หัวข้อ : บทที่ 4 สัตว์ปีกรักกับสัตว์น้ำได้ไหม? (2)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:44

บทที่ 4 สัตว์ปีกรักกับสัตว์น้ำได้ไหม? (2)

 

ลำดับในการเดตหนึ่ง : กินข้าว

ด้วยการยืนกรานร้องขอของซูจิ่น เมนูอาหารของคืนนี้เปลี่ยนเป็นสปาเก็ตตีโบโลเนสซอสและซีซาร์สลัดซึ่งอยู่นอกแผนการ ฉินชวนเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกเหมือนกัน หน้าตาดูแล้วไม่เลวอยู่ ไม่รู้ว่ากินแล้วเป็นยังไง ไฟของห้องกินข้าวถูกปรับลดลงเป็นสีส้มอมเหลืองสลัว

เพื่อคำว่า “เดต” ซูจิ่นยังตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ เมื่อหญิงสาวปรากฏกายในห้องโถงด้วยชุด “Final Fantasy” ชุดนั้น ชายหนุ่มจึงค่อยเข้าใจอย่างถ่องแท้ในที่สุดถึงเป้าหมายของความคิดสร้างสรรค์เรื่องเดตกันของเธอ

ประเด็นสำคัญคือคงอยากจะอวดชุดราตรีที่แม่คุณยอมเลือดไหลซิบๆ ซื้อมานั่นแหละ...

แต่ในบางสถานการณ์ ผู้ชายต้องรู้จักแกล้งโง่กันบ้าง ดังนั้นถึงแม้เขาจะรู้ดีอยู่แก่ใจ เปลือกนอกก็ยังคงแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ ลุกขึ้นดึงเก้าอี้ให้เธอ

หลังจากประคองแฟนสาวนั่งลงเรียบร้อย ชายหนุ่มก็โน้มตัวจุมพิตแก้มเธอเบาๆ เอ่ยชมอย่างไม่ตระหนี่ว่า “คุณสวยมาก” แลกมาซึ่งอาการหน้าบานของหญิงงาม ยอมงัดไวน์สุดหวงที่ซุกไว้ก้นหีบออกมาให้ทันที

“ไวน์แดงลาฟิต ปี 2005?” หลังจากที่ฉินชวนไปหยิบขวดไวน์ออกมาจากตำแหน่งตามที่เธอบอก แววตาก็ทอประกายชื่นชม

“ไม่นึกเลยว่าคุณจะรอบรู้เรื่องไวน์มาก”

ซูจิ่นพยักหน้าอย่างภูมิใจ

“ไวน์แดงชาโตปี 2005 ของฝรั่งเศส คุณภาพดีที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บวกกับอายุปียังค่อนข้างน้อย ราคาจึงถูกกว่าที่ผลิตออกมาเมื่อศตวรรษก่อนเยอะ จึงเป็นของคุณภาพดีที่ราคาถูกมาก ฉันซื้อเก็บไว้นิดหน่อย เชื่อว่ารออีกสักยี่สิบปีให้หลัง ราคาไม่มีทางถูกกว่าของปี 1982 แน่นอนค่ะ”

ไวน์แดงลาฟิต ปี 1982 ราคาตลาดตั้งขวดละหลายพันดอลลาร์สหรัฐเข้าไปแล้ว

ฉินชวนสนใจแต่เรื่องดื่มมาแต่ไหนแต่ไร จึงรู้แค่ว่าไวน์แดงลาฟิต ปี 2005 กับปี 1982 รสชาติค่อนข้างดีจริงๆ ส่วนเรื่องราคา เขาไม่เคยสนใจสังเกตเลย ดังนั้นขณะที่ซูจิ่นร่ายตำราไวน์ ชายหนุ่มจึงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้บอกว่าความจริงเขามีของปี 1797 เก็บไว้อยู่หลายขวด

ถ้าเขาพูดออกมา คุณเธอต้องถอนใจเรื่องเงินที่ได้มาโดยมิชอบของมาเฟียอีกแน่ๆ...เพราะราคาของแต่ละขวดอยู่ที่แสนดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปทั้งนั้น

ระยะห่างระหว่างสามัญชนกับพระราชวงศ์ กว้างจนเกินจะจินตนาการได้จริงๆ...

 

ลำดับขั้นในการเดตสอง : ชมภาพยนตร์

ในศตวรรษที่ 21 ที่โฮมเธียร์เตอร์เป็นที่แพร่หลาย การชมภาพยนตร์ในบ้านกลายเป็นเรื่องธรรมดามาก ซูจิ่นเปลี่ยนเป็นสวมชุดอยู่บ้าน ล้างจานเสร็จออกมา ก็หยิบโค้กกับมันฝรั่งแผ่นทอด ดูโดราเอมอน ปี 2008 ตอน “โนบิตะกับตำนานยักษ์พฤกษา” เวอร์ชันภาพยนตร์ที่เพิ่งจะซื้อกลับมาด้วยกันกับฉินชวน

ระดับของการเดตลดฮวบจากระดับมนุษย์เงินเดือนลงมาเป็นระดับประถมในบัดดล

ถึงแม้ฉินชวนจะไม่ได้รังเกียจแอนิเมชัน แต่กับภาพยนตร์ระดับนี้ เขายังไม่สามารถทำได้อย่างซูจิ่นที่ดูแล้วอินมาก หลังจากเหลือบไปดูไม่กี่ครั้ง ก็เบนความสนใจมาที่ตัวแฟนสาวแทน

เธอนี่ช่าง...เป็นผู้หญิงที่คาดเดาไม่ได้อย่างมาก

นาทีก่อนเรียบร้อยสำรวมเป็นกุลสตรี นาทีต่อมาก็สับขั้วเป็นแม่สาวเพลย์เกิร์ลได้ในทันที มาตอนนี้เหมือนหนูน้อยหมวกแดงผู้ใสซื่อไร้เดียงสาอีกแล้ว ทั้งตกใจและหัวเราะไปกับเนื้อเรื่องแบบเด็กๆ

ชายหนุ่มกอดร่างบางที่กำลังจดจ่ออยู่กับการชมภาพยนตร์เข้าสู่อ้อมแขนอย่างครุ่นคิด มีผู้หญิงแบบนี้อยู่ในชีวิต ดูเหมือนไม่เลวอย่างมากจริงๆ

อดทนรอให้หนูน้อยหมวกแดงดูแอนิเมชันของเธอจนจบ หมาป่าก็ผลักหนูน้อยหมวกแดงลงสู่โซฟาอันอ่อนนุ่ม ขั้นตอนการเดตได้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายตามลำดับขั้น

“ฉันจะอยู่ข้างบน” หนูน้อยหมวกแดงประท้วงเสียงอ่อยใต้ปากของหมาป่า แต่ถูกหมาป่ามองเมินอีกครั้ง

ยังคงพลิกสถานการณ์ไม่สำเร็จ สหายซูจิ่นยังต้องพยายามต่อไป...

 

วันเสาร์ หนูน้อยหมวกแดงซึ่งถูกหมาป่าที่สัญชาตญาณดิบลุกโชนตัวนั้นกินจนเกลี้ยงเกลา เคี้ยวจนแม้แต่เศษกระดูกยังไม่เหลือ นอนจนตะวันสายโด่งค่อยตื่นมาอย่างเมื่อยตัวปวดเอว นึกด่าตาคนนั้นว่าไม่มีบันยะบันยังพลางนึกเสียดายอีกครั้งที่เขาไม่เลือกทำอาชีพโฮสต์ ด้วยความสามารถของเขา ในหนึ่งคืนต้องรับแขกได้หลายคนแน่นอน

หญิงสาวไปเข้าห้องน้ำ แล้วพลอยอาบน้ำด้วยเลย พอออกมาก็ตัดสินใจกลับขึ้นเตียงไปแกล้งตายต่อ

ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น...เธอคิดอย่างขี้เกียจ เสาร์-อาทิตย์ทั้งที ต้องพักผ่อนสิถึงจะถูก

เพิ่งจะหลับตาลง ฉินชวนก็มาเคาะประตูห้องนอนเธอ ซูจิ่นขมวดคิ้ว ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง ตั้งใจจะทำเป็นไม่ได้ยิน

เมื่อคืนนี้เขาน่าจะนอนบนเตียงของเธอ ไม่รู้ว่าเช้านี้ลุกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตื่นเช้าจริงๆ...

ทำไมตัวเขาที่ใช้พลังไปเยอะมากถึงกลายเป็นฝ่ายกระปรี้กระเปร่าได้ โลกบ้าๆ ใบนี้มีเรื่องไม่สมเหตุสมผลเต็มไปหมดจริงๆ ด้วย

ขณะที่ซูจิ่นนึกแค้นสังคมแค้นเทวดาฟ้าดิน ก็ถูกชายหนุ่มขุดออกมาจากโปงผ้าห่มกะทันหัน ขณะที่เธอกรีดร้องออกมาอย่างตกใจ ฉินชวนก็หยิบชุดอยู่กับบ้านตัวหนึ่งมาบังคับสวมให้เธอ จากนั้นอุ้มเธอขึ้น มุ่งหน้าไปที่ห้องกินข้าว

หญิงสาวทุบเขาประท้วงอยู่ 2-3 ครั้ง เห็นท่าทางเขาไม่เจ็บไม่คัน ก็หยุดทุบอย่างเจื่อนๆ ไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงอันล้ำค่าของตัวเองอีก

แวบแรกที่ซูจิ่นมองเห็นฉินชวนที่บาร์ซูเหอ ก็รู้สึกได้รางๆ แล้วว่าเขาไม่ได้สุภาพอ่อนโยนเหมือนอย่างเปลือกนอก และหลังจากอยู่ร่วมบ้านกันมาได้สามสัปดาห์กับร่วมเตียงกันมาได้สองวัน เธอยิ่งตระหนักอย่างชัดเจนขึ้นว่า เขาเป็นคนที่นิสัยแข็งกร้าวอย่างมาก บ่อยครั้งที่เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้ว จะไม่ยอมให้คนอื่นกังขา

คิดว่าเวลาอยู่ในแก๊ง ต่อให้เขาไม่ใช่ลูกพี่ใหญ่ ก็ต้องเป็นบุคคลระดับหัวหน้า เพราะออร่าชวนให้ยอมสยบที่แผ่ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดจากการหล่อหลอมของสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน

แฟนหนุ่มชั่วคราวที่เธอเก็บกลับมาคือใครกันแน่?

ความอยากรู้อยากเห็นของซูจิ่นได้ขยายตัวขึ้นอย่างไร้ขอบเขต

หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองจะทนได้ถึงเมื่อไหร่ แต่ว่า...เธอบอกกับตัวเอง...ก็ยังต้องทนต่อไป

ที่เธอยืนกรานไม่คิดจะทำความเข้าใจในตัวเขาที่อยู่นอกห้อง เป็นเพราะเธอรู้สึกอยู่ตลอดว่า ตัวเขาคนนั้นเป็นคนที่อยู่นอกโลกของเธอ เป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ

หลังจากฉินชวนอุ้มเธอไปถึงข้างโต๊ะกินข้าวและนั่งลง ค่อยเอ่ยคำพูดประโยคแรกของวันนี้ “ผมรู้สึกว่าคุณจำเป็นต้องบำรุงไต”

“หา?” ซูจิ่นมองเขาด้วยสีหน้าพิลึก “คนที่ต้องบำรุงไตคือคุณมากกว่ามั้งคะ?”

ผู้ชายที่มีเซ็กซ์ไม่บันยะบันยังสิที่จำเป็นต้องบำรุงไตและโด๊ปตัวเอง เกี่ยวอะไรกับผู้หญิงด้วย? คงไม่ใช่ว่าตัวเขาเองอยากจะกินของบำรุงพวกนี้ แต่รู้สึกอาย ถึงได้เอาเธอมาเป็นข้ออ้างบังหน้าหรอกนะ?

ชายหนุ่มมองเธออย่างดูถูก

“ผมแข็งแรงดี แต่คุณสิมือเท้าเย็นอยู่บ่อยๆ แล้วยังขี้หนาวอีก เห็นได้ชัดว่าเป็นอาการของไตบกพร่อง”

หมอที่เจมม่าของเขาสนใจยาแผนฉินมาก เขามีเวลาว่างก็เรียนเอาจากหมอ ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเขาพอจะมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้างนิดหน่อย

เมื่อคืนนี้ตอนที่เขากับเธอร่วมรักกันบนโซฟาในห้องรับแขก เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่ามือกับเท้าของเธอเย็นมาก ต่อให้ออกกำลังอย่างหนักกับเขา มือกับเท้าของเธอก็ไม่ได้อุ่นขึ้นเลยจนแล้วจนรอด หลังจากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเธอชอบซุกอยู่ใต้โปงผ้าห่มจริงๆ คิดว่าคงเป็นเพราะขี้หนาวมาก ซึ่งอาการแบบนี้สอดคล้องกับอาการไตบกพร่องทุกประการ

ได้ฟังเขาร่ายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซูจิ่นก็จนถ้อยคำจะเถียง ก้มหน้าลงดื่มของที่เหมือนอาหารยาซึ่งเขาต้มให้อย่างกระแทกกระทั้น

ต่อให้เธอไตบกพร่อง ก็เป็นเพราะเขานั่นแหละ!

กินข้าวเสร็จ ชายหนุ่มก็ยื่นรายการซื้อของใบหนึ่งมาให้ บนนั้นเขียนพวกสมุนไพรเยอะแยะไปหมด เช่น สารหนู อบเชย เขาอ่อนกวาง หญ้าแพะหงี่ โร่วชงหรง[1] ลูกยอ ฯลฯ อ่านลงไปอีก ยังมีเนื้อกวาง หางวัว...

ต้องเป็นเมนูอาหารพิลึกๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาไปสรรหามาจากไหนอีกแน่ๆ...

แฟนหนุ่มช่วยบำรุงไตให้แฟนสาว...ทำไมยิ่งคิดถึงยิ่งรู้สึกพิลึกหว่า?

ซูจิ่นถูกผลักออกจากประตูบ้านไปซื้อของอย่างไม่เต็มใจ จนกระทั่งหาของในใบรายการได้ครบหมดทุกอย่าง และเข้าแถวรอจ่ายเงิน หญิงสาวก็ยังคงคิดข้องใจในปัญหาเรื่องนี้อยู่

“คุณซู บังเอิญจังครับ”

เสียงสุภาพอ่อนโยนดังขึ้นที่ริมหู ซูจิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ก็เห็นเหวินฉี่ตงในชุดลำลองยืนอยู่ข้างๆ เธอนี่เอง ในมือถือแค่นมหนึ่งขวด

หญิงสาวรีบฉีกยิ้มแบบต้อนรับลูกค้า “บังเอิญจังค่ะ”

ต่อให้เขากับเธอพักอยู่ใกล้กัน ก็ไม่ต้องถึงขนาดแค่มาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ยังเจอกันได้หรอกมั้ง หางตาหญิงสาวกวาดมองสารพัดของบำรุงไตกองใหญ่ในรถเข็น ก่อนจะขยับไปบังอย่างเผลอตัว ภาวนาอย่าให้เจ้านายหนุ่มมองเห็นเข้า

ยังดีที่ดูเหมือนเหวินฉี่ตงจะไม่ได้คิดสำรวจดูรถเข็นของเธอ แค่เอ่ยถามว่า “ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือยังครับ?”

ซูจิ่นค่อยนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้เธอลาป่วย จึงรีบพยักหน้า

“ได้นอนพักหนึ่งวัน ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”

ชายหนุ่มพินิจดูสีหน้าเธอ  ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างผุดขึ้นในใจ รู้สึกว่าวันนี้เธอดูสวยมากอย่างประหลาด ถึงแม้สีหน้าออกจะซีดอยู่นิดๆ ระหว่างคิ้วกลับให้อารมณ์เนิบเนือยและเย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก น่ารักมีเสน่ห์อย่างมาก

เขาซ่อนความในใจเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มบางๆ ขณะที่พูดเสียงนุ่ม “สุดสัปดาห์ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะครับ”

CEO หนุ่มคิดเสมอมาว่าสุขภาพแข็งแรงนี่สิถึงจะงดงาม จึงไม่เห็นด้วยกับหญิงงามอมโรคที่คนโบราณพรรณนานัก แต่ดูจากตอนนี้ มีผู้หญิงบางคนที่เวลาไม่สบาย จะสวยกว่าปกติจริงๆ ด้วย

เขามีหรือจะรู้ว่าที่ซูจิ่นหน้าซีด เป็นเพราะกลางคืนไม่ได้นอนเต็มตา ส่วนแววเย้ายวนในดวงตาและหว่างคิ้ว เป็นเพราะความต้องการในบางด้านได้รับการเติมจนเต็มอิ่มล้วนๆ

โลกนี้เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดจริงๆ ด้วย...

หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ชายหนุ่มเสนอตัวช่วยเธอเข็นรถเข็นไปจนถึงท้ายรถยนต์ส่วนตัวอย่างเป็นสุภาพบุรุษ ซูจิ่นทำเป็นบ่ายเบี่ยงเล็กน้อยก่อนจะตกลง

ในสายตาของเธอ เวลาทำอะไรที่ต้องออกแรง การที่ผู้ชายบริการผู้หญิงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ดังนั้นต่อให้เป็นเจ้านาย ก็เสมอภาคกันอยู่ดี

เก็บของใส่ท้ายรถเสร็จเรียบร้อย ซูจิ่นมองอีกฝ่ายที่ถือนมแค่แกลลอนเดียว

“คุณเหวินไม่ได้ขับรถมาใช่ไหมคะ?” ซื้อนมแค่แกลลอนเดียว คาดว่าเขาคงจะออกจากบ้านมาเดินเล่น

จริงดังคาด เหวินฉี่ตงส่ายหน้า

เห็นแก่ที่เขาช่วยขนของใส่รถ ซูจิ่นเสนอตัวอย่างคิดจะตอบแทน

“จะไปด้วยกันไหมคะ?”

ชายหนุ่มคิดเล็กน้อย ก็ตอบตกลงอย่างยินดี ขึ้นรถแล้ว เขาค่อยนึกอะไรขึ้นได้ พูดเก้อๆ ว่า “ครั้งก่อนที่คุณช่วยส่งผมกลับบ้าน ผมรับปากว่าจะเลี้ยงข้าวคุณ แต่ดันยุ่งจนลืมไปเลย”

ซูจิ่นหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ

“ถ้าคุณไม่พูดขึ้นมาฉันคงลืมไปแล้ว ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรซักหน่อย คุณเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ”

เหวินฉี่ตงก้มหน้าลงดูนาฬิกา

“เลือกวันมิสู้สบวัน คืนนี้เลยเป็นไงครับ?”

“คะ?” หญิงสาวปรายหางตามองคนพูดอย่างรวดเร็ว นิ่งคิดเล็กน้อย แล้วตัดสินใจปฏิเสธ “ต้องขอโทษด้วยค่ะ ฉันยังไม่ค่อยสบายอยู่ คืนนี้คงจะเข้านอนเร็วหน่อย”

ถึงแม้สายตาเจ้านายหนุ่มจะใสกระจ่าง ท่าทีเปิดเผยจริงใจ ดูไม่เหมือนมีเจตนาแอบแฝงอื่น แต่ซูจิ่นยังคงชอบที่จะรักษาระยะห่างกับเจ้านายมากกว่า โดยเฉพาะกับเจ้านายผู้ชายที่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามมากอย่างเหวินฉี่ตง เธอยิ่งต้องขออยู่ห่างๆ เข้าไว้

สำหรับซูจิ่นแล้ว สิ่งที่เธอเล่นด้วยไม่ไหวมากที่สุดไม่ใช่ความรักชั่วคืน แต่เป็นความรักในที่ทำงาน เธอไม่ต้องการให้อนาคตด้านการงานได้รับผลกระทบเพราะเรื่องชู้สาว

เมื่อลูกน้องสาวยกเรื่องป่วยมาเป็นข้ออ้างปฏิเสธ CEO หนุ่มค่อยนึกขึ้นได้ว่าเธอยังเป็นคนป่วยอยู่ ได้แต่เอาไว้วันหน้าแทน

หลังจากเจ้านายหนุ่มลงจากรถไปแล้ว ซูจิ่นจึงถอนหายใจอย่างเซ็งๆ เดิมทีเธอคิดจะซื้อถุงยางอนามัยตอนที่จ่ายเงิน ผลคือเพราะเหวินฉี่ตงอยู่ด้วยเลยไม่กล้าซื้อ

โลกนี้มันจะแคบเกินไปหน่อยมั้ย? หรือสวรรค์ทรงคิดจะประทานเด็กน้อยผู้งดงามให้เธอจริงๆ?

เด็กน้อยที่หน้าตาดีเหมือนอย่างฉินชวน แค่คิดก็จักจี้หัวใจแล้ว

พ่อแม่ของซูจิ่นเลิกล้มความคิดเกลี้ยกล่อมให้เธอแต่งงานมานานแล้ว คาดว่าความหวังที่จะได้อุ้มหลานก็น่าจะดับสลายไปแล้วเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเธอยอมมีลูก ต่อให้ไม่รู้ว่าพ่อเด็กเป็นใคร สองตายายที่บ้านก็คงจะพากันแย่งไปเลี้ยงอย่างดีอกดีใจเสียละมาก

แล้วแต่บุญแต่กรรมเถอะ ซูจิ่นผู้ขี้เกียจย้อนกลับไปซื้อถุงยางคิดอย่างไม่รับผิดชอบ

เธอมีความรู้สึกหวาดกลัวการแต่งงานโดยธรรมชาติ

ความจริงแล้วนี่เป็นยุคสมัยที่การแต่งงานไม่ได้ช่วยรับประกันอะไรเลย ผู้คนแต่งงานกันวันนี้ พรุ่งนี้ก็หย่ากัน ซูจิ่นเห็นว่าสัญญาที่เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียวนี้ไม่มีความหมายใดๆ อีก และเธอเกลียดการทำเรื่องที่ไม่มีความหมาย ความเป็นจริงรอบตัวมากมายเกินไปได้บอกกับเธอว่า การแต่งงานไม่ใช่การผลิดอกออกผลของความรักอีกต่อไป แต่เป็นปลายทางของความรัก

ปลายทาง...ความหมายก็คือจุดสิ้นสุด ดังนั้นจึงมีคนพูดว่า การแต่งงานคือหลุมฝังศพของความรัก

นิยายรักมากมายใช้การที่พระเอกกับนางเอกได้แต่งงานกันหลังจากผ่านความลำบากลำบนมาสารพัดเป็นตอนจบ แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว จะมีความสุข...จะอยู่ด้วยกันไปจนชั่วชีวิตหรือ?

การแต่งงานในโลกความจริง ส่วนมากชายหญิงทั้งสองฝ่ายมักจะถูกเรื่องจุกจิกต่างๆ ในชีวิตประจำวันกัดกร่อนความกระตือรือร้นที่มีอยู่ไปจนสิ้น จากนั้นตกอยู่ในสภาพนั่งมองหน้ากันโดยไม่มีอะไรจะคุยวันแล้ววันเล่า

การแต่งงานที่ประสบความสำเร็จจะเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นความรู้สึกคล้ายๆ กับเป็นญาติพี่น้อง ส่วนการแต่งงานที่ล้มเหลว ความรักจะกลายเป็นความแค้น

และไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ต่างไม่ดึงดูดใจโดยสิ้นเชิงสำหรับซูจิ่น

มีแต่ผู้หญิงที่พอไม่มีผู้ชายอยู่ด้วย ก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตโดยพึ่งพาค่าเลี้ยงดูเท่านั้นที่ต้องการการแต่งงาน

ไม่รู้ว่าซูจิ่นเริ่มมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร และสำหรับเธอแล้ว ต้องการผู้ชายไว้เพื่อเพิ่มสมดุลให้ชีวิตเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้มาเป็นที่พึ่งพาของเธอ

ชีวิตเรื่อยเฉื่อยตามใจตัวเองของเธอออกจะดีมากๆ เธอชอบของสวยๆ งามๆ และเธอมองว่าความรักสวยงามได้ ก็เพราะมันแสนสั้นนี่แหละ พอเวลาชักจะนาน ความรักก็มักกลายเป็นโครงไก่อย่างยากจะเลี่ยง กินไปก็ไร้รส จะทิ้งหรือก็เสียดาย

เหมือนอย่างเธอกับเฉียวเซวียน...เนิ่นนานก่อนหน้านี้ การอยู่ด้วยกันได้กลายเป็นความเคยชิน ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะความรัก ความจริงแล้วจนบัดนี้ เธอก็ยังคงไม่แน่ใจว่า ระหว่างเธอกับเขา ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายเปลี่ยนใจก่อน

แต่ก็ไม่สำคัญอีกแล้ว

เธอรู้แค่ว่าตอนนี้เธอชอบฉินชวน ชอบอยู่กับเขา ชอบชื่นชมความรูปงามของเขา ชอบร่วมรักกับเขา เท่านี้ก็พอแล้ว เมื่อวันใดที่เขาหายตัวไปจากชีวิตของเธอ เธอจะรักษาความทรงจำที่งดงามช่วงนี้เอาไว้ แต่จะไม่มีทางไปไล่ติดตามย่างก้าวของเขาเด็ดขาด

การคบกันโดยยึดถือความคิดแบบนี้ ถูกกำหนดว่าสบายใจแน่นอน ดังนั้นตลอดทั้งสุดสัปดาห์ สองหนุ่มสาวจึงใช้ไปกับการร่วมรักและคุยกัน

เพราะต่างคนต่างมีความคิดซ่อนอยู่ในใจ หัวข้อที่คุยกันจึงจำกัดมาก เวลาส่วนใหญ่จึงถูกใช้ไปกับการถกเรื่องท่องเที่ยวและอ่านหนังสือ

ด้านท่องเที่ยว คนทั้งสองมีความเห็นตรงกันอย่างผิดคาด บางทีถ้าเวลาที่คบกันนานมากพอ ก็พอจะไปสถานที่ที่สนใจมากมายหลายที่ด้วยกันได้

เพียงแต่การแยกจากมาถึงเร็วกว่าที่คนทั้งสองคิดเอาไว้มาก

คืนวันคริสต์มาสอีฟ ฉินชวนได้รับการติดต่อด่วนจากหนุ่มแว่นลึกลับ แล้ววันหยุดอันแสนยาวของเขาก็จำเป็นต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากข่าวที่หนุ่มแว่นลึกลับแจ้งให้ทราบ

 

“พรุ่งนี้ตาแก่จะไปที่จวนผู้ว่า?” ฉินชวนขมวดคิ้วให้ชายหนุ่มบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบทองท่าทางสุภาพยิ้มอย่างไม่จริงจังนัก “คงชักจะทนนิ่งต่อไปไม่ไหวแล้วมั้ง? ถ้าพรุ่งนี้นายยังไม่โผล่มา เขาคงคิดจะประกาศเรื่องนายหายสาบสูญไปทั่วประเทศแล้วละ”

เห็นฉินชวนหลุบตาลง ไม่ทราบกำลังคิดอะไรอยู่ หนุ่มแว่นลึกลับเสนอแนะว่า “ถ้านายไม่อยากให้เรื่องมันบานปลาย ต้องรีบกลับไปก่อนวันพรุ่งนี้แหละดี เขายอมลดองค์ลงมาประพาสตรวจตราเจมม่า ถือเป็นการแสดงว่ายอมอ่อนข้อให้แล้ว...”

ถ้ายังไม่ยอมประนีประนอมตามทางที่ฝ่ายนั้นเปิดให้อีก ทั้งสองฝ่ายจะตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งประจัน ซึ่งจะไม่ค่อยสวยแล้ว

“ฉันเข้าใจแล้ว กลับไปวันนี้ก็แล้วกัน” เมื่อฉินชวนเงยหน้าขึ้น สีหน้าได้ราบเรียบ แสดงว่ารู้ดีถึงการควรไม่ควร

หนุ่มแว่นลึกลับได้รับคำตอบที่พอใจก็พูดทันที

“อีกสองชั่วโมงฉันจะไปรับนาย”

ฉินชวนกดปุ่ม EXIT หน้าจอกลับคืนสู่ภาพแบกกราวด์ของเดสก์ท็อป เหลือบมองเวลาตรงมุมล่างขวา บ่ายโมง เธอน่าจะยังกำลังกินข้าวอยู่กับเพื่อนร่วมงาน...

คิดเล็กน้อย ชายหนุ่มเริ่มลงมือล้างข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่เธอให้เขายืมเครื่องนี้ทิ้ง ระบบกลับคืนสู่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนอีกครั้ง

สำหรับประชาชนคนทั่วไป คริสต์มาสอีฟเป็นเทศกาลสำคัญของคู่รัก เดิมทีเขาคิดจะฉลองเทศกาลนี้ร่วมกับซูจิ่น ไม่นึกเลยว่าจะต้องพลาดแม้แต่คืนคริสต์มาสอีฟ นี่เขาจะบอกกับเธอยังไงดี?

ความจริงแล้วถ้าสถานการณ์เป็นใจ เขาก็อยากจะพาซูจิ่นไปที่อาณานิคมเจมม่าด้วยกันมาก แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน เขาอยากจะรอให้มันเสถียรกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยบอกกล่าวและอธิบายถึงฐานะของตัวเองกับซูจิ่น ส่วนตอนนี้...เขาจะบอกยังไงดี?

ชายหนุ่มใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มเยาะตัวเองนิดๆ

สงสัยผู้หญิงคนนั้นคงไม่สนใจเลยแหงๆ เขาไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองไปคิดหาข้ออ้างหรอก เขาดูออกอยู่ว่าเธอกำลังพยายามหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสชีวิตข้างนอกของเขาอย่างสุดความสามารถ

ว่ากันในบางแง่มุมแล้ว ผู้หญิงคนนี้...เป็นเต่าหดหัวมาก ชอบที่จะซ่อนตัวอยู่ในกระดองของตัวเอง

แต่ว่า...ช่างเถอะ ยังไงเขาก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษผู้เปิดเผยเหมือนกัน จึงไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปตำหนิเธอ

ของขวัญคริสต์มาส...เขายังไม่มีโอกาสไปเลือก ค่อยชดเชยให้หลังจากนี้ไปหน่อยก็แล้วกัน ชายหนุ่มคิดอย่างอดเสียใจไม่ได้ ความจริงแฟนหนุ่มอย่างเขาก็ไม่ผ่านเกณฑ์เอามากๆ เหมือนกัน...

ทำไมทั้งๆ ที่เป็นความสัมพันธ์แบบแปลกๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องหลอกลวงแท้ๆ กลับชวนให้ฝังใจจำเป็นพิเศษ?

บางทีอาจเป็นเพราะตัวเขาได้ใช้ชีวิตเอ้อระเหยว่างงานอย่างหาได้ยากมากอยู่ช่วงหนึ่ง

บางทีอาจเป็นเพราะในชีวิตช่วงนี้มีสาวหื่นจอมขี้เกียจอยู่ด้วย...

รอยยิ้มสง่างามบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา ซึ่งถ้าซูจิ่นมาเห็นเข้า ต้องโถมเข้าไปกลืนกินรอยยิ้มนี้อย่างแน่นอน น่าเสียดายที่เวลานี้ในบ้านไม่มีใคร ดังนั้นฉินชวนจึงไม่ได้ตระหนักว่า รอยยิ้มนี้เต็มไปด้วยความอาลัยรักและเอ็นดูซึ่งเผยอารมณ์สุขใจออกมาอย่างไม่มีการปิดบัง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ตระหนักเช่นกันว่า ชีวิตช่วงนี้และผู้หญิงคนนั้นได้แฝงตัวเข้าสู่พื้นที่ที่เขานึกไม่ถึงเสียแล้ว และกว่าเขาจะได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ก็เป็นอีกเนิ่นนานหลังจากนี้

เสียงเปิดประตูดังมา ฉินชวนขมวดคิ้ว เสินอวี่มาถึงแล้ว เขาผลักประตูออกไปที่ห้องรับแขก ก็เห็นชายหนุ่มสวมชุดลำลองสีอ่อน สวมแว่นตากรอบทอง เอนกายนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา

“นายมาก่อนเวลา” ฉินชวนตำหนิอย่างไม่ค่อยพอใจ เขายังไม่ได้โทรศัพท์หาซูจิ่นเลย

เสินอวี่เห็นว่าคนพูดโวยวายเกินเหตุ จึงเหลือบมองมาอย่างไม่สนใจ

“เครื่องบินบินเร็วไปนิด ไม่ได้ขวางอะไรนายซักหน่อย”

เขาอุตส่าห์บินมาจากตี้ตู[2]เพื่อมารับหมอนี่โดยเฉพาะเชียวนะ ประเดี๋ยวยังต้องขับเครื่องบินหลายชั่วโมงส่งหมอนี่กลับเจมม่าอีก ท่าทางแบบนี้ของหมอนี่มันอะไรกันฟะ!

ถึงจะแอบบ่นอยู่ในใจ แต่แน่นอนว่าเสินอวี่ไม่มีทางพูดออกไปเด็ดขาด

ฉินชวนเม้มปากมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก็หันกลับไปที่ห้องนอนโดยไม่พูดอะไร พร้อมกับดึงประตูปิดตามหลัง แต่เขาคาดว่าประตูบานนี้คงขวางหูโจรคู่นั้นของเสินอวี่ไม่อยู่แน่

ช่างเถอะ ยังไงก็ปิดไม่ได้นานอยู่แล้ว อยากฟังก็ฟังไปเถอะ

“ฮัลโหล มีอะไรเหรอ?” เสียงหวานใสของซูจิ่นดังมาจากทางปลายสาย

ฉินชวนคิดเล็กน้อย ถามก่อนว่า “สะดวกคุยไหม?”

หลังจากเหตุการณ์ที่ซูจิ่นไม่กลับบ้านทั้งคืนเมื่อครั้งก่อน เขาก็แลกเบอร์มือถือกับเธอ เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะได้ติดต่อกันได้

“ค่ะ ว่ามาเถอะ บ่ายวันนี้ทุกคนไม่มีแก่ใจจะทำงานกันแล้วน่ะ รอวันหยุดพรุ่งนี้กันหมด หยุดติดกันตั้งสี่วันเชียวนะ ฮิฮิ”

ในราชอาณาจักร วันคริสต์มาสไม่ใช่วันหยุดทั่วประเทศ แต่บริษัทจั๋วเยว่ที่ซูจิ่นทำงานมีพนักงานต่างชาติอยู่มาก เพื่อเป็นสวัสดิการ บริษัทจึงแถมวันหยุดให้สองวัน พอดีว่าวันคริสต์มาสของปีนี้เป็นวันพฤหัสบดี บวกกับวันเสาร์ อาทิตย์ จึงได้หยุดติดกันสี่วัน

เขารู้เรื่องที่ซูจิ่นได้หยุดสี่วันอยู่ก่อนแล้ว และรู้ด้วยว่าเพราะเขา เธอจึงไม่ได้วางแผนออกไปเที่ยววันหยุดอะไร

ความรู้สึกผิดพลุ่งขึ้น ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อย ค่อยพูดว่า

“ผมต้องจากไปชั่วคราวสักพัก”

ถือว่า “ชั่วคราว” ละมัง เขาจะกลับมาหาเธอแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะขนข้าวของอะไรของเขาไปทั้งนั้น นอกจากปืนกระบอกนั้น ยังไงสัญญาเช่าของเขาก็ยังอีกตั้งห้าเดือนถึงจะครบกำหนด

ทางปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง อึดใจใหญ่ซูจิ่นค่อยพึมพำว่า

“จะจากไปเร็วอย่างนี้เชียว?” ชั่ววูบนี้ เสียงของเธอหลุดเผยอารมณ์อ้างว้างออกมา ประโยคถัดไปกลับทำเอาเขาแทบกระอักเลือด “คบกันได้แค่เจ็ดวันก็เลิกกัน ทำลายสถิติของฉันเลยนะ”

เสียงของฉินชวนดังขึ้นอย่างลืมตัว

“ใครบอกว่าจะเลิกกันไม่ทราบ? ผมแค่จะจากไปสักพัก ไปจัดการธุระนิดหน่อย”

ซูจิ่นหัวเราะเบาๆ “ไม่ว่าจะจากไปนานแค่ไหน มันก็จากไปทั้งนั้น วันนั้นฉันบอกไว้แล้วนี่คะว่า ขอแค่คุณไม่ไปจากฉัน เราสองคนก็คบกัน ตอนนี้คุณไปจากฉันแล้ว การคบกันย่อมจะจบลงแล้วค่ะ”

ชายหนุ่มย้อนนึกถึงวันนั้นตอนที่เธอรับปากคบกับเขา เธอพูดแบบนี้จริงๆ  และที่เขาไม่ได้แสดงข้อกังขาใดๆ...หลักๆ เป็นเพราะอารมณ์ใคร่ขึ้นสมอง...

บ้าฉิบ! โดนยายนี่เล่นเข้าให้ซะแล้ว!

เขาเม้มปากอย่างไม่พอใจ คิดอยู่ครู่หนึ่งค่อยถามว่า

“คุณอยากจะสลัดผมทิ้งมากขนาดนี้เชียว? การคบกับผมทำให้คุณทรมานมากเลยรึ?”

ทางปลายสายเงียบไปอึดใจใหญ่อีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูจิ่นค่อยพูดว่า “ฉันชอบคุณมาก แต่ที่ฉันชอบคือตัวคุณที่อยู่ร่วมบ้านกับฉัน ตัวคุณในโลกข้างนอกแปลกหน้าสำหรับฉัน และฉันยังไม่ได้เตรียมใจที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองเพื่อผู้ชายค่ะ”

ยายเต่าหดหัว!

ฉินชวนนึกบริภาษอยู่ในใจ แทบจะอยากขว้างโทรศัพท์ลงใส่พื้น

ฝืนข่มอารมณ์หุนหันพลันแล่นนี้ ชายหนุ่มพูดเสียงเย็นชา

“ผมเข้าใจแล้ว ผมจะเคารพการเลือกของคุณ”

การตามตื๊อผู้หญิงไม่เลิกไม่ใช่นิสัยของเขามาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเธอได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้ว เขายังจะพูดอะไรได้อีก

ขณะจะกดตัดสาย ชายหนุ่มได้ยินเธอเรียกเขาเบาๆ

“ฉินชวน...”

เขาชะงักมือ อดทนรออยู่เป็นนาน ในโทรศัพท์ค่อยมีเสียงดังออกมาว่า

“คุณต้องอายุยืนร้อยปีนะ” จากนั้นโทรศัพท์จึงถูกตัดสายไปโดยไม่รอให้เขาพูดตอบ

เขาดูเหมือนคนอายุสั้นรึไง?

ฉินชวนนั่งหัวเสียอย่างสุดเซ็งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ค่อยเปิดประตูเดินออกไป ก็เห็นเสินอวี่มองดูเขาด้วยสีหน้ามีเลศนัย

แอบฟังอยู่จริงๆ ด้วย

ฉินชวนทำเป็นไม่สังเกตเห็น พูดเสียงเย็นชา “ไปกันเถอะ”

 

หลังจากวางโทรศัพท์ลง ซูจิ่นใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าได้ตื่นจากความฝันอันแสนสวยเสียแล้ว

ในที่สุดเจ้าชายก็จะกลับไปยังโลกของเขาแล้ว นั่นเป็นโลกที่ไม่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิงสำหรับเธอ โลกที่ทันทีที่เธอก้าวเข้าไป เธอจะรู้สึกหวาดกลัวและอ่อนแอ

ซูจิ่นสังหรณ์ใจว่าเธอจะไม่มีทางชอบตัวเธอที่อยู่ในโลกใบนั้น และตัวเองที่แม้แต่ตัวเองยังไม่ชอบ ก็ไม่มีทางที่จะถูกใครชอบได้หรอก

ดังนั้นให้มันจบลงเท่านี้เถอะ ความฝันอันแสนสวยในวันเหมันต์ของเธอ เมื่อไรที่ความฝันต่อเนื่องมาถึงโลกความจริง มันก็จะไม่สวยงามอีกต่อไป

ก่อนที่เธอจะได้สติ ก็ได้คลิกเข้าไปในเว็บไซต์ศูนย์คอนเสิร์ตฮอลล์แล้ว คืนนี้วงดนตรีจากเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรียที่เน้นบรรเลงเพลงรักในราชสำนักจะแสดงเป็นรอบสุดท้ายในเมืองปู้ เดิมทีเธอไม่คิดจะไป แต่...ในเมื่อมีเวลาว่าง ก็ไปดีกว่า

ตอนเสิร์ชหาบัตร พบว่าเหลือแต่บัตรชั้นบอกซ์ที่แพงที่สุด หญิงสาวถอนหายใจ คลิกเมาส์ยืนยันที่นั่ง

หนึ่งปีมาแค่หนเดียวเท่านั้น แพงก็ช่างเถอะ

 

<>::<>::<>

 

เสินอวี่เห็นฉินชวนทำหน้าบอกบุญไม่รับ ก็หุบปากเดินออกไปกับอีกฝ่าย จนขึ้นรถเรียบร้อย ค่อยถามอย่างไม่กลัวตายว่า

“เป็นอะไร นายโดนทิ้งแล้วเหรอ?”

ฝ่ายถูกถามหันไปมองนอกหน้าต่างอย่างบึ้งตึงโดยไม่พูดไม่จา เสินอวี่ยิ้มอย่างสมน้ำหน้า

“ไม่ใช่ครั้งแรกซักหน่อย จะเป็นไรไป?”

ฉินชวนนึกถึงภาพอดีตแฟนสาวหลายคนของเขาน้ำตาคลอมาขอแยกทาง แล้วขมวดคิ้วบางๆ

ไม่ใช่ครั้งแรกจริงๆ นั่นแหละ แต่หลายครั้งก่อนต่างเป็นเพราะแฟนสาวอยากให้แต่งงาน แต่เขาไม่มีความคิดที่จะแต่งกับพวกเธอ ถึงได้แยกทางกันทั้งนั้น

มีแต่ครั้งนี้ที่เขารู้สึกได้ว่าโดนทิ้งอย่างแท้จริง เพราะยายคนนั้นกีดกันเขาออกไปจากโลกของเธอ

ยายเต่าหดหัว! ฉินชวนอดใจไม่อยู่แอบบริภาษในใจอีกหน

เสินอวี่พบว่าสีหน้าของฉินชวนทะมึนหนักกว่าเดิม จึงถามซอกแซกอย่างนึกสนุก

“ผู้หญิงที่รับนายไว้สินะ? เธอสวยมากจริงๆ นั่นแหละ แต่ยังไม่จัดว่าหยาดฟ้ามาดิน แถมยังเป็นสามัญชน นายจะจริงจังขนาดนี้ไปทำไม?”

นั่นสิ เขาจะจริงจังขนาดนี้ไปทำไม?

ฉินชวนมองไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด

เป็นเพราะเขาชอบร่วมรักกับเธอรึ?

เป็นเพราะอยู่กับเธอแล้วทำตัวตามสบายได้รึ?

เป็นเพราะเวลาที่เขากับเธออยู่ด้วยกัน ยาวนานกว่าแฟนสาวคนก่อนๆ ของเขาทุกคนรึ?

หรือเพราะว่าเป็นครั้งแรกที่เขาโดนผู้หญิงวางแผนหลอกเหมือนไอ้โง่?

ครั้งแรกอีกแล้วรึ?

ฉินชวนถอนหายใจอย่างลืมตัว เสินอวี่ฟังแล้วเสนอแนะอย่างนึกสนุกยิ่งกว่าเดิม

“ในเมื่อตัดใจไม่ได้ขนาดนั้น ก็ไปตามจีบกลับมาสิ”

ที่ตอบเสินอวี่มีแต่ความเงียบเช่นเคย

จริงๆ เล้ย ลูกผู้น้องคนนี้ของเขานี่...น่ารักน้อยลงเรื่อยๆ เลยแฮะ เสินอวี่คิดในใจอย่างเบื่อๆ

 

<>::<>::<>

 

รายการเพลงของคอนเสิร์ตมีหลากหลายมาก เพลงวอลซ์ Voices of Spring ของชเตราสส์ (Strauss), เพลง The Magic Flute ของโมสาร์ท, เพลง Carmen Suite ของบีแซร์ (Bizet), เพลง Peer Gynt ของ กริก (Grieg), เพลงโหมโรง Fingal's Cave ของ เมนเดิลส์โซห์น (Mendelssohn), เพลงคลาสสิกขึ้นหิ้ง Blue Danube...และสุดท้ายคือเพลงไฟนอล ซิมโฟนีหมายเลขหนึ่ง (Symphony No.1) ของบราห์ม (Brahms)

ผลงานอันแสนยิ่งใหญ่ซึ่งผ่านเวลายาวนานถึงยี่สิบปีจึงค่อยเสร็จสมบูรณ์ชิ้นนี้ เป็นซิมโฟนีเพลงแรกที่บราห์มแต่งขึ้น มีคนเคยพูดว่าขอแค่เคยได้ฟังซิมโฟนีอันงดงามอลังการนี้ ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าบราห์มไม่เคยใช้เวลายี่สิบปีนี้ไปโดยสูญเปล่าแม้แต่วินาทีเดียว

ซูจิ่นคิดเสมอมาว่าในเพลงเพลงนี้เปี่ยมด้วยความโศกเศร้าที่บรรยายไม่ถูก นั่นคือความรักที่สิ้นหวังในชั่วชีวิตของบราห์มผู้แต่งเพลง กับคลารา (Clara) ผู้แก่กว่าเขา 14 ปี ภรรยาของชูมันน์ (Schumann) นักเปียโนชื่อดัง

คนทั้งสองเขียนจดหมายถึงกันมาตลอดชีวิต และจดหมายเหล่านี้ได้ถูกบราห์มเผาทิ้งในบั้นปลายของชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าความรักของคนทั้งสองดำเนินไปอย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดหลังจากที่ชูมันน์ถึงแก่กรรม คนทั้งสองจึงไม่ได้ลงเอยกัน แต่กลับเลือกที่จะต่างคนต่างครองตัวเป็นโสด

หลังจากที่คลาราถึงแก่กรรมได้ครึ่งปี บราห์มก็ลาโลกตามเธอไป ราวกับว่าคลาราคือวิญญาณของเขา เมื่อวิญญาณจากไปแล้ว ร่างเนื้อก็เสื่อมสิ้นทันที ชั่วชีวิตของบราห์มไม่ได้แต่งงาน เขาได้มอบทั้งชีวิตให้แก่ความรักที่ไม่มีบทสรุปและดนตรี

บางทีรักแท้นั้นไม่ต้องการบทสรุป และซูจิ่นเชื่อว่าหากบราห์มแต่งงานกับคลาราที่เป็นแม่ของลูกแปดคนแล้ว ความรักนี้จะต้องไม่สามารถดำเนินต่อไป และกลายเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งสหัสวรรษได้อย่างแน่นอน

ตัวความรักเองนั้นมีนิสัยเป็นโศกนาฏกรรมอยู่แล้ว และความรักนั้นงดงามเพราะความสิ้นหวังของมันมาแต่ไหนแต่ไร

แต่เสียงแห่งความหวังที่บราห์มแสดงออกมาในท่อนสุดท้ายของซิมโฟนี ร้องเพื่ออะไรกันหนอ? นี่คือส่วนที่ซูจิ่นไม่สามารถเข้าใจได้จนแล้วจนรอด ในกล่องแพนโดรา สิ่งดีงามสิ่งเดียวที่เทพเหลือทิ้งไว้ให้แก่มนุษย์ก็คือความหวัง แต่ว่าบราห์มมุ่งหวังสิ่งใดท่ามกลางความสิ้นหวังอันหนักอึ้งกันหนอ?

หญิงสาวพยายามเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ลุกขึ้นยืนตั้งใจจะเดินตามคลื่นฝูงชนออกไปจากคอนเสิร์ตฮอลล์ จังหวะนี้มีคนยื่นกระดาษเช็ดหน้ามาให้ เธอเงยหน้าขึ้นดู แล้วอดตกตะลึงไม่ได้...

ถึงจะบอกว่าชีวิตนี้พบพานกันได้ทุกที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเจอเหวินฉี่ตงได้ทุกครั้งหรอกมั้ง?

CEO หนุ่มจองบัตรชั้นบอกซ์มาตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้ว ที่นั่งของเขาอยู่ข้างหลังซูจิ่นหนึ่งแถว ตอนที่ซูจิ่นเข้ามาในฮอลล์ เขาก็มองเห็นเธอแล้ว แต่ไม่ได้คิดจะทักเธอ เมื่อครู่นี้เห็นเธอร้องไห้หนักมาก แถมยังไม่มีกระดาษเช็ดหน้า ถึงได้อดยื่นไปให้หนึ่งแผ่นไม่ได้

ทั้งสองเดินออกจากคอนเสิร์ตฮอลล์ด้วยกัน ข้างนอก หิมะเริ่มโปรยปราย เมืองปู้ได้ต้อนรับคริสต์มาสสีขาวอันหาได้ยาก คู่รักมากมายต่างออกมาเดินบนถนนอย่างตื่นเต้นคึกคักเป็นคู่ๆ ดูแล้วหวานชื่นเหลือเกิน และขับเน้นให้คนทั้งสองที่ไม่ได้จูงมือกันดูโดดเดี่ยวอ้างว้างนิดๆ

ชายหนุ่มมองซูจิ่นที่ดวงตายังคงแดงก่ำ อมยิ้มน้อยๆ

ผู้หญิงที่ฟังบราห์มจนน้ำตาร่วงคนนี้ ทำให้บางส่วนในหัวใจเขาอ่อนยวบอย่างประหลาด

“ผมเลี้ยงมื้อดึกคุณนะครับ?”

หลังจากเผลอใจลอยไปชั่ววูบ ซูจิ่นก็ยิ้มอย่างขออภัย

“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินเที่ยวดึกไปเมืองเซินเยี่ยมพ่อแม่ของฉัน วันหยุดยาวทั้งที ชักจะคิดถึงบ้านหน่อยๆ ซะแล้ว” นี่เป็นเรื่องที่เธอเพิ่งจะตัดสินใจเมื่อกี้นี้เอง เพราะตอนนี้เธอยังไม่อยากจะกลับไปที่คอนโดซึ่งเหลือแต่เธอเพียงคนเดียว

เธอมักจะปฏิเสธเขาอยู่เรื่อย เขาทำความผิดร้ายแรงอะไรหรือ ถึงได้ทำให้เธอมองเขาเหมือนเป็นงูพิษ?

ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยถามในสิ่งที่กังขา เพียงแต่ยิ้มอบอุ่น

“งั้นก็สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ”

“สุขสันต์วันคริสต์มาสเช่นกันค่ะ” ซูจิ่นโค้งตัวเล็กน้อยให้ตามมารยาท แล้วขับรถจากไปภายใต้สายตามองส่งของเหวินฉี่ตง

จนกระทั่งรถของหญิงสาวลับหายไปจากคลองจักษุ CEO หนุ่มค่อยหมุนตัวช้าๆ เดินไปทางรถของตัวเอง

ปีใหม่ใกล้จะมาถึงแล้ว และเขาคาดหวังการเริ่มต้นใหม่ๆ อย่างมาก

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>


[1] โร่วชงหรง คือสมุนไพรจีนที่ได้ชื่อว่าเป็น “โสมทะเลทราย” มีสรรพคุณมากมาย หนึ่งในนั้นคือเป็นยาโป๊ว และบำรุงไต (ดูภาพที่ x หน้า x)
[2] ตี้ตู (帝都 : Di du) แปลว่า เมืองหลวงของฮ่องเต้

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:44

0 ความคิดเห็น