หัวข้อ : บทที่ 4 สัตว์ปีกรักกับสัตว์น้ำได้ไหม? (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:40

บทที่ 4 สัตว์ปีกรักกับสัตว์น้ำได้ไหม? (1)
 

เขากับเธอมีความสัมพันธ์แบบไหนต่อกันกันแน่?

ขณะที่ฉินชวนยังคงขบปัญหาเรื่องนี้ไม่แตก ซูจิ่นลืมดวงตากลมโตที่งัวเงียเลื่อนลอยขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน ลุกขึ้นเหมือนมองไม่เห็นเขา ปล่อยผมยาวแผ่สยายยุ่งเหยิง บนเรือนร่างงามยังคงสวมแค่ชุดนอนตัวเดิมจากเมื่อคืนที่สวมแล้วดูยั่วยวนชวนให้คนทำบาปยิ่งเสียกว่าไม่สวม เดินไปเข้าห้องน้ำโดยไม่สนใจอะไร

ฉินชวนไม่พอใจกิริยามองข้ามเขาโดยสิ้นเชิงของเธออย่างมาก ลุกพรวดขึ้นนั่ง จ้องประตูห้องน้ำอย่างหงุดหงิดอยู่อึดใจใหญ่ นิ่งคิดเล็กน้อย สุดท้ายตัดสินใจกลับห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน

ดูท่าทางยายนั่นคิดจะทำเป็นว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้นทั้งนั้นเห็นๆ!

เขาควรจะรู้สึกโล่งใจแท้ๆ แต่ไม่ทราบทำไมถึงรู้สึกเคืองนักหนา

ชายหนุ่มขมวดคิ้วส่องกระจกสำรวจดูรอยจูบที่เธอทิ้งไว้บนตัวไม่ใช่น้อยเมื่อคืนนี้

ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้ากัดเขาแรงแบบนี้มาก่อน แต่เขารู้ว่าตัวเขาค่อนข้างจะพอใจ...เขาไม่เคยตื่นเต้นคึกคักมากขนาดนี้เวลาร่วมรักมานานโขแล้ว

เขารู้สึกพิเศษกับเธอ น่าจะยังห่างไกลเกินกว่าจะเรียกว่า “รัก” มาก แต่เขาเห็นจะต้องบอกว่า เขาชอบร่วมรักกับเธอ เธอเร่าร้อนและใจกล้า ขาเรียวสวยคู่นั้นรัดเอวเขาไว้แน่นตลอดเวลา สนองรับการแทรกลึกเป็นจังหวะของเขา...

นึกไปถึงฉากร่วมรักบางฉากเมื่อคืนนี้อย่างเผลอไผล ท่อนล่างของเขาพลันเกร็งเขม็งขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว

บ้าจริง! ชายหนุ่มสะบัดศีรษะ สลัดภาพวาบหวิวออกไปจากสมอง ไปอาบน้ำอีกรอบอย่างกลุ้มใจ

หรือแค่ชั่วคืนเดียว เขาก็เสพติดเธอเข้าให้เสียแล้ว?

จำได้ว่าตอนที่มกุฎราชกุมารของประเทศไหนสักประเทศในทวีปยุโรปแต่งงานครั้งที่สอง เจ้า “สาว” อายุเกินครึ่งร้อยที่เป็นคู่นอนของเขามานานสามสิบปีเคยแอบกระซิบบอกเพื่อนของเธอว่า หนึ่งในสาเหตุที่มกุฎราชกุมารพระองค์นี้ไม่สามารถแยกทางกับเธอได้สักที เป็นเพราะพระองค์ sexually addicted to her (เสพติดเธอในเรื่องเพศสัมพันธ์)

บทสนทนาลับนี้ไม่ทราบรั่วไหลออกมาจากทางไหน และได้แพร่กระจายไปทั่วในวงสังคมชั้นสูง กระทั่งตัวเขาที่ไม่เคยสนใจเรื่องซุบซิบเหล่านี้ก็ยังเคยได้ยินมา และปฏิกิริยาของเขาในตอนนั้นคือแค่นเสียงอย่างดูถูก เพราะเขามองว่าจะขึ้นเตียงกับผู้หญิงคนไหนก็เหมือนกันทั้งนั้นมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นปัญหาเรื่องเสพติดผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษจึงไม่ควรจะมีอยู่

แต่หลังจากผ่านเมื่อคืนนี้ เขาชักจะไม่ค่อยมั่นใจต่อความเข้าใจในเรื่องนี้ของตัวเองเสียแล้ว ซูจิ่นแตกต่างจากคู่ควงในอดีตของเขาอย่างมาก และเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความสุขสมที่ได้รับจากเธอแรงกล้ากว่าอย่างมาก

ความจริงที่ฉินชวนเกิดความรู้สึกแบบนี้ได้ ไม่แน่ว่าจะเป็นเพราะเทคนิคของซูจิ่นดีเลิศอะไร เพียงแต่เขากับเธอมีความสัมพันธ์กันโดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยภายนอก แต่โดนผลักดันด้วยแรงดึงดูดระหว่างหญิงชายที่ถือเป็นสัญชาตญาณดิบอย่างยิ่ง เพราะเหตุนี้ความสุขสมที่ประสาทสัมผัสได้รับจึงบริสุทธิ์กว่ากันมาก

ชายหนุ่มเป่าผมจนแห้ง แล้วใจลอยอยู่หน้ากระจกอีกแล้ว ตัดสินใจว่าต้องไปคุยกับเธอสักหน่อย

ไม่ว่าซูจิ่นจะคิดยังไง เขาก็ต้องการจะบอกความคิดของเขาให้เธอได้รู้ และเขาเห็นว่าในเมื่อมีความสัมพันธ์แบบนี้กันแล้ว บวกกับเธอและเขาต่างก็รู้สึกดีต่อกัน ก็พอจะลองคบกันได้ ถ้าไปได้สวยจริงๆ ละก็...

แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน ข้อที่ห้าของกฎหมาย “การแต่งงานระหว่างตระกูลขุนนางกับสามัญชน” ซึ่งอนุญาตให้พระราชวงศ์อภิเษกสมรสกับสามัญชนได้ที่ผ่านมติสภามาตั้งแต่เมื่อปี 1970 จะยังไม่เคยมีตัวอย่างใดๆ มาก่อนก็ตาม แต่เขาก็ไม่รังเกียจอะไรที่จะเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์

ชายหนุ่มเคาะประตูห้องนอนของซูจิ่น เนิ่นนานไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ เขาผลักประตูเข้าไปอย่างเป็นห่วงเล็กน้อย แล้วต้องใบ้รับประทานเมื่อพบว่าหลังจากอาบน้ำเสร็จ แม่เจ้าประคุณก็กลับขึ้นเตียงไปนอนต่อ

ม่านหน้าต่างเปิดออกแล้ว ซูจิ่นสวมชุดนอนหน้าตาคล้ายๆ กับเมื่อคืนนี้ กอดผ้าห่มนอนอาบแสงแดดอันอ่อนโยนของฤดูหนาว ให้ความรู้สึกอบอุ่นและแสนสบาย ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงแมวซึ่งมักจะนอนหมอบอาบแดดอยู่บนหลังคา

เธอคือแมวป่าตัวน้อย ก่อนจะทันได้รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร ตัวเขาก็เดินไปถึงข้างตัวเธอ ลูบศีรษะเธออย่างเผลอตัว

ซูจิ่นหลับไม่ค่อยลึกนัก พอถูกเขาแตะตัวก็ลืมตาขึ้น สบตากับเขาอย่างงัวเงียอยู่พักใหญ่ จากนั้นกอดผ้าห่มพลิกตัวหันหลังให้เขาคิดจะนอนต่อ ระหว่างที่พลิกตัว ขาเรียวสวยของเธอกับกางเกงชั้นในผ้าไหมสีชมพูอ่อนต่างแลบโชว์ออกมา ชายหนุ่มนึกถึงเมื่อคืนนี้ว่าเขากึ่งบังคับเข้าสู่ร่างของเธอทางด้านหลังจากมุมนี้แหละ...ไปจนกระทั่งเธอสุขสม

แข็งใจข่มความรู้สึกร้อนรุ่มกะทันหันภายในตัว เขานั่งลงที่ริมเตียง พูดเบาๆ “ตื่นแล้วฝืนนอนต่อ จะไม่ดีกับสุขภาพนะ”

เห็นเธอไม่กระดุกกระดิก แกล้งทำเป็นตายต่อไป ก็เม้มริมฝีปากหยักลึกได้รูป คิดเล็กน้อย ตัดสินใจไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา เอ่ยตรงๆ ว่า “เราคบกันเถอะ”

ซูจิ่นตัวแข็งทื่อ สิบวินาทีให้หลังค่อยหันหน้ามามองเขาอย่างงุนงง เห็นในดวงตาสีสนิมเหล็กมีแต่แววจริงจัง ก็มุมปากกระตุก

“คุณล้อเล่นอะไรน่ะ?”

ณ เวลานี้ ในที่สุดหญิงสาวก็หายจากอาการเมาค้างโดยสิ้นเชิง

ถึงแม้ปฏิกิริยาของซูจิ่นจะถือว่าอยู่ในการคาดคะเนอยู่แล้ว ฉินชวนยังคงขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด

“ผมไม่เห็นว่าเหมือนกำลังล้อเล่นที่ตรงไหน”

เขานั่งอยู่ริมเตียงของเธอ ก็ยังคงนั่งตัวตรงด้วยความเคยชิน ซูจิ่นไม่ชอบถูกเขาก้มลงมองอย่างเหนือกว่าแบบนี้ จึงกอดผ้าห่มยันตัวขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียง มองตาเขา พูดเสียงจริงจังว่า

“ฉันนึกไม่ออกว่าเรามีเหตุผลอะไรที่ต้องคบกัน”

ดวงตาฉินชวนทอประกายประหลาด ยื่นมือออกไปกะทันหัน ใช้นิ้วเดียวลูบรอยแดงบนลำคอเธอเบาๆ

ซูจิ่นสะท้านเยือก เบี่ยงหลบการแตะต้องอย่างแฝงนัยของเขา ดวงหน้างามแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มรั้งมือกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยังคงมองที่รอยแดงนั้นพลางพูดเสียงราบเรียบ

“เมื่อคืนนี้แหละคือเหตุผล”

เขากับเธอต่างรู้ดี ไม่ใช่แค่ลำคอกับหัวไหล่เท่านั้น เรือนร่างภายใต้ร่มผ้าของเธอก็ทิ้งร่องรอยอันเชิญชวนแบบนี้ไว้ไม่น้อย

หญิงสาวถูกสายตาเยือกเย็นของเขาจ้องจนชักจะใจแป้ว ก้มหน้าลงมองผ้าปูเตียง พูดถ้อยคำที่คิดไว้ก่อนแล้วด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อ

“ฉันจำอะไรเมื่อคืนนี้ไม่ได้เลย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วซ้ายอย่างไม่นึกตกใจ มุมปากเหยียดยิ้มหยัน ฝีมือแสดงบทแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องของเธอห่วยสิ้นดี เขายิ้มเยาะอยู่ในใจ โน้มตัวไปที่ริมหูของเธอ กระซิบเบาๆ ว่า

“บางทีผมอาจไม่รังเกียจที่จะช่วยทำให้คุณนึกออก” ไอร้อนพ่นเข้าใส่ใบหูของเธอ ย้อมเป็นสีแดงก่ำ

ตั้งแต่ที่ได้รู้จักซูจิ่นวันแรก เขาก็รู้ข้อเสียเรื่องนิสัยหื่นของเธอแล้ว ดังนั้นเมื่อจะจัดการกับซูจิ่นที่คิดจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขาก็ไม่ตระหนี่ที่จะใช้ต้นทุนของตัวเอง

“คุณเกลียดผมหรือเปล่า?”

เกลียด? นี่มันรู้แล้วแกล้งถามเห็นๆ...เธอแทบจะน้ำลายหกใส่เขาอยู่แล้ว...

ริมฝีปากชายหนุ่มเหมือนจะแตะถูกใบหูได้รูปของเธอ และเหมือนไม่ได้แตะถูก ชวนให้จักจี้หัวใจแต่ไม่รู้จะเกายังไง ภายใต้กิริยาท่าทางกำกวมแบบนี้ ศีรษะซูจิ่นยิ่งก้มต่ำกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงจนแม้แต่ร่างกายยังพลอยอ่อนระทวยนิดๆ

ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเขากำลังใช้แผนชายงามอย่างเจ้าเล่ห์ ก็ยังคงไร้เรี่ยวแรงจะต่อกรอยู่ดี

อีตาบ้าเอ๊ย! เธอแอบด่าในใจอย่างอดไม่ได้ ท่าทางสุภาพอ่อนโยนเหมือนเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวขนานแท้ ใครจะไปนึกว่าเป็นของปลอมย้อมแมวขายคุณภาพต่ำที่ใช้น้ำยาฟอกขาวเอาชัดๆ เธอจะฟ้องสคบ. เธออยากคืนสินค้า...ฮือ

ดูเหมือนอารมณ์หงุดหงิดโมโหในใจจะทำให้ซูจิ่นเรียกพละกำลังกลับคืนมาได้นิดหน่อย ยกมือขึ้นยันแผ่นอกเขา ผลักชายหนุ่มออกห่างไปเล็กน้อย สูดหายใจลึกๆ พูดเสียงดังว่า

“คุณเคยเห็นสัตว์ปีกคบเป็นแฟนกับสัตว์น้ำหรือเปล่าล่ะ?”

ความหมายที่แฝงอยู่คือ เขากับเธออยู่กันคนละโลก ไม่มีพื้นที่ให้คบกันตรงไหนทั้งสิ้น

ฉินชวนย่อมจะเข้าใจความหมายของเธอ แต่กลับขมวดคิ้วนิดๆ พูดหน้าตาเฉยว่า “ผมรู้แค่ว่าเราสองคนต่างเป็นมนุษย์ทั้งคู่”

ซูจิ่นตวัดค้อนใส่ ความมั่นใจเพิ่มขยายขึ้นอีกนิด ในเมื่อวันนี้คลื่นสมองของเขากับเธอไม่สอดคล้องกันอย่างเห็นได้ชัด คนสุภาพเรียบร้อยอย่างเธอจึงได้แต่พูดตรงๆ เท่านั้น

“ฉันไม่ได้เรียกร้องคุณสมบัติของแฟนสูงอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยที่สุดจะต้องไม่ใช่จำพวกไม่รู้เมื่อไหร่จะมานอนเลือดโชกอยู่หน้าบ้านฉัน...”

สภาพตอนบาดเจ็บของฉินชวนเมื่อครั้งก่อน จนบัดนี้เธอย้อนนึกถึงทีไรยังใจสั่นไม่หาย เธอเป็นผู้หญิงดีๆ แบบมาตรฐาน เห็นจะทนความระทึกขวัญแบบ “สองคนสองคม[1] สามคนสามคม” ไม่ไหวแน่ ดังนั้นเทียบกับการคบเป็นแฟนกับเขาแล้ว เธอจึงออกจะสนใจพันธุกรรมที่เขาจะมอบให้ได้มากกว่า

ชายหนุ่มจ้องมองเธออย่างลึกซึ้ง จับความคิดของเธอได้ในพริบตา ซูจิ่นเข้าใจผิดว่าเขาคือมาเฟีย ดังนั้นจึงเกิดความกลัวต่อความไม่มั่นคงของชีวิตในอนาคต และต่อต้านสุดกำลังไม่ยอมคบหากับเขาให้ลึกซึ้งเกินไป

เขาสามารถบอกฐานะของตัวเองเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ได้อยู่หรอก แต่ตัวเขาเองรู้ดีว่า ก่อนที่เรื่องระหว่างเขากับตาแก่จะจบลงเรียบร้อย ชีวิตเขาก็ไม่ได้มั่นคงไปกว่ามาเฟียสักกี่มากน้อย และซูจิ่นที่เติบโตมาท่ามกลางแสงอาทิตย์ก็ไม่เหมาะจะถูกลากเข้าสู่โลกที่มืดหม่นนั่นจริงๆ

คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มยิ้มขื่น ชีวิตสงบสุขในบ้านของเธอทำให้เขาเกือบจะลืมพายุคลื่นลมข้างนอกไปเสียแล้ว

“เรือนอันอบอุ่น คือสุสานวีรชน” [2] คำพูดนี้ถูกต้องอย่างมาก

หญิงสาวเห็นดวงตาสีสนิมเหล็กทอแววอ้างว้าง พูดเบาๆ ว่า

“ผมเข้าใจแล้ว” ก่อนจะลุกขึ้นทำท่าจะไป

ในใจเธอเกิดความรู้สึกขมฝาดขึ้นมาอย่างปุบปับ

เธอทำให้เขาเจ็บหรือ? เธอไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้นเลย

ก่อนทันรู้ตัวว่าตัวเองจะทำอะไร เธอก็ยื่นมือไปคว้าเขาไว้อย่างลืมตัวเสียแล้ว และแทบอยากจะหั่นมือแสนหื่นของตัวเองทิ้ง เมื่อชายหนุ่มหันกลับมามองเธออย่างไม่เข้าใจด้วยดวงตาเปี่ยมอารมณ์

เดิมทีปัญหาคลี่คลายไปเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นว่าตัวเธอดันไปสร้างเรื่องใหม่

ซูจิ่นหลุบตาลง รีบใช้สมองที่ควรจะเปลี่ยน CPU ได้แล้วของเธออย่างทั้งนึกเสียใจและแค้นใจ ก่อนจะเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา แกล้งทำเป็นถอนหายใจเบาๆ อย่างจนใจ ก้มหน้าลงจุมพิตมือเรียวยาวของเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยน มือนั้นมีรอยด้านนิดๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการจับปืนมานานปี

“ขอแค่คุณไม่ไปจากฉัน เราสองคนก็คบกันเถอะ”

ความจริงแล้วประโยคนี้แฝงลูกเล่นไว้ เพียงแต่ใจของฉินชวนจดจ่ออยู่ที่ว่าทำไมเธอถึงเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน เพิ่งทำท่าจะซักไซ้ถามอย่างนึกตื้นตัน ก็ถูกเธอเป็นฝ่ายชะโงกเข้ามาจุมพิตริมฝีปากอ่อนนุ่มของเขาเข้าเสียก่อน

จูบที่เปี่ยมด้วยความยั่วยวนนี้ได้กระตุ้น “อารมณ์” ที่ยังดับไม่สนิทเมื่อคืนให้ปะทุขึ้น ทำให้คนฉลาดอย่างฉินชวนเกิดอาการสมองขัดข้องอย่างน้อยนักจะปรากฏ จนกระทั่งหลังจากจบเรื่อง เขาต้องถอนหายใจว่าตัวเองก็ควรจะเปลี่ยน CPU เป็นแบบ Octa-core เสียทีได้แล้ว...

ไม่ว่าอย่างไร สถานการณ์ในตอนนั้น...ตลอดทั้งช่วงสายของวันนั้น...ได้ผ่านไปอย่างอีโรติกมาก...โดยในขณะที่ซูจิ่นแอบนึกดีใจว่าตัวเองสามารถทำให้ความสัมพันธ์ที่กำกวมแบบไม่รับผิดชอบนี้ดำเนินต่อไปได้ ตัวฉินชวนเองก็เข้าใจไปว่าตัวเขาได้มีแฟนเป็นสามัญชนคนแรก

 

แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องลงใส่เตียงสีเขียวแอปเปิล ชายหนุ่มรูปงามปานเทพบุตรเอนหลังพิงหัวเตียงบุผ้า จุมพิตอย่างดูดดื่มอ่อนโยนกับหญิงสาวหน้าหวานที่นั่งคร่อมอยู่บนตัวเขา

ขณะที่หญิงสาวถูกเขาจูบจนความคิดกระเจิดกระเจิง ชายหนุ่มพลันพลิกตัวกดเธอไว้ใต้ร่าง พูดเสียงแหบพร่าอย่างทนรอไม่ไหว

“คุณช้าเกินไปแล้ว”

ผลคือ...ความหวังอันยิ่งใหญ่ของซูจิ่นที่คิดจะพลิกสถานะ ก็ยังคงไม่สมหวังอยู่ดี

 

ชายกับหญิงคบเป็นแฟนกัน ควรทำอะไรกันบ้าง?

โดยปกติแล้วถ้าเป็นช่วงหวานชื่น ก็จะโทรศัพท์หากันวันละหลายๆ ชั่วโมง พอว่างหน่อยก็นัดเดตกัน จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายต่างทนคิดถึงกันไม่ไหว ตัดสินใจอยู่ด้วยกัน หรือก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์

แล้วเวลานัดเดต เขาทำอะไรกันบ้าง?

ลำดับก่อนหลังตามปกติน่าจะเป็น ไปกินข้าวที่ร้านอาหารด้วยกัน ตามด้วยดูภาพยนตร์ หรือร้องคาราโอเกะ หรือนั่งแช่ในร้านกาแฟ สุดท้ายต่างคนต่างกลับบ้าน หรือไปโรงแรมooxxกัน

แต่สำหรับซูจิ่นกับฉินชวนที่อยู่ด้วยกันมาสามสัปดาห์แล้ว ลำดับก่อนหลังตามปกติที่ว่ามาข้างบน ดูเหมือนไม่เหมาะจะนำมาใช้ทั้งนั้น เพราะ “หนูน้อยอัจฉริยะ” สองคนนี้เริ่มต้นจากก้าวแรก แล้วกระโดดข้ามก้าวอื่นๆ ตรงกลาง พุ่งดิ่งไปถึงก้าวสุดท้ายในรวดเดียว

ไม่กี่ปีมานี้ นักศึกษาศาสตร์มากมายต่างแสดงข้อกังขาต่อการให้การศึกษาเด็กอัจฉริยะ มีการถกเถียงกันไม่ได้หยุดในประเด็นปัญหา “ควรจะปล่อยให้เด็กที่มีระดับไอคิวสูงกว่าปกติได้เรียนข้ามชั้นตามความสามารถของตัวเด็กเองหรือไม่”

เมื่อลองวิเคราะห์จากเคสของซูจิ่นกับฉินชวน ผลลัพธ์ของการกระโดดข้ามชั้นแบบนี้ไม่มั่นคงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การแนะนำตัวเองครั้งแรกของคนทั้งสอง ได้ดำเนินไปจนเสร็จสรรพในระหว่างที่ยังคงเคลิบเคลิ้มอยู่ในอารมณ์หลังจากผ่านจุดสุดยอด...

ทำไมการแนะนำตัวเองอย่างเงอะๆ งะๆ และทำลายบรรยากาศที่ปกติแล้วจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่พบหน้ากันครั้งแรกเท่านั้น ถึงได้แทรกขึ้นมาภายใต้สถานการณ์แบบนี้ได้? หรือจะเพื่อคั่นฉาก NC18?

คําตอบคือไม่ใช่ ความจริงแล้วนี่เป็นยุทธการเบี่ยงเบนความสนใจที่ซูจิ่นคิดขึ้นมาอย่างรีบร้อน เพื่อขัดขวางผู้ชายที่คึกคักเกินเหตุก่อเรื่องขึ้นอีกรอบ ก็สารอาหารในตัวเธอทั้งหมดถูกสมองที่เสื่อมไปแล้วดูดเสียเกลี้ยงเกลา จนร่างกายไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทำอะไรแล้วนี่นา

ถ้าจะเปรียบแผนนี้กับ 36 แผนให้ได้ น่าจะจัดอยู่ในขอบเขตของแผน “ล้อมเว่ยช่วยเจ้า”[3]

“คือว่า...เอ...ถ้าคบกัน ดูเหมือนควรจะเริ่มต้นจากการแนะนำตัวกัน...คุณรู้แล้วว่าฉันชื่อซูจิ่น...อืม...พ่อแม่ฉันยังแข็งแรงดี ไม่มีพี่น้อง เป็นลูกสาวคนเดียวของที่บ้าน เรียนจบปริญญาตรี...อืม....เรื่องงานอดิเรก...นิยายกับการ์ตูน เล่นเน็ตเล่นเกม ดนตรีคลาสสิก คาราโอเกะแล้วก็ท่องเที่ยว...อืม....คุณยังอยากจะรู้อะไรอีก? ถ้าไม่มีก็ถึงตาคุณแล้ว”

เดิมทีฉินชวนนั่งพิงตรงหัวเตียง พรมจูบเบาๆ เป็นระยะลงบนร่างของหญิงสาวในอ้อมแขนที่หลังจากสุขสมแล้ว ก็หลับตาไม่อยากแม้แต่จะกระดิกตัวเหมือนแมวขี้เกียจ ตอนได้ยินเธอพูดถึงเรื่องแนะนำตัวเอง เขาชะงักความเคลื่อนไหวอย่างลืมตัวแล้วขมวดคิ้ว

แนะนำตัวเอง? เขาจะแนะนำยังไงดี? ถ้าคิดจะเปิดเผยฐานะ นี่ถือเป็นโอกาสดี แต่ปัญหาคือ ในสายตาของคนปกติ ยังไงๆ เจ้าฟ้าชายก็ดีกว่ามาเฟีย ส่วนซูจิ่น...อย่างน้อยที่สุดจากการวิเคราะห์ของเขา...ไม่ถือว่าเป็นคนปกติอย่างแน่นอน ตอนนี้เธออุตส่าห์ยอมให้เขาที่เป็นมาเฟียมาเป็นแฟนของเธอแล้ว สัญชาตญาณบอกเขาว่าตัวเขาไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มในช่วงเวลานี้

ดังนั้นหลังจากซูจิ่นแนะนำตัวเองสั้นๆ ที่พูดก็เหมือนไม่ได้พูดแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะคงสถานการณ์ในปัจจุบันไว้ และความเป็นจริงในวันหน้าก็ได้ยืนยันว่า การตัดสินใจในตอนนี้ของเขาถูกต้องอย่างที่สุด

“เอ้อ...พ่อแม่ผมก็ยังแข็งแรงดี มีพี่ชายสองคนกับพี่สาวหนึ่งคน  พี่ชายใหญ่กับพี่ชายรองเกิดจากภรรยาคนก่อนของพ่อ...”

“หา? พ่อของคุณเคยหย่าหรือคะ?” ในที่สุดซูจิ่นก็ยอมลืมตา มองหน้าเขา ฟังว่าเด็กที่พ่อแม่เคยหย่ากัน ต่อไปโอกาสที่ตัวเองจะหย่าด้วยมีค่อนข้างสูง

“เอ้อ...ไม่ใช่ครับ ภรรยาคนก่อนของพ่อกับพี่ชายคนรองที่ผมไม่เคยได้พบหน้าเสียไปด้วยอุบัติเหตุ แม่ผมแต่งงานกับพ่อหลังจากนั้นน่ะ”

ซับซ้อนจัง เรื่องในครอบครัวของมาเฟียนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย

อุบัติเหตุ? คงไม่ใช่อุบัติเหตุจำพวกแก๊งมาเฟียตีกันหรอกนะ?

ซูจิ่นเผลอตัวสั่นยะเยือก ยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ว่าเธอจะไม่คบเป็นแฟนกับเขานอกห้องคอนโดแห่งนี้เด็ดขาด

ชายหนุ่มเข้าใจว่าเธอหนาว จึงดึงผ้าห่มสูงขึ้นอีกหน่อยห่อไหล่ของเธอไว้ แล้วพูดต่อว่า “วุฒิของผมพอๆ กับคุณ (สูงกว่าแค่นิดเดียว เรียนจบระดับมหาบัณฑิต) ส่วนงานอดิเรก...ก็กว้างเอาการ (ถึงที่ซูจิ่นพูดมาจะมีด้วยทั้งหมด แต่จำพวกกลางแจ้งอย่างขี่ม้า บาสเกตบอลจะมากกว่าหน่อย)...คุณยังอยากจะรู้อะไรอีก?”

“ไว้นึกได้ค่อยถามคุณค่ะ” ซูจิ่นอ้าปากหาว รู้สึกได้ว่าส่วนนั้นของเขาสงบลงจนได้ จึงขยับตัวยุกยิกหาท่าที่สบาย นอนหลับปุ๋ยไป

ชายหนุ่มมองดูเธออย่างไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ไม่เข้าใจว่าการแนะนำตัวเองอย่างนี้มีความหมายตรงไหน

แต่ว่า...ช่างมันเถอะ ก้าวแรกของการคบกัน ก็เอาอย่างนี้แล้วกัน

ดูเหมือนความง่วงจะติดต่อได้ หลังจากที่หญิงสาวจมดิ่งสู่ห้วงหลับลึกอย่างรวดเร็ว เขาเองก็ชักจะสะลึมสะลือ จึงไถลตัวลงนอนข้างๆ เธอ ไม่คิดจะกลับห้องของตัวเอง

เขาสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วว่า กอดเธอนอนแล้วแสนสบาย

 

ซูจิ่นที่ตื่นขึ้นมาเพราะความหิว ได้พุ่งเข้าไปในครัวกินขนมปังไปหลายแผ่นก่อน ค่อยรู้สึกสบายกระเพาะขึ้นมาหน่อย และมองเห็นว่าฟ้าข้างนอกมืดแล้ว ถึงเวลาต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็น จึงกลับห้องไปก่อกวนฉินชวนที่ยังคงหลับอยู่

ความจริงวิธีที่หญิงหื่นใช้ปลุกเจ้าชายนิทรา ก็เป็นวิธีเดียวกับที่เจ้าชายหื่นใช้ปลุกเจ้าหญิงนิทรานั่นแหละ นั่นคือใช้วิธีจูบ เพียงแต่ซูจิ่นลืมไปว่า ในด้านการเป็นฝ่ายรุก ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงยังคงมีความแตกต่างที่ไม่ควรมองข้ามอยู่ ด้วยเหตุนี้วิธีการเดียวกัน เมื่อสลับเพศกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง

เจ้าหญิงนิทราที่ถูกปลุกให้ตื่นจะหลงรักเจ้าชายหื่นที่ปลุกเธอตื่นแต่แรกพบอย่างสะเทิ้นอาย และมีชีวิตอย่างมีความสุขนับแต่นั้นมา แต่เจ้าชายนิทราที่ถูกปลุกให้ตื่นจะยื่นมือไปดึงตัวเจ้าหญิงหื่นขึ้นเตียง จากนั้นเรื่อง “เจ้าหญิงนิทรา” จะเปลี่ยนเป็นเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” ส่วนหนุ่มรูปงามก็กลายร่างเป็นหมาป่า และกินเจ้าหญิงหื่นที่เล่นบทเสริมเป็นหนูน้อยหมวกแดงจนเกลี้ยงเกลา

ยังดีที่ก่อนหน้านี้หมาป่าตัวนี้กินมาจนอิ่มแปล้ จึงเล่นกับ “หนูน้อยหมวกแดง” เพียงครู่เดียวก็ปล่อยเธอไปก่อน หลังจากได้เห็นหมาป่าตัวใหญ่ลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน สวมเสื้อผ้าอย่างแช่มช้าแต่สง่างามน่ามองที่สุด สายตาเป็นฟืนเป็นไฟของหนูน้อยหมวกแดงก็เปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ

หนุ่มหล่อก็คือหนุ่มหล่อ จะทำอะไรก็เจริญหูเจริญตาไปหมด

“เรามาเดตกันเถอะ”

ซูจิ่นเสนอขึ้นด้วยรอยยิ้มชีกอ เห็นว่าในเมื่อติดป้าย “กำลังคบเป็นแฟนกัน” แล้ว ก็ต้องมีจรรยาบรรณกันหน่อย ที่ควรทำก็ต้องลองทำดูทั้งหมด ถึงยังไงแฟนคนนี้ก็ไม่รู้จะถูกแคนเซิลสถานะแฟนเข้าเมื่อไหร่อยู่แล้ว

เห็นฉินชวนมีสีหน้าลำบากใจ เธอจึงยิ้มตาหยีพูดเสริมว่า

“เดตกันในบ้านนี่แหละ”

ต่อจากการแนะนำตัวเองบนเตียง ซูจิ่นก็ได้สร้างสรรค์มหากาพย์ว่าด้วยการคบกันเป็นแฟนของชายกับหญิงโดยแม่นางซูก้าวที่สอง : เดตกันในบ้าน

ไม่ออกจากบ้าน อยู่ในบ้านแล้วจะเดตกันยังไง?

ถ้าเป็นผู้หญิงที่ชอบออกสังคมและชอบทำกิจกรรมนอกบ้าน จะต้องนึกดูถูกความคิด “เดตกันในบ้าน” อย่างแน่นอน แต่สำหรับซูจิ่นที่เป็นสาวโอตาคุ การเดตกันในบ้าน นอกจากเรื่องอวดแฟน...ที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนุ่มหล่อระดับท็อป...กับชาวบ้านไม่ได้ ซึ่งออกจะน่าเสียใจอยู่นิดๆ แล้ว ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการออกไปเดตข้างนอกมากมายนัก

ฉินชวนอมยิ้ม ไม่อนาทรต่อความคิดแปลกประหลาดของแม่คุณ ในฐานะที่เป็นแฟนหนุ่ม เขาได้แสดงสปิริตอัศวินอย่างเต็มที่...แฟนสาวพูดอะไรก็รับปากหมด

 
<>::<>::<>



[1] “สองคนสองคม” คือภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง Infernal Affairs (อ่านรายละเอียดได้ที่หน้า xx)
[2] “เรือนอันอบอุ่น คือสุสานวีรชน” หมายถึง ผู้ชายที่เข้มแข็งองอาจ (วีรบุรุษ) สุดท้ายมักต้องจบชีวิตลงเพราะมารยาหญิง
[3] แผนล้อมเว่ยช่วยเจ้า ปัจจุบันคือแผนส่งกองทัพแยกไปเล่นงานกองหลังของศัตรู เพื่อบีบให้ทัพศัตรูที่กำลังล้อมเมืองเราอยู่ต้องรีบถอยทัพกลับไปป้องกันเมืองตัวเอง (อ่านรายละเอียดหน้า xx)

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:40

0 ความคิดเห็น