บทที่ 5 เด็กดีก็มีความทุกข์เหมือนกัน (2)
สองทุ่ม ซูจิ่นนั่งแท็กซี่ไปถึง Knights Bar โหยวโยวมาถึงก่อนแล้ว
ไม่ได้พบกันพักหนึ่ง โหยวโยวยิ่งเฉิดฉายบาดตากว่าเดิม ใบหน้าที่ดูเหมือนสาวหัวอ่อนถูกฝีมือแต่งหน้าขั้นเทพของเจ้าตัวแต่งแต้มจนงดงามชวนหลงใหล เดิมทีโหยวโยวก็เป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเก่งมากอยู่แล้ว นี่ก็ถือเป็นทักษะที่ราชินีเพลย์เกิร์ลจำเป็นต้องมีกระมัง
ซูจิ่นยิ้มพลางเป็นฝ่ายเข้าไปกอดโหยวโยว
“เสี่ยวโยวสวยขึ้นเป็นกองอีกแล้วนะ”
“เธอเองก็ด้วยจ้ะ” โหยวโยวดึงมือซูจิ่นให้นั่งลง พูดขึ้นก่อนว่า “คืนนี้อาจิงมีธุระมาไม่ได้”
ซูจิ่นทำเสียง “อ้อ” อย่างไม่ประหลาดใจนัก ถ้าเธอเป็นหูจิง ก็ไม่มีทางนึกอยากจะมาร่วมสังสรรค์ในเรื่องแบบนี้ตอนที่ตัวเองเพิ่งจะเลิกกับแฟนหรอก
สองสาวเพิ่งจะคุยกันได้ไม่กี่คำ สือเสียวหย่ากับแฟนก็มาถึง
“คู่หมั้นเธอล่ะ?” พอมาถึง สือเสียวหย่าก็ใจร้อนอยากจะเห็นหน้าหนุ่มคนใหม่ทันที
โหยวโยวตวัดค้อนใส่
“จะใจร้อนไปไหนยะ น่าจะใกล้มาถึงแล้วละ”
สือเสียวหย่านั่งลงติดกับซูจิ่น เอามือพาดบ่าซูจิ่นแล้วพูดว่า
“คู่หมั้นของคุณเธอเป็นลูกชายเจ้าของซิงห่ายคอนสตรัคชัน พักก่อนยังเคยขึ้นปกนิตยสารธุรกิจอยู่เลย”
ซิงห่ายคอนสตรัคชันถือเป็นธุรกิจก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากในเมืองปู้ แม้จะใหญ่ไม่เท่าผู้ทรงอิทธิพลอย่างเครือจั๋วเยว่ แต่มูลค่าหลักทรัพย์ก็น่าจะสูงกว่าสิบหลัก
ซูจิ่นยิ้มพลางยื่นมือไปตบไหล่โหยวโยว
“ใช้ได้นี่ เสี่ยวโยว ตกได้เต่าทองคำฝังเพชรแล้ว ต่อไปพวกเราคงต้องพึ่งเธอละนะ”
โหยวโยวยิ้มอย่างสงวนท่าที แต่ปิดแววภาคภูมิใจไม่มิด
จังหวะนี้มีชายหนุ่มร่างผอมสูงคนหนึ่งเดินมาทางพวกเธอ พอโหยวโยวเห็นเขา ก็ตรงเข้าไปหาอย่างดีใจ คล้องแขนเขาเดินเข้ามา แนะนำว่า “นี่คือจางเจี้ยน คู่หมั้นของฉันจ้ะ”
จางเจี้ยนออกตัวว่า “ขอโทษทีครับ พอดีระหว่างทางรถติดนิดหน่อย” แต่สีหน้าไม่มีแววรู้สึกผิดสักนิด ซูจิ่นรู้สึกตงิดอยู่ในใจว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีความจริงใจให้คนอื่น
ยังไงก็พบหน้ากันครั้งแรก ทุกคนจึงพากันยืนขึ้นอย่างยังเกรงใจอยู่มาก แต่ละคนต่างแนะนำตัวเองและจับมือกับชายหนุ่มหน้าใหม่เสร็จ ถึงค่อยนั่งลงอีกครั้ง
จางเจี้ยนหน้าตาไม่ขี้เหร่และคุยเก่งพอสมควร ดังนั้นถึงแม้จะแสดงท่าทียกตนข่มท่านอย่างลูกคนรวยอยู่บ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศบนโต๊ะก็ยังคงครื้นเครงเข้ากันได้ดีอยู่
ผู้ชายสองคนนั่งคุยเรื่องแนวโน้มของราคาที่ดินในปีนี้กันอยู่ตรงนั้น สือเสียวหย่ากับโหยวโยวก็แสดงความเห็นบ้างเป็นช่วงๆ แต่ซูจิ่นมักจะไม่ค่อยพูดต่อหน้าคนที่ไม่สนิทมาแต่ไหนแต่ไร จึงแค่อมยิ้มจิบเหล้า ทำหน้าที่ผู้ฟังโดยไม่ได้ร่วมวงคุยด้วยนัก
ดื่มกันไปได้สองรอบ เมื่อทุกคนต่างทำตัวตามสบายมากขึ้น จางเจี้ยนหันไปพูดกับซูจิ่นว่า “คุณซูเงียบจังครับ เรื่องที่พวกเราคุยกันน่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า?”
ซูจิ่นรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่หรอกค่ะ พวกคุณคุยได้สนุกมากต่างหาก...”
“เธอไม่สนิทกับคุณ ถึงได้แกล้งนั่งไว้มาดหรอกค่ะ ความจริงเธอน่ะพูดมากค่ะ แถมพูดทีไรทำชาวบ้านอึ้งกิมกี่ทุกทีด้วย” โหยวโยวพูดแทรกขึ้นแฉตัวจริงของเพื่อนสาวโดยไม่รอให้เจ้าตัวพูดจบ
ซูจิ่นแกล้งทำเป็นค้อนใส่เพื่อนผู้แฉความลับอย่างโมโห พูดเสียงเหี้ยม “เธอนี่ไม่มีไว้หน้าเพื่อนฝูงบ้างเลยนะยะ!” เท่ากับยอมรับที่โหยวโยวพูดกลายๆ ทุกคนจึงพากันหัวเราะขัน
ดวงตาจางเจี้ยนทอประกายสนใจ
“แฟนของคุณซูไม่ได้มาด้วยหรือครับ?”
ซูจิ่นนึกไม่ถึงว่าหัวข้อที่คุยจะวกมาที่เรื่องนี้กะทันหัน อึ้งไปเล็กน้อย ค่อยพูดเสียงเรียบ “เพิ่งจะเลิกกันน่ะค่ะ”
เมื่อได้ยิน แววสนใจในดวงตาของจางเจี้ยนยิ่งเข้มขึ้น เหมือนคิดจะถามอะไรต่อ แต่ถูกโหยวโยวตัดบทว่า
“อย่าเห็นว่าเสียวจิ่นดูเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เชียวนะคะ เธอน่ะเป็นหญิงเหล็กเลยแหละ แฟนของเธอคงไม่ได้มาตรฐานของเธอตามเคย เลยถูกเธอสลัดทิ้งแหงๆ”
ซูจิ่นยิ้มบางๆ โดยไม่ได้ต่อคำ มองโหยวโยวอย่างไม่กระโตกกระตาก
คืนนี้โหยวโยวดูแปลกมาก เหมือนกลัวว่าเธอจะแย่งคู่หมั้นยังไงยังงั้น ดูท่าทางโหยวโยวคงลืมไปแล้วว่าคนที่ตั้งเป้าจะแต่งงานกับคนรวยน่ะ มีแต่ตัวเจ้าหล่อนคนเดียว ส่วนซูจิ่นไม่เคยมีความคิดแบบนั้นมาก่อน...ถ้าเป็นหนุ่มหล่อละก็ เธอคงจะมองนานขึ้นหน่อยอยู่หรอก แต่หน้าตาระดับจางเจี้ยนนี่ เธอขี้เกียจจะชายตาแลเสียด้วยซ้ำ
ไม่นึกว่าจางเจี้ยนจะไม่สะดุ้งถอยกรูดเพราะฉายาหญิงเหล็กอันแข็งแกร่งของซูจิ่น ซ้ำยังนึกสนใจมากกว่าเดิม
“อ้อ? คุณซูทำงานที่ไหนหรือครับ?”
ซูจิ่นตอบสั้นๆ “เครือจั๋วเยว่ค่ะ” เห็นจางเจี้ยนทำท่าจะซักต่อ ก็รีบลุกขึ้นด้วยสีหน้าขออภัย “ขอโทษนะคะ ฉันขอไปเติมเครื่องสำอางหน่อย” จบคำก็หยิบกระเป๋า ลุกไปที่ห้องแต่งหน้า
ในห้องแต่งหน้ากว้างใหญ่หรูหราว่างเปล่าไม่มีคน ซูจิ่นนั่งลงหน้ากระจกแต่งหน้า ทาลิปสติกบางๆ ช้าๆ
โหยวโยวตามหลังเข้ามาแทบจะติดๆ อย่างที่คิด ซูจิ่นมองเพื่อนสาวผ่านเงาสะท้อนในกระจก พูดอย่างไม่เกรงใจ
“ฉันไม่สนใจคู่หมั้นของเธอ เธอไม่จำเป็นต้องระวังฉันเหมือนระวังโจรขนาดนั้น” เห็นโหยวโยวหน้าตึง ก็เสริมว่า “อีกอย่าง ถ้าเธอเห็นว่าเขาเป็นคนชอบหลีสาวไปทั่ว ก็อย่าไปแต่งกับเขา ฉันแค่ดูเธอก็เหนื่อยแทนแล้ว”
การแสดงออกของคู่หมั้นทำให้โหยวโยวเสียหน้ามากอย่างไม่ต้องสงสัย ดูเหมือนเธอเองได้มาถึงขอบเหวของอารมณ์แล้วเหมือนกัน พอถูกซูจิ่นสะกิด จึงพูดเสียงดังอย่างอดใจไม่อยู่
“คนอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรมาสอนฉัน?”
ซูจิ่นหันหน้าไป “‘คนอย่างฉัน’ น่ะอย่างไหน? ฉันถือว่าเธอเป็นเพื่อนหรอกนะถึงได้เตือนเธอน่ะ”
โหยวโยวยิ้มเย็นชา “เกิดมาก็อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ไม่ต้องตั้งใจแต่งหน้าหน้าก็สวยเด้งล่อผู้ชายได้ ตัวเธอที่ตั้งแต่เล็กจนโต เรื่องเดียวที่ต้องทำคือทำตัวเป็นเด็กดีให้พ่อแม่ผู้ใหญ่พอใจ มีสิทธิ์อะไรมาติคนที่ทุกอย่างต้องพยายามด้วยตัวเองถึงจะได้มาอย่างฉันไม่ทราบ?”
ซูจิ่นเบิกตากว้างมองคนพูด โดนคำพูดเคียดแค้นเต็มพิกัดของอีกฝ่ายทำเอาอึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ดูเหมือนโหยวโยวจะยังพูดไม่พอ ใส่ต่อว่า
“เมื่อก่อนฉันริษยาเธอมาก แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะจนถึงตอนนี้ เธอก็ยังเป็นแค่เจ้าหญิงเอาแต่ใจที่ซ่อนตัวอยู่แต่ในปราสาทแก้วสมมุติของตัวเองทั้งวันโดยไม่ยอมเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างจริงจังเท่านั้น! ในโลกของเธอมีแต่ตัวเธอเอง และเธอไม่แม้แต่จะยอมรับผิดชอบตัวของเธอเองด้วยซ้ำ”
ซูจิ่นเองก็โกรธเป็นเหมือนกัน มีหรือจะยอมถูกโหยวโยวใส่เอาๆ แบบนี้? หลังค่อยตั้งตัวได้เล็กน้อยจากการระเบิดอารมณ์ใส่ไม่ยั้งของเพื่อนสาว ก็ลุกพรวด ขึ้นเสียงซัดกลับไปว่า
“ผู้หญิงที่ไม่มีผู้ชายแล้วอยู่ไม่ได้อย่างเธอล่ะ มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน? เด็กดี? เธอนึกว่าเป็นเด็กดีง่ายนักรึไง? การเรียนต้องเด่น งานอดิเรกต้องมีคลาส อายุยังไม่ถึงยี่สิบก็ต้องห่างบ้านไปเรียนต่อเมืองนอก อย่างไหนบ้างที่ไม่ต้องพยายาม? เธอนึกว่ามีแต่เธอคนเดียวที่พยายามรึไง?” พูดถึงตรงนี้ ซูจิ่นแค่นเสียงเย็นชา “ฉันแค่ไม่ได้ทุ่มความพยายามที่ตัวผู้ชายเหมือนอย่างเธอเท่านั้น”
ทุกวันหลังเลิกเรียน ได้แต่ตาปรอยดูพวกเพื่อนๆ เล่นกันข้างนอก ส่วนตัวเองต้องซ้อมดีดเปียโนอยู่ที่บ้าน วันเวลาที่ต้องถูกคุณครูตีเอาบ่อยๆ คุณเธอเคยลองไหมล่ะ? อายุสิบหกก็ต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมืองตามลำพัง วันเวลาที่ทั้งเหงาทั้งกลัวจนต้องซุกตัวร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม คุณเธอเคยลองไหมล่ะ?
ทำไมใครๆ ถึงมักจะคิดว่าคนอื่นได้อะไรมาง่ายๆ สบายๆ กันทั้งนั้น มีแต่ตัวเองที่ลำบากลำบนเหลือเกิน?
โหยวโยวยิ้มแดกดัน “ฉันทุ่มความพยายามที่ตัวผู้ชายแล้วไงล่ะ? อย่างน้อยๆ ฉันก็มีความฝัน และฉันได้พยายามทำให้ความฝันเป็นจริง ส่วนเธอล่ะ? ชอบดนตรี ทั้งที่สอบเข้าวิทยาลัยดนตรีได้แท้ๆ แต่ดันกลัวว่าตัวเองจะไม่มีพรสวรรค์ เลยเปลี่ยนใจเอานาทีสุดท้ายไปเรียนธุรกิจที่ตัวเองไม่ได้ชอบ ชอบโบราณคดี แต่ไม่กล้าทิ้งชีวิตที่มั่นคงไปใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนเลื่อนลอย...นี่แหละคือเธอ ดอกไม้ในเรือนกระจกที่ทั้งขี้ขลาดและอ่อนแอ กลัวการเผชิญหน้ากับชีวิต รู้จักแต่หลบซ่อนอยู่ในปราสาทของตัวเอง ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ยอมก้าวออกมาไล่ตามความฝันของตัวเอง ชีวิตแบบนี้มันน่าสมเพชมาก ไม่ใช่รึไง?”
ถูกโหยวโยวพูดจี้ใจดำเข้าให้ ซูจิ่นหน้าซีดขาว หอบหายใจถี่ๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือวิ่งออกไป
เธอแค่ไม่ชอบต้องเสียใจ ไม่ชอบต้องล้มเหลวเท่านั้น แบบนี้ก็ผิดด้วยหรือ?
เผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างมีสติ เลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด แบบนี้ก็ผิดด้วยหรือ?
ความฝันคืออะไร?
ความฝันยังไงก็เป็นได้แค่ความฝันไม่ใช่หรือ?
เธอใช้ชีวิตอยู่กับความจริงมากหน่อย แล้วมันผิดตรงไหน?
ยายบ้าโหยวโยว! ตัวเองอารมณ์ไม่ดีแล้วต้องมาพลอยทำเธออารมณ์เสียไปด้วย เธอจะต้องไม่ถูกยายนั่นทำให้โมโห เธอจะต้องไม่โมโห
หญิงสาวบอกตัวเองแบบนี้ขณะที่ก้าวยาวๆ ไปยังประตูทางออกโดยไม่มองซ้ายมองขวา แต่แล้วกลับถูกคนคว้าแขนไว้ที่จุดรับฝากเสื้อและหมวก
“ชีวิตนี้พบพานกันได้ทุกที่ คนสวย”
น้ำเสียงยั่วเย้า แต่กลับฟังสุภาพอย่างมากดังขึ้นที่ข้างหู ซูจิ่นเงยหน้าขึ้น เม้มปากอย่างเคืองๆ
“คุณพนักงานส่งของด่วนนี่นา”
คืนนี้เสินอวี่แต่งตัวทันสมัยมาก ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตลำลองสีม่วงคราม ท่อนล่างสวมกางเกงสแล็กสีกรมท่า ถ้าซูจิ่นดูไม่ผิด ตรงปกเสื้อและขอบแขนเสื้อของเสื้อเชิ้ตทอเป็นลวดลายด้วยด้ายสีเงินเสียด้วย เสื้อผ้าหรูหราแบบนี้ เขาสวมแล้วดูไม่สำรวยสักนิด ซ้ำยังสง่างามน่ามองอีกด้วย เมื่อมาเข้าคู่กับนัยน์ตาดอกท้อที่ถึงจะซ่อนอยู่หลังแว่นตากรอบทอง ก็ยังสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าพันโวลต์ได้
คุณชายเพลย์บอยระดับท็อป...ประเมินเสร็จสิ้น
ซูจิ่นจงใจมองเสินอวี่จากศีรษะจรดเท้าอย่างไม่เกรงใจ แล้วหันไปมองสาวสวยมากที่แทบจะเกาะอยู่บนตัวเขา (ดูคุ้นตานิดๆ...ดีไม่ดีอาจจะเป็นดาราคนไหนซักคน แต่ต่อให้ใช่ก็ไม่น่าแปลกใจ...ยังไงพวกมาเฟียก็เกี่ยวข้องกับคนในวงการบันเทิงทั้งนั้นอยู่แล้ว...) ตามด้วยหันไปมองทางด้านหลังของเสินอวี่อย่างเผลอตัว...
เสินอวี่พูดยิ้มๆ ขัดจังหวะการสแกนของซูจิ่น
“ไม่ต้องกังวล เขาไม่ได้มา” เขาและเธอต่างรู้ดีว่าเธอกำลังมองหาฉินชวน
ซูจิ่นแอบระบายลมหายใจอย่างไม่ทราบว่าผิดหวังหรือโล่งใจ ปั้นยิ้มเสแสร้ง
“งั้นฉันต้องไปแล้ว ขอให้คุณเที่ยวให้สนุกนะคะ”
เพิ่งจะก้าวออกไปได้ก้าวเดียว ก็ถูกเสินอวี่คว้าต้นแขนไว้อย่างไม่รู้จักมารยาท
“คนสวยครับ ได้พบกันเท่ากับมีวาสนา ไม่ไปดื่มกันสักแก้วจะผิดต่อวาสนานี้ได้นะครับ”
“คนสวยตัวจริง” ที่อยู่ข้างๆ คนพูดเริ่มจะหน้าตึง ซูจิ่นมองชายหนุ่มคล้ายจะยิ้ม “ก็ดีค่ะ”
มีหนุ่มหล่อเสนอตัวขอดื่มเหล้าเป็นเพื่อน ถ้าเธอยังบ่ายเบี่ยงอีก เธอก็ไม่ใช่ซูจิ่นแล้ว
ผู้ชายระดับเขา ถ้าเป็นในโฮสต์คลับ เธอคงไม่มีปัญญาจ้างมาดื่มด้วยแน่
ดูเหมือนเสินอวี่จะเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไร แววยิ้มในดวงตาจึงเข้มขึ้น หันกลับไปกระซิบกับสาวสวยข้างๆ ตัว 2-3 คำ
สาวสวยถลึงตาเขียวปัดใส่ซูจิ่น แล้วเดินเข้าไปในบาร์ก่อนเพียงลำพัง
แน่มาก! ซูจิ่นเดินตามเสินอวี่กลับเข้าไปข้างในอีกครั้งอย่างนึกนับถือเต็มที่ แต่เลี่ยงจากพวกโหยวโยวไปที่อีกโซนหนึ่ง
นั่งลงเคียงกันบนเก้าอี้สตูลหน้าเคาน์เตอร์ของบาร์ เสินอวี่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า “ขอแนะนำตัวอีกครั้งนะครับ ผมชื่อ เสินอวี่ อาชีพหลักคือศัลยแพทย์...”
ซูจิ่นแขวะต่อให้ว่า “อาชีพรองคือพนักงานส่งของด่วน งานอดิเรกของคุณไม่เหมือนใครดีค่ะ”
เสินอวี่แกล้งยิ้มไม่รู้เรื่อง “ทำนานๆ ครั้งเท่านั้นครับ”
ซูจิ่นคิดเล็กน้อย แล้วถามอย่างปุบปับ
“คุณเป็นอะไรกับเขาคะ?”
ในเมื่อเสินอวี่เป็นหมอ งั้นก็น่าจะไม่ใช่คนในแก๊งของฉินชวน
“เขาเป็นลูกผู้น้องของผมครับ” เสินอวี่ตอบอย่างไม่เลี่ยงธรรมเนียม
ซูจิ่นถอนหายใจชมปานละเมอ
“ดูท่าทางยีนของครอบครัวพวกคุณนี่ดีจริงๆ”
ไม่นึกว่าอยู่ๆ เธอจะได้ข้อสรุปออกมาอย่างนี้ เสินอวี่งงไป ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“คุณนี่น่าสนใจมากจริงๆ”
ซูจิ่นทำเป็นไม่ได้ยินคำวิจารณ์ไร้สาระของอีกฝ่าย ตั้งอกตั้งใจดื่มเบียร์ ชายหนุ่มค่อยนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่คิดจะถามเธอมาตั้งแต่เมื่อครู่ก่อน
“เมื่อกี้คุณเป็นอะไรไปหรือครับ? ดูตอนคุณออกมาจากข้างใน หน้างี้บึ้งเชียว”
หญิงสาวดื่มเบียร์ในแก้วจนหมดในรวดเดียว ค่อยเม้มปากตอบว่า “ทะเลาะกับเพื่อนน่ะค่ะ”
“ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?” นิสัยชอบซอกแซกของเสินอวี่เริ่มแผลงฤทธิ์เต็มที่อีกครั้ง
“ผู้หญิงค่ะ” ซูจิ่นตอบเสียงเรียบเฉย
ชายหนุ่มยิ้ม “ผู้หญิงทะเลาะกัน โดยมากจะเพราะผู้ชาย ใครหนอโชคดีอย่างนี้ ถูกสาวสวยสองคนมีใจให้?”
หญิงสาวเหล่ตาใส่คนพูดอย่างไม่เกรงใจ
“ที่คุณคิดน่ะไม่เฉียดประเด็นเลยซักนิด ไม่ต้องเดาซี้ซั้วแล้วค่ะ”
อาจเป็นเพราะท่าทางปล่อยตัวไม่สำรวมของเสินอวี่ หรืออาจเป็นเพราะเขาเป็นญาติสนิทของฉินชวน ทำให้เธอรู้สึกว่าทำตัวห่างเหินใส่เขาไม่ได้ เหมือนสนิทกันมากมาแต่แรกเริ่มยังไงยังงั้น
เสินอวี่ไม่ถือสาคำพูดไม่เกรงใจของเธอ อยู่ๆ ก็ดึงเธอลุกขึ้นยืน
“ไปกันเถอะ อารมณ์ไม่ดีก็อย่าดื่มเหล้าแก้กลุ้มเลย ออกไประบายอารมณ์กันดีกว่าครับ”
มีหนุ่มหล่อเป็นเพื่อน น่าปลื้มแบบนี้มีหรือจะไม่ไป? ซูจิ่นลุกขึ้นตามเขาอย่างยังไงก็ได้ เดินไปได้ครึ่งทาง ค่อยถามอย่างนึกขึ้นมาได้
“สาวสวยคนนั้นของคุณล่ะคะ จะทำยังไง?”
ดูเหมือนเสินอวี่จะปัดสาวสวยคนนั้นออกไปจากสมองแล้วเหมือนกัน จึงยิ้มเรี่ยๆ “เธอกลับเองได้แหละครับ”
ซูจิ่นเหลือกตาใส่...ออกเดตกับสาวแบบนี้ก็ได้ด้วยเรอะ?
“คบกับคุณนี่ต้องลำบากแหงๆ”
“ไม่หรอกครับ” เสินอวี่หันกลับมาอธิบายอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ผมน่ะดีกับแฟนมากเลยนะ แต่คนเมื่อกี้ไม่ใช่แฟนผม เป็นแค่เพื่อนธรรมดาเท่านั้น”
ซูจิ่นแค่นหัวเราะเสียงหยัน ไม่ต่อความบทสนทนาไร้สาระนี้อีก
ไปถึงที่จอดรถ หญิงสาวเดินวนรอบรถสปอร์ตของเขาไปหนึ่งรอบ “บูกัตติคันนี้ ฉันเคยเห็นในงานมอเตอร์โชว์ปีที่แล้ว ฟังว่าราคาขายยี่สิบห้าล้าน[1]”
ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้เธอ รอจนเธอเข้าไปนั่งเรียบร้อย จึงปิดประตูรถให้ อ้อมไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับ ค่อยพูดเรื่อยๆ
“ไม่ใช่คันนั้นครับ คันนี้ของผมสั่งผลิตจากโรงงานโดยตรง”
เห็นซูจิ่นดูการออกแบบภายในรถอย่างครุ่นคิดโดยไม่พูดอะไร ก็อดถามไม่ได้ “คิดอะไรอยู่หรือ?”
“ฉันกำลังคิดว่า...ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าศัลยแพทย์หาเงินได้มากขนาดนี้” หญิงสาวตอบหน้าตาเฉย
เสินอวี่รู้ดีว่าเธอกำลังแขวะเขาเรื่องปิดบังฐานะ หลังจากออกรถแล้วค่อยพูดยิ้มๆ
“บังเอิญว่าผมทำงานในโรงพยาบาลของบ้านตัวเองน่ะครับ”
ซูจิ่นไม่พูดอะไรอีก หลับตาลงตั้งใจฟังเสียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อน
ชายหนุ่มเห็นท่าทางของเธอดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ ในใจพลอยรู้สึกสงบอย่างประหลาด ราวกับว่าในพริบตานี้ เสียงอึกทึกจอแจของเมืองได้ถูกกักไว้ที่นอกหน้าต่างรถ
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือครับ?” อยู่ๆ เขาก็นึกอยากรู้อย่างมาก
อึดใจใหญ่ ซูจิ่นค่อยตอบว่า “กำลังตั้งใจสัมผัสกับความรู้สึกของการได้นั่งอยู่ในรถที่แพงที่สุดในโลกค่ะ”
ชายหนุ่มหัวเราะแบบไม่มีเสียง
เป็นผู้หญิงที่ตรงไปตรงมาชะมัด ทั้งที่เป็นสามัญชนแท้ๆ กลับดูเหมือนมีบุคลิกไม่หวั่นไหวต่อความเสื่อมลาภและสรรเสริญโดยธรรมชาติ แม้จะเป็นคำพูดดูถูกอย่างมากหรือฟังดูงกมาก แต่พอเธอเป็นคนพูดออกมา จะแฝงอารมณ์แดกดันเหมือนมีเหตุผลอยู่
“ถ้าชอบ วันหน้าผมพาคุณออกมานั่งรถกินลมบ่อยๆ ได้นะครับ”
ซูจิ่นคิดเล็กน้อย แล้วโค้งเรียวปาก
“งั้นขอรีเควสต์นิดหน่อยได้หรือเปล่าคะ?”
“ลองว่ามาดูครับ”
“ความจริงฉันค่อนข้างชอบนั่งรถโรลสรอยซ์มากกว่า ที่นั่งมันกว้างกว่ากันเยอะน่ะค่ะ” ซูจิ่นพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เสินอวี่หัวเราะลั่น เธอนี่ตัวกวนโอ๊ยจริงๆ
มือถือสั่นขึ้นมาในจังหวะนี้ หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบขึ้นมาดู โหยวโยวส่งข้อความมาให้
“ขอโทษที คืนนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี เผลอทำตัวแย่”
หลังจากดูข้อความ ซูจิ่นค่อยอารมณ์ดีขึ้น พิมพ์ตอบกลับไปว่า
“ช่างมันเถอะ ยายปากจัด เห็นแก่ที่เธอพูดเป็นความจริงทั้งนั้น จะยกโทษให้เธอสักครั้ง”
โหยวโยวตอบกลับมาว่า
“แล้วเธอปากไม่จัดหรือยะ? เธอน่ะแทบจะชี้หน้าฉันแล้วด่าว่ายายดอกทองเชียวนะ”
ซูจิ่นหัวเราะคิกอย่างกลั้นไม่อยู่
“พอกันแหละย่ะ เธอชอบเงิน ฉันชอบหนุ่มหล่อ ต่างคนต่างไม่ต้องเยาะเย้ยกันแล้ว เธอคอยเฝ้าตู้เอทีเอ็มเดินได้ของเธอให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
มือถือไม่มีปฏิกิริยาอยู่นาน ซูจิ่นนึกว่าเพื่อนสาวจะไม่ตอบกลับมาอีกแล้ว ไม่นึกว่าผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ส่งมาอีกหนึ่งข้อความ
“ความจริงฉันน่ะอิจฉาเธอนะ ไม่ยอมโตก็ดีเหมือนกัน หลายปีมานี้บุคลิกเธอก็ยังสะอาดมากอยู่เหมือนเดิม”
ซูจิ่นเผลอใจลอยไปชั่วครู่ ยิ้มบางๆ พิมพ์ลงไปอีกประโยค
“ฉันจะพยายามโตแล้วจ้ะ บางทีเธออาจจะพูดถูก ชีวิตที่อยู่แต่ในแผนที่วางไว้ทุกอย่าง ยังไงก็ซีดขาวไม่มีแรงเกินไป”
เสินอวี่ใช้หางตาปรายดู เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ถามอย่างอยากรู้
“คุณคงไม่ได้คืนดีกับเพื่อนของคุณแล้วหรอกนะฮะ?”
หญิงสาวตอบอย่างอารมณ์ดี “ครั้งนี้เดาถูกแล้วค่ะ”
ชายหนุ่มยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
ผู้หญิงนี่นะ...
ซูจิ่นเงยหน้าขึ้นมองไปนอกกระจก เสินอวี่พาเธอมาถึงบนเขาอวี้ปี่[2]แน่ะ ที่นี่คือภูเขาสวนสาธารณะใจกลางเมือง เมืองทั้งเมืองต่างสร้างขึ้นล้อมรอบมัน ชมวิวกลางคืนของเมืองจากบนเขา ก็ให้อารมณ์สุนทรีย์ไปอีกแบบ
ลงจากรถแล้ว ซูจิ่นวิ่งไปที่รั้วล้อมของลานกว้างบนยอดเขา มองพื้นที่ซึ่งเดิมทีมีแต่ตึกสูงแน่นขนัดแปรเปลี่ยนเป็นไข่มุกสารพัดสีร้อยเรียงกันสายแล้วสายเล่า เมืองแห่งกิเลสที่เต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อแห่งนี้กลับดูน่าหลงใหลเป็นพิเศษในยามราตรี บางทีอาจเป็นเพราะความสกปรกและกิเลสทั้งมวลต่างถูกความมืดของยามค่ำดูดซับไว้
“ตอนแรกผมตั้งใจจะพาคุณมาที่ที่มองเห็นได้ไกลๆ จะได้ผ่อนคลายอารมณ์ แต่ดูท่าทางจะเกินจำเป็นซะแล้ว” เสินอวี่เดินตามมาถึง ยืนอยู่ข้างหลังเธอ
“ไม่เลยค่ะ ตอนนี้ฉันอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณนะคะ” ซูจิ่นพูดอย่างจริงจัง
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ
“ดูเหมือนคุณไม่กลัวเลยซักนิดว่าผมจะคิดทำอะไรมิดีมิร้าย?”
หญิงสาวตอบเนือยๆ “ความจริงยิ่งเป็นผู้ชายแบบคุณ ยิ่งปลอดภัยค่ะ”
“อ้อ? เพราะอะไรหรือครับ?” เสินอวี่ซักอย่างผิดคาดไม่น้อย
“เพราะคุณจะหว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิงเท่านั้น ไม่มีทางบังคับใจผู้หญิง ดังนั้นขอแค่ฉันคุมตัวเองให้ดีๆ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” ซูจิ่นยิ้มกว้างพลางอธิบาย
ชายหนุ่มถามอย่างหยั่งเชิง
“งั้นคุณรู้สึกว่าจะคุมตัวเองไม่อยู่บ้างซักนิดไหมครับ?”
ซูจิ่นคิดเล็กน้อย แล้วตอบว่า
“ไม่มีค่ะ เพราะตอนนี้ฉันอยากกลับบ้านไปนอนแล้ว”
เสินอวี่หัวเราะลั่นอีกครั้ง
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] 25 ล้านหยวน ประมาณ 130-150 ล้านบาท
[2] เขาอฺวี้ปี่ (玉笔山 : Yubi shan : อฺวี้ปี่ซาน) แปลว่า เขาพู่กันหยก