บทที่ 5 เด็กดีก็มีความทุกข์เหมือนกัน (1)
วันที่ 1 มกราคม เวลาแปดโมงเช้า ซูจิ่นถูกเสียงกริ่งโทรศัพท์ปลุกตื่น
บ้าจริง! มันใครกันมารบกวนฝันดีของชาวบ้านแต่เช้าแบบนี้? วันหยุดทั่วประเทศเชียวนะ!
หญิงสาวไม่ได้ลืมตา ขมวดคิ้ว แอบแช่งชักหักกระดูกคนโทรมาพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างงัวเงีย พูดเสียงแหบอย่างอารมณ์เสีย
“ฮัลโหล ใครน่ะ?”
ทางปลายสายมีเสียงหูจิงที่อ้อแอ้ไม่ชัดเจนเพราะเมาเหล้าอย่างเห็นได้ชัดดังมา
“เสียวจิ่น ฉันกับหยางอี้เลิกกันแล้ว ฮ่าฮ่า”
ซูจิ่นฟังอย่างไม่มีสติ หลับตาลงพลิกตัว อุบอิบอยู่ในใจ
มันเรื่องใหญ่อะไรแค่ไหนกันถึงต้องมารบกวนฝันดีของชาวบ้านแต่ไก่โห่?
ผ่านไปห้าวินาที ค่อยลืมตาโพลงทันควัน...เดี๋ยวก่อน เลิกกัน?
ทำบ้าอะไรเนี่ย เมื่อคืนนี้ยังรวมพลหัวเราะเฮฮาเคานต์ดาวน์ดูดอกไม้ไฟกันอยู่เลย หลังจากนั้นคนที่ดื่มจนเมาแอ๋ก็เลิกกันแล้ว?
เธอเพิ่งจะแยกกับสองคนนั้นได้ไม่ถึงสามชั่วโมงเองนะ?
แม่ง...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
คลานขึ้นจากเตียง อาบน้ำอย่างดุเดือดแล้วสติถึงค่อยฟื้นตัวบ้างเล็กน้อย ไม่มีเวลาจะแต่งหน้า จึงออกจากห้องไปทั้งตาแพนด้า
เช้าตรู่ของวันหยุดทั่วประเทศ คนน้อยรถก็น้อย ซูจิ่นอาศัยความจำหลบผ่านกล้องวงจรปิดทั้งหมด ขับรถเร็วเกินกำหนดตลอดทางจนไปถึงบาร์เหล้า Jungle Wolf ที่หูจิงบอก
บาร์ Jungle Wolf ก็เป็นหนึ่งในร้านกลางคืนที่พวกเธอมักจะมาเยือนเป็นประจำ เปิดบริการตลอดทั้งคืน แปดโมงเช้าปิดร้าน ดังนั้นเวลานี้ประตูร้านจึงปิดแล้ว
พอซูจิ่นจอดรถ ก็มองเห็นหูจิงกับเสี่ยวเจี๋ย บาร์เทนเดอร์ที่พวกเธอคุ้นเคยดีนั่งอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูบาร์ หูจิงยังไม่หยุดกรอกเบียร์ ส่วนเสี่ยวเจี๋ยกำลังพูดอะไรเหมือนปลอบใจหูจิงอยู่ แต่ดูจากอาการมึนงงของหูจิง สงสัยจะไม่ได้ฟังเลย
“สวัสดีปีใหม่ค่ะเสี่ยวเจี๋ย ขอบคุณมากที่ช่วยเฝ้าเธอให้ ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะที่เวลาแบบนี้ยังจะรบกวนคุณอีก” ซูจิ่นพูดพลางดึงเพื่อนสาวขึ้นมา ยัดเข้าไปในรถ จากนั้นหยิบธนบัตร 2-3 ใบจากในกระเป๋าให้บาร์เทนเดอร์หนุ่ม
“ไม่ต้องหรอกครับเจ๊จิ่น หูจิงเป็นเพื่อน ผมต้องช่วยอยู่แล้ว” เสี่ยวเจี๋ยพูดด้วยสีหน้าถือคุณธรรม ทำเอาหญิงสาวต้องยิ้ม
“แต่เธอเป็นแขกของคุณเหมือนกัน นี่คือทิปค่ะ”
อีกฝ่ายพูดถึงขนาดนี้แล้ว บาร์เทนเดอร์หนุ่มจึงไม่บ่ายเบี่ยงอีก
“มาครั้งหน้า จะให้พวกคุณได้ลองชิมค็อกเทลสูตรใหม่ที่ผมผสมนะครับ”
ซูจิ่นรับปากยิ้มๆ แล้วโบกมือให้ ขึ้นรถขับจากไป
“เรื่องใหญ่โตอะไรกันยะถึงต้องมาทะเลาะแยกทางกันเอาตอนปีใหม่น่ะ?”
ซูจิ่นขับรถพลางปรายหางตามาเห็นว่าหูจิงไม่ได้นอนหลับ แต่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยสีหน้าแข็งทื่อ จึงอดใจไม่อยู่เริ่มบังคับให้สารภาพ
หูจิงไม่ได้หันหน้าไป พูดช้าๆ เสียงอ้อแอ้เล็กน้อย
“แต่งงานกันไม่ได้...ก็ได้แต่...เลิกกันไง รีบเลิกรีบเคลียร์”
ซูจิ่นค้อนจนตาคว่ำ “ถ้าเคลียร์จริง หล่อนยังจะดื่มแก้กลุ้มจนเมาแอ๋ไปทำไมกันยะ?”
“นี่น่ะฉัน...อึ๊ก...ฉลองที่กลับมาเป็นโสดอีกครั้งหรอก”
ซูจิ่นหัวเราะพรืดเสียงหยัน
“ช่างเถอะ ไว้หัวเธอโปร่งแล้วค่อยคุยกัน”
หูจิงประท้วงลิ้นคับปาก “หัวฉัน...โปร่งอยู่นะ”
ซูจิ่นไม่ต่อความด้วยอีก ลากเพื่อนสาวกลับบ้าน แล้วช่วยอาบน้ำให้จนสะอาดเหมือนอาบน้ำให้สัตว์ตัวเล็กๆ จากนั้นโยนหูจิงเข้าไปในห้องพักแขกอีกห้องที่อยู่ข้างๆ ห้องของฉินชวน ส่วนตัวเองก็กลับขึ้นเตียงไปนอนต่อเหมือนกัน ง่วงจะตายอยู่แล้ว
ไม่รู้หลับไปนานแค่ไหน ขณะที่งัวเงียเล็กน้อย เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกแล้ว
ซูจิ่นยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างขี้เกียจ ฟังอยู่พักใหญ่ ได้ยินแต่เสียง “ตื๊ดดดดด” จึงค่อยรู้ตัวว่าที่ดังคือเสียงอินเตอร์คอมตรงประตู
อ้าปากหาวพลางเดินไปถึงหน้าประตู หยิบหูโทรศัพท์มาดู บนหน้าจอคือชายหนุ่มสวมเครื่องแบบพนักงานส่งพัสดุด่วน
“สวัสดีครับ คุณซูใช่ไหมครับ? มีพัสดุมาถึงคุณครับ”
เสียงของพนักงานส่งพัสดุคนนี้...สุภาพมาก...
ซูจิ่นได้ยินเสียงของอีกฝ่ายก็ตกตะลึงนิดๆ ก่อนจะตอบว่า
“อ๋อ ได้ค่ะ เชิญขึ้นมาเถอะ”
หญิงสาวกดปุ่มเปิดประตู แล้วเดินกลับห้องไปสวมเสื้อที่พอจะพบหน้าผู้คนได้ทับ ค่อยเดินออกมาอีกรอบ
ใครส่งมากันนะ? ไม่น่าจะใช่แม่ เธอเพิ่งจะกลับมาจากเมืองเซินได้ไม่กี่วันเอง แต่ถ้าเป็นคนอื่น ก็ไม่มีใครที่น่าจะส่งพัสดุมาให้นี่นา
เปิดประตูชะโงกหน้าออกไปอย่างสงสัย พนักงานส่งพัสดุด่วนยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว เมื่อหญิงสาวพินิจดูพนักงานส่งพัสดุที่ตัวสูงกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะ ก็อดตะลึงอีกรอบไม่ได้
เขาสวมหมวกแก๊ป แต่ยังดูออกได้ว่าหน้าตาดีมาก นัยน์ตาดอกท้อทั้งคู่ถูกบังอยู่ข้างหลังแว่นตากรอบทอง เวลายิ้มกว้างมองเธอ ดูราวกับหมาจิ้งจอก...
คนแบบนี้...ยังไงก็ไม่เหมือนพนักงานส่งพัสดุมั้ง?
ซูจิ่นผู้อ่านนิยายจนขึ้นสมองได้จัดอีกฝ่ายเป็นบุคคลจำพวกกุนซือฝ่ายร้ายในทันที ต่อให้ทำเรื่องผิดกฎหมาย ก็น่าจะเป็นประเภทอาชญากรไอคิวสูง...
ในใจหญิงสาวนึกระแวง ขณะที่มองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด ก็ก้าวถอยไปที่หลังประตู
“ไม่ทราบว่าส่งมาจากที่ไหนหรือคะ?”
คงไม่ใช่ของจำพวกระเบิดเวลาหรอกนะ? ตั้งแต่ได้รู้จักฉินชวนเป็นต้นมา เธอก็พบว่าโลกใบนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เธอคิด ปืนและระเบิดไม่ได้มีอยู่แต่ในทีวีเท่านั้น
พนักงานหนุ่มก้มหน้าลงดูฉลากบนกล่อง ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มกว้างขวางเหมือนเดิม
“บนกล่องไม่ได้เขียนไว้ครับ”
เขาทำหน้าเป็นอยู่แค่แบบเดียวรึไงกัน? หญิงสาวนึกข้องใจ ส่วนใบหน้าปั้นสีหน้าสงสัย
“ไม่มีใครบอกว่าจะส่งพัสดุมาให้ฉันนี่คะ อาจจะส่งผิดหรือเปล่า?”
พนักงานหนุ่มยังคงยิ้มกว้างท่าเดียว
“ไม่มีทางผิดแน่นอนครับ”
“อืม...งั้นรบกวนคุณช่วยแกะออกมาให้ดูหน่อยก็แล้วกันค่ะ” หลังจากพูดประโยคนี้ออกมาแล้ว หญิงสาวก็กุมลูกบิดประตูแน่น ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เธอเตรียมจะปิดประตูทันที
พนักงานหนุ่มนิสัยดีมาก ไม่มีถือสาการจงใจหาเรื่องสารพัดของเธอ แกะกระดาษห่อชั้นนอกออกอย่างระมัดระวัง ปรากฏว่าข้างในคือกล่องเหล้าไม้ยางงามประณีต
ดวงตาซูจิ่นทอแววประหลาด
“ช่วยเปิดกล่องให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
พนักงานส่งของแกะกล่องให้ทันทีโดยไม่พูดอะไร ซูจิ่นเห็นปุบก็รู้ปับว่าข้างในคือไวน์แดงลาฟิตปี 1797
เขาใจป้ำน่าดูชม ให้ของแพงขนาดนี้เป็นของขวัญสำหรับการเลิกคบกัน มาเฟียนี่ฟุ่มเฟือยจริงๆ ด้วย แต่ในเมื่อเขายอมตัดใจยกให้ เธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะคืนของ
หญิงสาวมองพนักงานหนุ่มเหมือนจะยิ้ม ยื่นมือไปรับกล่องมา
“ไม่ต้องเซ็นรับนะคะ?”
พนักงานหนุ่มเหมือนถูกสายตาของเธอทำเอาวาบหวิว มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มนึกสนุก “ไม่ต้องแล้วครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ไม่รู้ว่าซูจิ่นพูดกับพนักงานส่งพัสดุ หรือพูดกับใคร จากนั้นโบกมือให้ แล้วปิดประตูทันที
รอยยิ้มของพนักงานหนุ่มกดลึกกว่าเดิมเมื่อหมุนตัวเดินไปกดลิฟต์
ผู้หญิงที่น่าสนใจ...
ซื้อไวน์ชื่อดังที่ราคาซื้อห้องชุดคอนโดมาตรฐานสองห้องนอนสองห้องน้ำได้หนึ่งหลัง...
ซูจิ่นถือขวดไวน์ไว้ในมือ หมุนดูอยู่พักใหญ่ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มปริศนา แล้ววางกลับลงไปในกล่องไม้ยางงามประณีต ก่อนจะยัดลงไปข้างใต้สุดของตู้เก็บเหล้า
“ฉันส่งของถึงมือสุดที่รักของนายแล้ว”
เสินอวี่ขึ้นรถปุบ ก็โทรศัพท์หาฉินชวนทันที ถ้อยคำน้ำเสียงเต็มไปด้วยแววกระเซ้า
ทางปลายสาย ฉินชวนพูดเสียงเรียบเฉย
“อย่าพูดบ้าๆ น่า ตอนนี้ฉันกับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”
เสินอวี่แค่นหัวเราะเสียงหยัน
“ให้คนระดับท่านเคานต์ชั้นหนึ่งรับเชิญแสดงบทพนักงานส่งพัสดุด่วน ส่งของขวัญไปให้ผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว นายนี่อารมณ์สุนทรีย์จริงนะ?”
ฉินชวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ค่อยพูดอย่างรำคาญ
“จะไม่รบกวนนายอีกแล้วน่า”
“นายกับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วจริงๆ เรอะ?” อยู่ๆ เสินอวี่ก็เลิกล้อเล่น ถามเสียงจริงจัง
เงียบไปอีกครู่ใหญ่ เสียงทางปลายสายค่อยดังมาว่า
“เสินอวี่ นายน่ารำคาญมาก ฉันเห็นว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉันล้วนๆ”
ญาติผู้พี่ได้ฟังก็ยิ้มเจ้าเล่ห์
“แต่ฉันสนใจเธอนะ เธอเป็น...ผู้หญิงที่น่าสนใจมาก...ฉันชักจะเริ่มเข้าใจแล้วละว่าทำไมนายถึงได้แคร์เธอ...”
ที่ตอบมาคือเสียงแค่นอย่างเย็นชา “แล้วแต่นาย” จากนั้นสายก็ถูกตัด
เสินอวี่โค้งริมฝีปาก เขาไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ
เดิมทีเขาหลงนึกว่าติดต่อพูดคุยกับสามัญชน ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังปลอมแปลงใบหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้ามากนัก ใครจะไปนึกว่าผู้หญิงคนนั้นประสาทไวมาก แวบเดียวก็ดูออกแล้วว่าเขาไม่ชอบมาพากล
นึกถึงดวงตาเย้ายวนเหมือนตาแมวคู่นั้นของเธอที่จ้องเขาเขม็งอย่างระแวดระวังเต็มที่แล้ว ท่านเคานต์หนุ่มคลี่ยิ้มอีกครั้ง เขาถูกเธอจ้องจนวาบหวิวไปหมดเชียวนะ
ในใจฉินชวนนึกโมโหขึ้นมาอย่างประหลาดอีกแล้ว เม้มปากจ้องโทรศัพท์เขม็งอยู่อึดใจใหญ่ แค่นหัวเราะเสียงหยัน ก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสารที่กองสุมเป็นภูเขาเพราะเขาไม่อยู่ตั้งหนึ่งเดือนต่อไป
ผู้หญิงคนนั้นเป็นเต่าหดหัวหมื่นปีขนานแท้ เจ้าโรคจิตเสินอวี่ไม่กลัวกระดองหนาก็พุ่งเข้าไปชนหัวแตกตายซะดีแล้ว
เขาเพิ่งจะอ่านมติเรียกร้องขอสิทธิ์เพิ่มเติมให้ชาวอาณานิคมที่ทางรัฐสภายื่นมาให้ได้แค่ไม่กี่หน้า ก็มีสายภายในโทรเข้ามา
“ฝ่าบาท ใต้ฝ่าพระบาททรงมีรับสั่งให้คนส่งของขวัญปีใหม่มาถวายพ่ะย่ะค่ะ” คือเสียงลูกน้องคนสนิทของเขา
ชายหนุ่มคิดเล็กน้อย ค่อยตอบไปว่า
“คุณไปตรวจรับแทนผมก็แล้วกัน ผมยังมีงานต้องทำ”
ลูกน้องลังเลเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็รับคำว่า “พ่ะย่ะค่ะ”
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาพ่อลูกเย็นชาต่อกันไม่ใช่เพิ่งจะแค่วันแรก แค่ตาแก่แวะมาปลอบใจตอนวันคริสต์มาสหน่อยเดียวก็จะเปลี่ยนแปลงได้งั้นหรือ?
ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดที่เสด็จพ่อผู้ยิ่งใหญ่ของเขาพูดกับเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วแค่นหัวเราะเย็นชาอีกครั้ง
“พ่อรู้ดีว่าลูกสงสัยว่าหนอนคนนั้นเกี่ยวข้องกับทางตี้ตู”
ฉินชวนยิ้มหยัน ไม่ได้ต่อคำ องค์จักรพรรดิถอนพระทัย
“พ่อไม่ชอบอธิบายมาแต่ไหนแต่ไร แต่เรื่องครั้งนี้ พ่อไม่รู้เรื่องจริงๆ”
เห็นโอรสแค่เอ่ยรับอย่างเรียบเฉย “ลูกเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
พระจักรพรรดิทรงนิ่งไปชั่วครู่ แล้วตรัสว่า
“พ่อจะส่งหน่วยเฉพาะกิจมาตรวจสอบคดีนี้ จะต้องมีคำอธิบายให้ลูกอย่างแน่นอน”
คำอธิบาย?
ต่อให้หลักฐานทั้งหมดต่างชี้ไปที่วังหน้าอยู่กลายๆ จักรพรรดิยังจะส่งหน่วยเฉพาะกิจมาอีก ไม่ใช่เพื่อให้สุดท้ายเรื่องใหญ่เปลี่ยนเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กเปลี่ยนเป็นไม่มีเรื่องรึไง?
เขายังจะคาดหวังคำอธิบายอะไรได้อีก?
ข้อดีเพียงข้อเดียวที่เหตุการณ์นี้นำมาให้เขา ก็คือเขาคงใกล้จะได้สิ้นสุดชีวิตผู้ว่าการรัฐอาณานิคมและได้กลับตี้ตูอีกครั้งเสียที
ถึงแม้ตัวเขาเองก็ไม่ได้ชอบตี้ตูเท่าไรนัก แต่อยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจนานเกินไป เรื่องหลายเรื่องได้แต่เปลี่ยนเป็นแย่ลง
ฉินชวนมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาดูมติรัฐสภาในมือ
มีรายละเอียดบางอย่างจำเป็นต้องแก้ไข แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในขอบเขตที่ราชอาณาจักรสามารถยอมรับได้ เขาหวังว่ามตินี้จะผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นทางการก่อนที่เขาจะย้ายไป ถือเป็นการให้ของขวัญอำลาแก่เจมม่าก็แล้วกัน ชายหนุ่มยิ้มหยันตัวเองนิดๆ...เพียงแต่พวกนั้นไม่มีทางนึกขอบคุณอยู่แล้ว
ความเมตตาของผู้รุกราน ไม่ว่าใครก็ไม่อยากได้หรอก
<>::<>::<>
หูจิงคอแห้ง จึงลุกไปรินน้ำที่ห้องครัว ตอนเดินผ่านห้องนั่งเล่น เห็นซูจิ่นตาจ้องทีวี แต่กำลังใจลอยอย่างเห็นได้ชัด จึงไปดื่มน้ำจนพอก่อนค่อยมานั่งลงข้างๆ เพื่อนสาว
“ตั้งแต่เธอกลับมาจากเมืองเซินก็แปลกๆ ชอบกล ทะเลาะกับพ่อแม่เหรอ? ถูกบังคับให้ไปดูตัวเหรอ? ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเธอดูเหมือนคนอกหักยิ่งกว่าฉันอีกล่ะ?”
ก็เพราะฉันอกหักจริงๆ น่ะสิ...ซูจิ่นตอบเพื่อนสาวในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ค่อยอยากจะแบ่งปันความฝันแสนหวานนั้นนัก
“เปล่าซักหน่อย แค่ช่วงก่อนทำงานหนักเกินไป ยังพักผ่อนไม่พอหรอก เธอนี่สิ ไหงอยู่ดีๆ ถึงทะเลาะเลิกกันเหมือนคนบ้าล่ะ? ก็เห็นดีๆ กันมาตลอดไม่ใช่เหรอ?”
หูจิงเหมือนถูกสะกิดเรื่องเศร้า ดวงตาหม่นแสงลง
“ฉันบีบให้เขาแต่งงานด้วยไม่สำเร็จ เลยนึกโมโหขึ้นมา เลิกกันซะเลยน่ะ”
ซูจิ่นขมวดคิ้ว “หยางอี้ดูไม่เหมือนผู้ชายไม่รับผิดชอบนะ เธอสองคนคบกันมาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้ว...”
“เขาบอกว่าไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน แต่งงานไปก็ไร้ความหมาย” หูจิงพูดด้วยสีหน้าท้อแท้ “ฉันเองก็รู้ดีว่าแต่งงานแบบนี้มันไร้ความหมาย แต่พวกที่บ้านทนดูเราสองคนไม่ไหวกันหมดแล้ว ถ่วงมาตั้งหลายปีขนาดนี้ยังไม่ได้แต่งงานกันซะที ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันเป็นเพราะอะไร? ผู้ชายน่ะยิ่งแก่ยิ่งแพง แต่ผู้หญิงล่ะ? เห็นพูดกันว่าผู้หญิงคือเค้กวันคริสต์มาส ผ่าน 25 ก็ต้องเริ่มขายลดราคา ฉันน่ะอายุ 26 แล้วนะ จะให้ค้างเติ่งในมือเขาไปจนหมดอายุจริงๆ รึไง? ฉันรอเขาไม่ไหวแล้ว”
ซูจิ่นกลืนน้ำลาย ไม่รู้จะพูดอะไรดี ความจริงเธอเองก็เข้าสู่กลุ่มขายลดราคาแล้วเหมือนกัน เพียงแต่เธอไม่เห็นเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญมาแต่ไหนแต่ไร ความรู้สึกในเรื่องนี้จึงค่อนข้างทื่อ
อีกอย่าง ถึงบ้านเธอจะไม่ใช่มหาเศรษฐี แต่ก็ถือว่ามีบ้านมีรถ ไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยสี่ จึงไม่เคยพิจารณาเรื่องแต่งงานจากมุมมองด้านวัตถุที่เป็นชีวิตจริง
แต่หูจิงกับหยางอี้ต่างมีฐานะทางบ้านธรรมดา แถมคนทั้งสองยังเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป คิดจะอาศัยลำแข้งของตัวเองฟันฝ่าให้ได้บ้านหลังน้อยที่เป็นของตัวเองสักหลังในเมืองที่ทุกตารางนิ้วคือทองคำแห่งนี้ เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอย่างมากจริงๆ
เฮ้อ...ซูจิ่นถอนหายใจ ทุกข์ใจแทนหูจิง และนึกดีใจที่ตัวเองเลือกเกิดเก่ง มาเกิดในครอบครัวที่มีอันจะกิน
<>::<>::<>
วันหยุดปีใหม่อันแสนสั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการทอดถอนใจในความจริงอย่างสุดแสนที่ว่า “เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีเงินนั้นซื้อไม่ได้สักอย่าง”
ซูจิ่นไม่สามารถและไม่อยากจะเตือนให้หูจิงหันหลังกลับ เพราะระหว่างหูจิงกับหยางอี้จะเป็นยังไงต่อไป ไม่ใช่เรื่องที่หูจิงจะกำหนดได้อีกต่อไป
แม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไรนัก แต่ในบางด้าน ผู้ชายก็ยังคงเป็นผู้นำในความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอยู่ดี ดังนั้นตอนนี้ได้แต่ดูว่าหยางอี้คิดจะเหนี่ยวรั้งความรักนี้ไว้หรือเปล่า และนี่ก็เป็นเวลาที่จะทดสอบดูว่าเขามีความจริงใจต่อหูจิงมากแค่ไหนด้วย ถ้าเขายอมปล่อยให้เลิกคบกันแค่นี้ งั้นซูจิ่นจะเชียร์ให้หูจิงหาแฟนใหม่เต็มที่
คนเราจะอยู่แต่กับอดีตไม่ได้หรอก ทางเส้นนี้ไปไม่ได้ ก็ต้องหันหลังกลับให้ทันกาล เสาะหาทางไปข้างหน้าเส้นใหม่
พึงตัดแล้วไม่ตัด รังแต่จะเพิ่มความทุกข์ใจ ทรมานตัวเองจนแผลเหวอะหวะไปทั้งตัว
หลังจากเริ่มทำงาน ก็ยุ่งมากตลอดทั้งวัน หูจิงกับฉินชวนต่างถูกซูจิ่นปัดออกไปจากสมองอย่างรวดเร็ว ทุกวันๆ เมื่อหญิงสาวลากสังขารที่อ่อนเปลี้ยกลับมาถึงห้อง ก็จะคิดแค่ว่าต่อให้พรุ่งนี้เป็นวันโลกาวินาศ ก็ขอให้เธอได้นอนหลับเต็มอิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ซูจิ่นพยายามอย่างเอาเป็นเอาตาย ในที่สุดก็เร่งทำร่างรายงานประเมินการจัดซื้อเสร็จในวันศุกร์ก่อนการประชุมกรรมการจนได้ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มเฉพาะกิจ ซูจิ่นย่อมต้องรับหน้าที่เป็นผู้พรีเซนต์และคอยตอบคำถามในการประชุมกรรมการอย่างไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
ยังดีที่บรรดากรรมการส่วนใหญ่ต่างไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ การรับมือพวกเขาจึงง่ายกว่ารับมือพวกนักบัญชีกับนักกฎหมายมาก จึงถือว่าเธอสามารถผ่านด่านไปได้โดยสวัสดิภาพ
ขนาดว่าอย่างนี้แล้ว ตอนเธอเดินตามหลังบรรดาผู้ใหญ่ออกจากห้องประชุม มือเธอยังชุ่มเหงื่อไปหมด
“คุณซูทำได้ไม่เลวเลยครับ พวกกรรมการดูพอใจมากเชียวละ”
วันนี้เหวินฉี่ตงสวมสวมชุดสูทสีดำล้วนอย่างไม่ค่อยได้เห็น ดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษ เขาจงใจทอดฝีเท้าเล็กน้อยมาเดินเคียงซูจิ่นอยู่ท้ายสุด
หญิงสาวได้รับฟีดแบ๊กเป็นคำชมเชยจากเจ้านายในทันที ก็ถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก คลี่ยิ้มสบายใจ พูดอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณค่ะผู้อำนวยการ”
เหวินฉี่ตงยิ้มบางๆ ส่งให้เจ้าตัวดูสุภาพอ่อนโยนขึ้นมากในทันที เห็นแล้วสบายตาอย่างบอกไม่ถูก
เนื่องจากสองหนุ่มสาวเดินกันช้า พวกผู้ใหญ่จึงปิดลิฟต์ลงไปก่อนโดยไม่รอ ในห้องรอลิฟต์จึงเหลือแค่เขากับเธอสองคน บรรยากาศเปลี่ยนเป็นแปลกๆ เล็กน้อยทันที
ขณะที่ซูจิ่นกำลังพยายามเค้นสมองหาเรื่องคุย ก็ได้ยินเจ้านายหนุ่มถามว่า “ไปพักผ่อนที่เมืองเซินโอเคไหมครับ?”
หญิงสาวแอบนึกชมอีกฝ่ายอยู่ในใจว่ารู้จักกาลเทศะดี และตอบไปว่า
“ก็ไม่เลวค่ะ อากาศอุ่นกว่าที่นี่มาก ดอกไม้ใบหญ้ายังมีสีสันอยู่ ไม่มีความรู้สึกของฤดูหนาวเลย”
“ฤดูหนาวของทางใต้สบายกว่าทางเหนือมากจริงๆ ครับ แต่ฤดูหนาวที่ไม่มีหิมะ มักจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป” ไม่ทราบว่าชายหนุ่มนึกถึงอะไร จึงพูดออกมาปนถอนหายใจ
ซูจิ่นยิ้ม ไม่ได้ต่อความ เพราะเธอขี้หนาว ดังนั้นต่อให้ไม่มีหิมะ เธอก็ชอบฤดูหนาวของทางใต้มากกว่าอยู่ดี
จังหวะนี้อยู่ดีๆ เหวินฉี่ตงก็ถามหน้าเคร่ง
“อันที่จริงผมอยากจะถามมาตลอด...ผมเคยทำอะไรให้คุณซูเคืองหรือเปล่าครับ?”
“คะ?” ซูจิ่นมองคนถามงงๆ “เปล่านี่คะ ฉันน่ะต้องขอบคุณผู้อำนวยการด้วยซ้ำไป” เขาถือว่ามีบุญคุณที่ช่วยดึงตัวเธอมาทำงานนี้นะ
ชายหนุ่มได้ฟัง ดวงตาก็ทอแววอยากแกล้ง
“งั้นทำไมคุณไปเมืองเซินขนของฝากกลับมา ถึงให้แต่คุณหยวนกับจูลี่ ส่วนเพื่อนบ้านอย่างผมกลับไม่ได้ด้วยล่ะ?”
“หา?” ซูจิ่นยิ้มอย่างแกล้งโง่ แทบจะอยากล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ
หลงชมเขาเสียเปล่าซะแล้วว่ารู้จักกาลเทศะ ดันมาถามคำถามน่ากระอักกระอ่วนแบบนี้ได้
ความจริงก็ใช่ว่าเธอไม่ได้พิจารณาเรื่องซื้อของฝากกลับมาให้เขาหรอก แต่ในฐานะที่เหวินฉี่ตงเป็นเป้าหมายซึ่งสาวโสดอายุเหมาะสมทุกคนในบริษัทพากันเล็งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เธอจึงจำเป็นต้องคิดถึงผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นจากการซี้ซั้วให้ของฝากด้วย ดังนั้นสุดท้ายจึงเลิกล้มความคิดที่จะซื้อของฝากให้เขาไป
แต่เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเหวินฉี่ตงจะดันได้ข่าวแล้วรี่มาทวงเอง...เป็นเจ้านายทำตัวแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?
ยังดีที่ไหวพริบเฉพาะหน้าซึ่งซูจิ่นนึกภูมิใจเสมอมาไม่ได้ขัดข้องในจังหวะสำคัญ และเปล่งประสิทธิภาพได้อย่างถูกจังหวะ
หญิงสาวกระแอม ทำเป็นกระซิบอย่างเขินๆ ว่า
“ความจริงก็เอามาด้วยหรอกค่ะ ทั้งของผู้อำนวยการกับของคุณเจนนี่เลย แต่ทีนี้ฉันตะกละ เผลอกินหมดไปหนึ่งกล่อง เลยเหลือแค่กล่องเดียว จะให้แต่ผู้อำนวยการไม่ให้คุณเจนนี่ก็กระไรอยู่...ก็เลย...” เธอยิ้มแห้งๆ ไม่ได้พูดต่อ
สาธยายมาถึงตรงนี้ เหวินฉี่ตงก็น่าจะยอมใจกว้างเปิดทางถอยให้เธอได้แล้วมั้ง?
ใครจะไปนึกว่า CEO หนุ่มยกมุมปากขึ้น ยิ้มอย่างรู้ทัน
“งั้นคุณแอบเอาให้ผมก็แล้วกัน”
มีเจ้านายที่หน้าด้านแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
ขณะที่ซูจิ่นนึกไม่ออกว่าควรจะตอบยังไงดี ลิฟต์ก็มาช่วยชีวิตอย่างทันกาล หลังจากเดินเข้าลิฟต์ หญิงสาวค่อยพูดอย่างลำบากใจ
“ไม่ให้คุณเจนนี่เห็น คงจะยากมั้งคะ?”
ชายหนุ่มมองแถบแสดงชั้นในลิฟต์ อมยิ้มโดยไม่ตอบ หลังก้าวออกจากลิฟต์ จึงหมุนตัวไปพูดกับเธอว่า
“วันเสาร์หน้าแล้วกันครับ วันเสาร์หน้า ผมจะชดเชยหนึ่งมื้อที่ค้างคุณอยู่ ส่วนคุณก็ชดเชยของฝากให้ผม”
“คะ?” ถ้าปฏิเสธอีกก็จะไม่รู้จักกาลเทศะของแท้แล้ว ซูจิ่นได้แต่ปั้นยิ้มรับปาก “ได้ค่ะ”
ถึงตอนนั้นต้องให้เขาเลี้ยงเธอที่ร้านอาหารที่แพงที่สุด จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนเพื่อนร่วมงานในบริษัทไปเห็นเข้า ซูจิ่นคิดในใจอย่างชั่วร้ายมากหลังจากหันกายเดินจากไป
เมื่อหญิงสาวกลับไปถึงห้องทำงาน ก็เห็นว่าบนมือถือมีมิสคอลล์อยู่ คนโทรมาคือโหยวโยวที่หายสาบสูญไปนานมาก เมื่อครู่นี้ขึ้นไปประชุม เธอไม่กล้าพกมือถือไปด้วย ตอนนี้จึงอดนึกดีใจในการตัดสินใจที่แสนฉลาดของตัวเองไม่ได้
หญิงสาวกดปุ่มโทรกลับ “ฮัลโหล โหยวโยว มีธุระอะไรเหรอ?”
ถึงจะบอกว่าพวกเธอสนิทกันใช้ได้ แต่โหยวโยวจะสนิทกับหูจิงมากกว่า ดังนั้นจึงแทบไม่ค่อยโทรศัพท์หาซูจิ่นโดยตรง
“แม่คนยุ่ง คืนนี้ว่างมั้ยจ๊ะ?” เสียงหวานหยดของโหยวโยวดังช้าๆ มาจากทางปลายสาย
บังเอิญวันนี้ถือได้ว่างานขั้นตอนที่หนึ่งจบลงพอดี คืนนี้[1]น่าจะเลิกงานตรงเวลาได้ ซูจิ่นนิ่งคิดดูแล้วจึงตอบว่า
“ว่างจ้ะ ทำไมเหรอ?”
“สองทุ่มคืนนี้ที่ Knights Bar ฉันเลี้ยงเอง จะแนะนำคู่หมั้นให้พวกเธอรู้จัก”
คู่หมั้น? ซูจิ่นตะลึงเล็กน้อยค่อยรับปาก “อ๋อ ได้สิ”
ในที่สุดราชินีเพลย์เกิร์ลโหยวโยวก็คิดจะลงหลักปักฐานแล้วหรือ?
Knights Bar หรือ...
หลังจากวางสายโทรศัพท์ ซูจิ่นก็หัวเราะเบาๆ
ท่าทางในที่สุดโหยวโยวก็ทำความฝันให้เป็นจริงสำเร็จ จะแต่งกับคนรวยแล้วสินะ?
Knights Bar เป็นบาร์ที่แพงจนขึ้นชื่อ ส่วนมากพวกผู้ดีมีเงินในเมืองปู้จะชอบนัดเจอกันที่นี่ เข้าไปแต่ละครั้ง ไม่จ่ายห้าหลักขึ้นไปยากมากที่จะได้ออกมา นึกไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันได้ล้มทับเหวินฉี่ตง ก็มีคนอื่นเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาให้ล้มทับซะแล้ว
<>::<>::<>
[1] ที่จีน ในเดือนมกราคม กลางคืนจะยาวกว่ากลางวัน ประมาณ 16:30 น.ฟ้าก็มืดแล้ว เวลาเลิกงาน 17:30 น. จึงถือเป็นกลางคืน