระตุ้นให้ชายหนุ่มพูดโพล่งออกไปว่า “เจ้าหัดดีดเพลง ‘กล้วยไม้ประดับกาย’ นี้ให้เป็น ข้าก็จะไม่ฝืนใจเจ้าอีก”

อาหลัวกะพริบตา “ความจริงแล้วหากว่าท่านต้องการฟังเพลงนี้ ข้าเชื่อว่าบนเรือสำราญลำนี้ต้องมีผู้ที่ดีดได้อยู่ ไยต้องลำบากจะให้ข้าดีดให้ท่านฟังให้จงได้เล่า? อย่าว่าแต่ข้ายังดีดพิณไม่เป็นอีกด้วย เพลงนี้ยากเกินไป แม้ข้าหัดก็ไม่เป็นดอก”

“ไม่เป็นก็หัดเสีย วันนี้เจ้ายังหัดไม่เป็น พรุ่งนี้ข้าจะไปที่คฤหาสน์รับเจ้าออกมาอีก วันใดเจ้าดีดเป็นวันนั้นจึงค่อยเลิก” หลิวเจว๋ไม่ยอมรอมชอม

อาหลัวมองเขาตาเขียว “ไยท่านจึงได้ไร้เหตุผลเช่นนี้? คนเขาดีดไม่เป็นไหนเลยมาบังคับให้ไปหัดได้? หัดดีดเพลงที่นางในดวงใจของท่านดีดจนเป็นแล้วท่านนึกว่าจะกลายเป็นนางดีดให้ท่านฟังจริงๆ หรือไร?”

“คุณหนูกู้ดีดพิณ ข้าย่อมจะล้างหูน้อมฟัง แม้นนางไม่ดีด ข้าเคยได้ฟังแล้วหนึ่งเพลง ดุจดั่งได้ฟังคีตสวรรค์ ต่อไปจะได้ฟังอีกหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญ หากว่าเจ้าต้องการให้ข้าไม่ไประรานหาเรื่องเจ้าอีก ก็จงดีดพิณให้ข้าฟังเสีย”

อาหลัวพลันนึกขึ้นได้ว่าจะดีจะชั่วตัวนางก็เป็นถึงบุตรีมหาเสนาบดี หาใช่บุตรีตาสีตาสาชาวบ้านธรรมดา หลิวเจว๋จะหาญกล้ากระทำการอุกอาจถึงขั้นนั้นจริงๆ หรือ? คิดแล้วก็ยิ้มตาหยีดื่มน้ำชาไปหนึ่งคำ แล้ววิจารณ์ว่า “น้ำชานี้กลิ่นหอมสดชื่น รสชาติลึกล้ำทอดนาน สีเหลืองสว่างใสกระจ่าง ยอดชา!” ไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องดีดพิณโดยสิ้นเชิง นางดื่มน้ำชาไปสองคำก็ขมวดคิ้วราวกับนึกถึงเรื่องใดขึ้นมาได้ เอ่ยว่า “ดูเงาจันทร์เคลื่อนขึ้น เริ่มจะดึกแล้ว หากมีผู้ที่รู้จักและจำได้มาเห็นคุณหนูสามบ้านมหาเสนาบดีผู้นี้ร่อนเร่อยู่ข้างนอกในยามวิกาลดึกดื่น ท่านว่า...ท่านพ่อข้าจะโมโหจนกระอักเลือด ไปขอเข้าเฝ้าหนิงหวางถกเหตุผลเพื่อให้ช่วยลงโทษท่านหรือไม่?”

หลิวเจว๋เห็นนางคิดไปคิดมากลับคิดได้ไม้นี้ออกมา ก็คิดในใจว่า ...ยาโถวน้อยผู้นี้ช่างน่าสนุกจริงแท้!... ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “นั่นสิ ท่านพ่อเจ้ามีตำแหน่งเป็นถึงมหาเสนาบดีฝ่ายขวา หากได้ยินเสียงเล่าลือจากย่านเริงรมย์ว่าบุตรีคนเล็กของที่บ้านอยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มในเรือสำราญจนดวงจันทร์ลอยถึงกึ่งกลางฟ้า ท่านจะโมโหจนกระอักเลือดหรือไม่หนอ? ตระกูลมีการศึกษาทุกชั่วคนเทียวนะ...ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเทียวนะ...ต้องมาถูกเจ้าทำลายป่นปี้เช่นนี้เสียแล้ว? จุ๊ๆ...ท่านจะทำอย่างไรหนอ? ย่อมต้องไปขอเข้าเฝ้าหนิงหวางเป็นธรรมดา” ชายหนุ่มแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินไปถึงข้างหลังอาหลัว ยื่นคอไปพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ที่ริมหูของนางว่า “ไปขอเข้าเฝ้าหนิงหวางเพื่อกราบทูลว่า : ใต้ฝ่าพระบาท ได้โปรดรีบพระราชทานสมรสเถิดพ่ะย่ะค่ะ! รีบให้บุตรีไม่รักดีผู้นี้ออกเรือนไปเสีย แน่นอน...เปิ่นกงจื่อเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูงยิ่ง ไฉนเลยจะยอมปล่อยให้เจ้าหนูไม่รู้ความมาทำลายชื่อเสียงของคุณหนูสาม? คุณหนูสามยังไม่ลุวัยปักปิ่นเสียด้วยซ้ำ เรื่องที่ทำลายบุพเพฯชั่วชีวิตของผู้อื่นเช่นนี้ เปิ่นกงจื่อไม่มีทางทำได้ลงดอก”

อาหลัวได้ยินเสียงขนบนลำคอตัวเองลุกพรึบกันสลอน ...แต่งกับเขารึ? ฝันหวานไปเถอะ!... นางฝืนข่มความเคียดแค้นที่มีต่อหลิวเจว๋ภายในใจลง กล่าวกับเขาว่า “ดีดก็ดีด! แต่ว่า...ข้าไหนเลยจะหัดดีดเป็นเร็วปานนั้น อย่างไรก็ต้องให้เวลาข้ากระมัง”

หลิวเจว๋เห็นนางยอมประนีประนอม ก็อารมณ์ดียิ่ง หัวเราะหึหึไม่ได้หยุด “ไม่มีปัญหา เปิ่นกงจื่อมีเวลาเหลือเฟืออยู่แล้ว เมื่อตอนที่ออกจากคฤหาสน์ ท่านพ่อของเจ้ายังกำชับกำชาอย่างกระตือรือร้นเสียอีกว่า ต้องสนุกให้เต็มที่แล้วจึงกลับ ดูเวลานี้ยังห่างจากดวงจันทร์ขึ้นถึงกึ่งกลางฟ้าอีกอย่างน้อยสองชั่วยาม ด้วยไหวพริบของคุณหนูสาม ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าพอจะเรียนได้เรื่องได้ราว เรียนจนดีดได้เป็นเพลงก็น่าจะไม่เป็นปัญหา!”

อาหลัวหน้างอ “ข้าไม่รู้จักพิณ กระทั่งเสียงอยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบด้วยซ้ำ ท่านส่งข้ากลับไปเถิด เอาไว้วันหน้าข้าเรียนจนดีดได้แล้วค่อยดีดให้ท่านฟังก็แล้วกัน”

หลิวเจว๋เห็นนางทำปากยื่นหน้างอง้ำก็อารมณ์ดีเหลือจะเอ่ย เดินไปถึงตรงหน้าพิณ เอ่ยว่า “มาเถิด เปิ่นกงจื่อจะสอนพิณให้เจ้าเอง”

อาหลัวเอามือเท้าคางมองชายหนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ เดี๋ยวก็ถามเสียงนี้ เดี๋ยวก็ถามเสียงนั้น เห็นเขากล่าวตอบอย่างอดทน ก็ยิ่งขยันถามถี่ขึ้น พริบตาเดียวเวลาหนึ่งชั่วยามได้ผ่านพ้น อาหลัวถามจนเหนื่อยแล้ว หลิวเจว๋ก็สอนจนเหนื่อยแล้ว หลิวเจว๋ถามนางว่า “เป็นหรือยัง?”

อาหลัวแอบหัวเราะในใจขณะที่เบิกตาโตอย่างงุนงงพลางส่ายหน้า หลิวเจว๋โมโหจนโยนพิณทิ้งทันที “เหตุใดเจ้าถึงได้โง่อย่างนี้?”

นางมองเขาหน้าสลด “ซื่อจื่อ ท่านช่วยสอนอีกรอบเถิด!”

หลิวเจว๋อดทนอธิบายเสียงกง ซาง เจว๋ จื่อ อวี่[10] ตำแหน่งเสียง ระดับเสียงสูงต่ำ ท่ามือและท่านิ้วเกี่ยว ดีด ลูบ ไถลอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกรอบ อาหลัวแอบหัวเราะในใจและรู้สึกง่วงงุนทำท่าจะหลับ ได้แต่ฝืนตั้งสมาธิฟังเขาพล่าม ครั้นอธิบายจบแล้วชายหนุ่มก็ถามอีกครั้ง “คราวนี้เป็นแล้วกระมัง?”

อาหลัวกำลังคิดจะส่ายหน้า ครั้นเผยอปากกลับหาวหวอดออกมา จึงรีบเอามือปิดปากทันควัน ก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าหลิวเจว๋ สีหน้าหลิวเจว๋ได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาไปเสียแล้ว “ที่วุ่นวายอยู่เป็นครึ่งค่อนวันนี่เย้าข้าเล่นอย่างนั้นหรือ?”

อาหลัวใจหายวาบ หายง่วงเป็นปลิดทิ้งในบัดดล รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ซื่อจื่อ ข้าไร้ความรู้สึกต่อพิณโดยสิ้นเชิงเป็นความสัตย์ ข้าพอจะจำเสียงได้ ๒-๓ เสียง จะดีดให้ท่านฟังเดี๋ยวนี้ละ แต่ดีดให้เป็นเพลงนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ดีดไม่เป็นอยู่นั่นเอง”

หลิวเจว๋เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เจ้าเป่าตี๋เป็น ไยจึงดีดพิณไม่ได้? หญิงสาวตระกูลสูงในเมืองเฟิง ๑๐ นางมีอยู่ ๘-๙ นางที่ดีดพิณเป็นทั้งยังดีดได้ไม่เลว เจ้าเป็นข้อยกเว้นจริงๆ หรือ?”

อาหลัวเริ่มปั้นน้ำเป็นตัวแต่งเรื่องโกหก “ฟังว่าเมื่อยังเล็กตอนที่จัวโจว[11] ต้าเจี่ยจับพิณไว้ไม่ยอมปล่อย เอ้อร์เจี่ยจับพู่กันไม่ยอมปล่อย ส่วนข้าก็จับตี๋ ต่อมาเมื่อเอ้อร์เจี่ยเรียนวิชาเขียนอักษรจนเชี่ยวชาญแล้วก็ไปเรียนพิณเช่นกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็สู้ต้าเจี่ยไม่ได้ ตัวข้าจึงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะไม่กระดิกหูในเรื่องพิณเลยเทียวละ!”

“ช่างเถิด เสียอารมณ์หมด!” หลิวเจว๋ผลักพิณออกลุกขึ้นยืน

อาหลัวข่มอารมณ์ปีติยินดีจนเนื้อเต้นภายในใจ มองหน้าหลิวเจว๋เอ่ยถามว่า “กลับคฤหาสน์ได้หรือยัง? ข้าง่วงนอนแล้ว”

หลิวเจว๋กล่าวเสียงขุ่น “ไปกันเถิด กลับกัน”

อาหลัวพูดอีกว่า “จำไว้ด้วยละว่าต่อไปเราสองคนหายกันแล้ว ไม่มีความแค้นกันแล้ว ข้าไม่ได้ติดค้างท่านแล้ว”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนริมฝีปากหลิวเจว๋ “ข้าจะไปมีความแค้นกับเจ้าได้อย่างไร? ข้าเป็นคนจิตใจคับแคบเช่นนั้นหรือ?”

อาหลัวรีบประจบทันที “ซื่อจื่อบุคลิกองอาจ สง่างามเป็นที่สุด ทั้งยังมีวิชาความรู้กว้างขวาง ชาติตระกูลเก่าแก่สูงศักดิ์ ไฉนเลยจะเป็นผู้ที่จิตใจคับแคบได้”

หลิวเจว๋เอ่ยว่า “อ้อ” แล้วถามว่า “ข้ากับองค์ชายสี่ผู้ใดบุคลิกองอาจยิ่งกว่า ผู้ใดสง่างามยิ่งกว่า ผู้ใดมีวิชาความรู้สูงกว่า?”

อาหลัวตกตะลึง แล้วรีบตอบทันควัน “ต่างคนต่างมีข้อเด่น ฮะๆ...แต่ส่วนตัวแล้วข้าเห็นว่าท่านเหนือกว่าหนึ่งขั้น” ในใจคิดว่า ...คราวนี้คงพูดประจบได้ถึงใจแล้วกระมัง?...

หลิวเจว๋ยิ้มอีกครั้ง “สามารถได้รับความรักชื่นชมจากคุณหนูสาม ข้าจะไม่รานน้ำใจคุณหนูสามอย่างแน่นอน”

อาหลัวเห็นชายหนุ่มพูดจาประหลาดพิกล ราวกับมีความนัยแฝงอยู่ แต่ก็ฟังไม่ออกว่าหมายความว่าอะไร จึงได้แต่เก็บงำความกังขาเดินลงบันไดไปชั้นล่างพร้อมกับเขา

เดินลงไปถึงบันไดชั้นสอง ข้างในมีเสียงพิณแว่วออกมา หลิวเจว๋หยุดเท้าเงี่ยหูฟัง อาหลัวจึงพลอยหยุดเท้าตาม ชายหนุ่มพลันเหลือบไปเห็นคิ้วของเด็กสาวขมวดเล็กน้อยวูบหนึ่งแล้วคลายออกกลับเป็นปกติ ก็ต้องนึกฉงนอย่างยิ่ง ด้วยว่าชั่วพริบตาที่นางขมวดคิ้ว เป็นจังหวะที่เสียงพิณดีดพลาดพอดี หลิวเจว๋คิดในใจ ...บังเอิญปานนี้เทียว?...

ไม่ทราบเพราะเหตุใด นอกจากคำกล่าวขอโทษในตอนแรกแล้ว ถ้อยคำที่คุณหนูสามบ้านมหาเสนาบดีผู้นี้กล่าวออกมาหลังจากนั้นทั้งหมด เขาไม่เชื่อเลยสักคำเดียว แต่ก็หาช่องโหว่ไม่พบอีกเช่นกันว่าตรงจุดใดที่ผิดปกติ

 

อาหลัวกลับถึงคฤหาสน์มหาเสนาบดีก็ตรงดิ่งไปรายงานตัวต่อมหาเสนาบดีหลี่ทันควัน มหาเสนาบดีหลี่มองนางด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน ท่าทางมีเมตตาเป็นที่สุด “อาหลัว วันนี้เข้ากับซื่อจื่อได้ดีหรือไม่?”

อาหลัวกล่าวตอบอย่างเรียบร้อยสำรวม “รับประทานอาหารกันที่เรือสำราญหลิวเซียง จากนั้นเป่าตี๋หนึ่งเพลง ซื่อจื่อไม่ได้เอ่ยอะไรเจ้าค่ะ”

มหาเสนาบดีหลี่หัวเราะหึหึแล้วกล่าวว่า “ซื่อจื่อมีเสน่ห์สง่างาม ชาติตระกูลสูงศักดิ์ เป็นตัวเลือกที่ดีเทียวละ อาหลัว ต้องไปไหนมาไหนกับซื่อจื่อให้บ่อยเข้าไว้”

อาหลัวพลันเกิดความคิดขึ้นมาอย่างปุบปับ ...จะสามารถอาศัยข้ออ้างนี้ออกไปนอกคฤหาสน์อย่างเปิดเผยได้หรือไม่?... จึงลองถามหยั่งเชิงดู “ซื่อจื่อนัดหมายในวันพรุ่งนี้ อาหลัวไปได้หรือไม่?”

มหาเสนาบดีหลี่ตื่นเต้นยินดียิ่ง “ไปสิ! จะไม่ไปได้ยังไง แต่งตัวให้งดงามแล้วไปซะ!”

อาหลัวยิ้มละไมเอ่ยว่า “ทราบแล้วเจ้าค่ะ อาหลัวต้องขอตัวกลับสวนห่ายถังก่อนแล้ว” ...สามารถออกไปนอกคฤหาสน์ได้อย่างเปิดเผย ก็ตัดปัญหาเรื่องเผยพิรุธเวลาแอบออกไปเอง จึงไม่อยู่ในคฤหาสน์ออกไปได้ โอกาสที่ได้รับมานี้ต้องขอขอบคุณซื่อจื่อแล้ว... อาหลัวหัวเราะออกมาเบาๆ ระหว่างเดินกลับเรือน

 

หลิวเจว๋กลับถึงวังอานชิงหวาง ก็ไปยืนตะลึงมองภาพเหมือนกู้เทียนหลินที่แขวนอยู่บนผนัง

เขาต้องการให้หลี่ชิงหลัวหัดดีดเพลง “กล้วยไม้ประดับกาย” เป็นเพราะลืมกู้เทียนหลินไม่ได้จริงๆ หรือ? ดวงตาคู่นั้นของอาหลัวที่ฝังอยู่บนใบหน้าของกู้เทียนหลินราวกับมีชีวิต...มีจิตใจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ชายหนุ่มเอนหลังบนเก้าอี้ยาวมองดูดวงตาคู่นั้น นิ้วมือเคาะที่เท้าแขนเบาๆ ...ตรงไหนที่ผิดปกติกันหนอ?... ตัดสินใจเรียกหลิวอิงเข้ามาสั่งว่า “จงรีบไปตรวจสอบสภาพการณ์ภายในคฤหาสน์มหาเสนาบดีหลี่ให้กระจ่าง ข้าต้องการข้อมูลทั้งหมดของคุณหนูสามบ้านมหาเสนาบดีหลี่ แล้วก็...นับตั้งแต่วันนี้ให้ส่งคนไปจับตาดูนางไว้ นางเป็นวิทยายุทธ์เล็กน้อย ระวังตัวด้วย”

“ขอรับ!”

 

 

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>

 



[1] เทียบ ในที่นี้คือ “เทียบเยือน” เป็นนามบัตรของคนจีนโบราณ (ดูภาพที่ 40 หน้า)
[2] งูหนูร่วมรู ใช้บรรยายว่าคนเลวสมคบกันทำชั่ว
[3] หม้อไฟ ปลาราดพริก เต้าหู้ผัดเผ็ด วุ้นเส้นต้มยำ (ดูภาพที่ 41 หน้า xx)
[4] จ้าง คือหน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ  1 จ้าง = 2 เมตร
[5] เก้าอี้เชวียนอี่ (ดูภาพที่ 42 หน้า)
[6] โคมกงเติง คือโคมกระจกหกเหลี่ยม หรือแปดเหลี่ยม (ดูภาพที่ 43 หน้า )
[7] แปรอาวุธเป็นแพรพรรณ หมายถึง เปลี่ยนจากทำสงครามเป็นสงบศึกหรือผูกมิตรกัน
[8] เสี่ยวหฺนฺวีจื่อ แปลว่า กูเหนี่ยงน้อย หรือเด็กหญิงน้อย เป็นคำเรียกตัวเองอย่างถ่อมตัวในลักษณะแสดงความอ่อนแอ ในที่นี้นอกจากความหมายข้างต้นแล้ว ยังแฝงความหมายว่าอาหลัววางตัวห่างเหินกับหลิวเจว๋ จึงเปลี่ยนจากเดิมทีเรียกตัวเองว่า “ข้า” เป็น “เสี่ยวหฺนฺวีจื่อ”
[9] สามีร้องนำภรรยาร้องตาม หมายถึง สามีภรรยาอยู่ร่วมกันได้อย่างสมัครสมานกลมเกลียว
[10] กง ซาง เจว๋ จื่อ อฺวี่ คือชื่อบันไดเสียงของจีนโบราณ
[11] จัวโจว คือพิธีที่เมื่อเด็กทารกอายุครบหนึ่งขวบ พ่อแม่จะนำสิ่งของหลายอย่างมาวางไว้รอบตัวเพื่อให้เด็กเลือกจับ เป็นการทำนายว่าต่อไปเด็กจะมุ่งหน้าไปทางอาชีพใดและมีอุปนิสัยอย่างไร

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 4 พ.ย. 2568, 21:32

0 ความคิดเห็น