หัวข้อ : บทที่ 6 ยาย “เต่าหดหัว” (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:48

บทที่ 6 ยาย “เต่าหดหัว” (1)

 

วันพุธ รายงานการประเมินที่ซูจิ่นส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการได้รับการอนุมัติให้ผ่านแล้ว ทางบริษัทจะเสนอความประสงค์จัดซื้อต่อบริษัทอุตสาหกรรมหนักหลิงซีอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

หลังจากเริ่มเจรจากันแล้ว คาดว่าจะยุ่งมากกันอีกครั้ง แต่เฉพาะไม่กี่วันนี้ ซูจิ่นยังค่อนข้างว่างดีอยู่

วันศุกร์เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชินี ทั่วประเทศหยุดงานหนึ่งวัน ทางสถานีโทรทัศน์มีการถ่ายทำรายการพิเศษถวายแด่พระราชินีโดยเฉพาะอีกด้วย

ในพระราชวัง ย่อมจะมีการจัดกิจกรรมสารพัดอย่างเช่นกัน ฟังว่าเจ้านายของหลายๆ ประเทศต่างมาร่วมในงานนี้ แต่แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่อย่างใด ได้แต่รอดูว่าหลังจบงานแล้ว จะมีสื่อที่แน่พอจนคว้าข่าวซอกแซกออกมาแบ่งปันกับทุกคนได้บ้างหรือเปล่า

ดังนั้นวันพระราชสมภพของพระราชินี ซูจิ่นจึงใช้ไปอย่างสงบกับการนอนหลับเพื่อถนอมความงาม

ส่วนฉินชวนก็นั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับมายังตี้ตู เพื่อเข้าร่วมในงานเลี้ยงวันเกิดเสด็จแม่ของเขาในตอนที่ซูจิ่นนอนหลับ

ชายหนุ่มไม่ค่อยชอบออกงานสังคมนัก แต่ในฐานะที่เป็นพระราชวงศ์ บ่อยครั้งที่เรื่องเข้าสังคมแบบนี้เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ หลังจากฝืนข่มความรำคาญกล่าวทักทายกับทูตจากประเทศต่างๆ แล้ว พระราชินีทรงเรียกฉินชวนมาหาตรงหน้า

“แม่อึดอัดนิดๆ เฮ่าเยว่ออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนแม่หน่อยนะจ๊ะ”

พระราชินีพระชนมายุเกินห้าสิบพรรษาแล้ว แต่เพราะถนอมผิวพรรณได้ดีมาก ดูแล้วจึงเหมือนยังแค่สามสิบเศษ อิ๋งเฮ่าเยว่หน้าเหมือนพระนางอยู่แล้ว เมื่อพระนางสวมชุดพิธีการเดินอยู่เคียงข้างโอรส ทั้งสองจึงดูเหมือนพี่สาวกับน้องชายมากกว่า

(อ่านมาถึงตรงนี้ หากผู้อ่านท่านใดยังไม่ทันได้สังเกตว่า “ฉินชวน” ก็คือ “อิ๋งเฮ่าเยว่” ขอแนะนำอย่างยิ่งให้ย้อนกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่อีกรอบนะคะ)

หน้าหนาวของตี้ตูไม่ได้อุ่นไปกว่าเมืองปู้ ที่ว่าออกไปเดินเล่น ก็แค่เดินทะลุผ่านอุทยานและระเบียงเข้าไปในห้องบรรทมของพระราชินีเท่านั้น

ประคองผู้เป็นแม่นั่งลงบนโซฟาแล้ว ชายหนุ่มก็ยืนตัวตรงมีสง่าอยู่ข้างๆ ท่านด้วยความเคยชิน รอจนนางกำนัลที่อยู่งานชงน้ำชาเสร็จยกเข้ามา พระราชินีค่อยบัญชาให้นางกำนัลออกไป

“เสี่ยวเยว่นั่งลงคุยกันเถิดจ้ะ” พระราชินีชี้ที่เก้าอี้โซฟาทางขวามือ แสดงความหมายให้โอรสนั่งลงตรงนั้น

เมื่อโอรสนั่งลงเรียบร้อยแล้ว พระนางค่อยประคองถ้วยชาขึ้นจิบไปหนึ่งคำ หลังจากวางลงแล้ว ค่อยสรวลเบาๆ “เป็นผู้ว่าการรัฐมาสี่ปี เสี่ยวเยว่ก็ยังไม่ชอบออกงานสังคมอยู่ดีนะจ๊ะ แม่ละนึกว่าพวกเจ้าที่ดินทางนั้นจะฝึกลูกเรียบร้อยแล้วเสียอีก”

ผู้เป็นลูกตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“มีบางเรื่องที่ไม่มีทางชอบไปตลอดกาลพ่ะย่ะค่ะ”

“ตัวอย่างเช่น...ตำแหน่งตรงกลางพระตำหนักไท่จี๋นั่นหรือ?” พระนางมองหน้าโอรส ตรัสถามอย่างแฝงนัย

แววตาผู้เป็นลูกหม่นแสงลง เม้มปากไม่ตอบคำ

“เรื่องครั้งนี้ยังไม่ทำให้ลูกตื่นจากความฝันเรื่องพี่น้องรักใคร่ให้เกียรติกันนั่นอีกหรือจ๊ะ อิ๋งเฮ่าเยว่?” น้ำเสียงพระราชินีเปลี่ยนเป็นเข้มงวดเย็นชาแฝงแววดุดันทันควัน ชวนให้รู้สึกราวกับจากกำลังอาบสายลมอุ่นแห่งวสันต์ พลันเปลี่ยนมาเป็นตกอยู่ท่ามกลางพายุหิมะซัดกระหน่ำ

ผู้เป็นลูกหลุบตาลง ย้อนถามโดยไม่ตอบ

“เสด็จแม่ทรงคิดว่าหม่อมฉันเหมาะจะนั่งตำแหน่งนั้นจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

สีหน้าพระราชินีผ่อนคลายลงมาก ตรัสเสียงอ่อนโยนว่า

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เหมาะสมหรือไม่ แต่อยู่ที่เมื่อลูกได้นั่งตำแหน่งนั้นแล้ว ลูกจึงจะสามารถทำสิ่งที่ลูกอยากจะทำตลอดมาได้จ้ะ”

จะปฏิรูปก็ดี รวมอำนาจก็ดี หากไม่นั่งตำแหน่งนั้นอย่างแท้จริง ก็เป็นแค่ลมปากทั้งหมด

ท่ามกลางความอบอุ่นนี้ เงาร่างของผู้เป็นลูกยิ่งดูหนาวเหน็บ

“ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

พระราชินีแย้มสรวลอย่างพอใจ

“ลูกกลับมาครั้งนี้ แม่อยากให้ลูกไปพบคนสัก 2-3 คนจ้ะ”

 

<>::<>::<>

 

วันเสาร์ เวลาหกโมงเย็น เหวินฉี่ตงมารอที่ใต้ตึกคอนโดของซูจิ่นอย่างตรงเวลา

เลกซัส LS600 สีดำ หรูแบบเรียบๆ อย่างมาก

เหมือนรถแบบที่เขาจะขับจริงๆ หญิงสาวคิดอย่างไร้สาระนิดๆ ระหว่างที่เหวินฉี่ตงเปิดประตูรถให้เธอ

ตอนปรึกษากันเรื่องเวลาและสถานที่นัดพบก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มได้ขอความเห็นเรื่องร้านอาหารจากซูจิ่นก่อนแล้ว ซึ่งเธอก็เสนอร้านอาหารในโรงแรมที่แพงที่สุดของเมืองปู้อย่างหน้าด้านไร้ยางอายมาก CEO หนุ่มตอบตกลงทันทีอย่างไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย ดังนั้นเวลานี้ทั้งสองจึงมุ่งหน้าตรงไปยังโรงแรมซึ่งตั้งอยู่กลางภูเขาชานเมืองแห่งนั้น

ผู้ชายใจสปอร์ตมักจะทำให้ผู้หญิงใจเต้นได้ง่าย

ซูจิ่นมองไฟถนนที่นอกหน้าต่างเลื่อนถอยหลังไปทีละดวงๆ แต่สิ่งที่มองเหล่านี้กลับไม่ได้ผ่านเข้าสู่สมองเลย หญิงสาวกำลังใช้สมองทั้งหมดของตัวเองคิดใคร่ครวญว่าก้าวแรกในการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง คือควรจะรวบรวมความกล้าแต่งงานกับผู้ชายที่ถูกชะตาสักคนหรือเปล่า?

เธอไม่เคยปฏิเสธว่าเหวินฉี่ตงเป็นคนที่เธอถูกชะตาด้วยอย่างมาก แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ถึงเขาจะเป็นไก่ที่ดูน่ากินมาก แต่เขาเป็นไก่วัด ส่วนตัวเธอนั้นมองว่าตัวเองเป็นสมภารที่ฉลาด ไม่คิดที่จะกินไก่วัด ดังนั้นหากเป็นตัวเธอเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน จะไม่มีทางหันมาพิจารณาเรื่องนี้เด็ดขาด

แต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากถูกโหยวโยวระเบิดอารมณ์ชี้หน้าด่าเสียยับเยิน ตลอดหนึ่งสัปดาห์มานี้ ซูจิ่นได้นั่งพิจารณาตัวเองเรื่องชีวิตในปราสาทแก้วอย่างลึกซึ้ง

ขี้ขลาด อ่อนแอ นักหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมืออาชีพ...ความจริงแล้วชีวิตที่ดูเหมือนราบรื่นไปทุกอย่างของเธอ ได้ทำให้ก่อนหน้านี้เธอต้องพลาดทิวทัศน์อันงดงามชวนตะลึงมากมายที่จะปรากฏให้เห็นก็แต่เฉพาะตำแหน่งที่อันตรายเท่านั้น เพราะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของเธอนี่แหละ และในตอนนี้ เหวินฉี่ตงคือคนที่คู่ควรแก่การลองเสี่ยงดูใช่ไหม?

ซูจิ่นเป็นคนประสาทค่อนข้างทื่อ แต่ไม่ได้ซื่อบื้อแน่ๆ ความจริงเธอรู้สึกอยู่เลาๆ ว่าเหวินฉี่ตงสนใจเธอ...ถึงเธอจะนึกไม่ออกก็ตามทีว่าทำไมเขาถึงได้สนใจ จากที่เธอคะเน ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสาวเพียงคนเดียวบนชั้น 22…

คนอย่างเหวินฉี่ตงนั้น ไม่มีทางเป็นอย่างที่เขียนอยู่ในนิยายรักว่ามีเวลาออกไปหลีสาวได้ทั้งวันหรอก ความจริงโอกาสที่เขาจะได้รู้จักผู้หญิงมีไม่มากนัก และเธอก็เป็นหอสูงริมน้ำ[1]อย่างไม่ต้องสงสัย...แต่จะได้จันทร์หรือไม่ บางครั้งก็ต้องดูกันที่วาสนา

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่ขึ้นมาแต่หัวค่ำพลางคิดอย่างสบายอารมณ์

ปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า สำหรับเธอแล้ว เหวินฉี่ตงยังมีเรื่องที่เธอไม่รู้มากเกินไป ถ้าจะบังคับให้ตัดสินใจอะไรตอนนี้เลย จะเป็นการสุดโต่งอีกทางไปเสีย

แต่อย่างไรนับจากนี้ไป เธอจะไม่จงใจหลีกเลี่ยงเขาอีก จะเปิดโอกาสให้เขา และเปิดโอกาสให้ตัวเองด้วย ดูว่าความรู้สึกระหว่างเขากับเธอจะเป็นอย่างไร

ถ้าไปได้สวยละก็ เธอสังหรณ์ว่าเขาสามารถจะเป็นคู่ครองชั่วชีวิตได้

ในศีรษะเผลอผุดภาพดวงหน้ารูปงามไร้ที่ติของฉินชวนโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกใจหายจางๆ กรีดผ่านในหัวใจ

หากบอกว่าเหวินฉี่ตงคือดวงจันทร์ เธอรวบรวมความกล้านั่งยานอวกาศ ยังสามารถขึ้นไปยืนบนนั้นได้ อย่างนั้นสงสัยว่าฉินชวนจะเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใจกลางของระบบสุริยจักรวาลดวงนั้น เป็นขอบเขตที่วิทยาการในปัจจุบันยังไม่สามารถสัมผัสอย่างแท้จริงได้

ในเมื่อตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ก็ควรจะลืมความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงบางเรื่องไปเสียให้หมดได้แล้วกระมัง?

 

<>::<>::<>

 

ทำไมขุนนางใหญ่ในตี้ตูที่เขาได้พบ จะต้องมีลูกสาว หรือหลานสาว หรือน้องสาวกันทุกคนนะ?

เขารู้สึกเหมือนหลงกลเสด็จแม่เข้าให้เสียแล้ว ร่วมกันปรึกษาแผนการใหญ่อะไรกัน นี่มันการดูตัวทางอ้อมชัดๆ

เมื่อขึ้นนั่งบนเครื่องบินส่วนตัวของเขาเองบินออกจากตี้ตูมุ่งหน้าสู่เมืองปู้ อิ๋งเฮ่าเยว่ค่อยรู้สึกโล่งอกเสียที

ยังดีที่ท่านเคานต์เซียนอวี๋ของเมืองปู้มีแต่ลูกชายและหลานชาย...

นึกถึงบรรดากุลสตรีตระกูลสูงที่ทั้งสวยทั้งฉลาด เรียบร้อยภูมิฐานเหล่านั้นแล้ว ชายหนุ่มต้องหงุดหงิดอยู่ในใจ

ด้วยอารมณ์ในตอนนี้ของเขา สงสัยต่อให้สาวๆ พวกนั้นแก้ผ้าจนเปลือยมายืนอยู่ตรงหน้า เขาก็คงไม่เกิดอารมณ์สักนิดแน่ๆ...

คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มเม้มปากนิดๆ ในดวงตามีแต่ความมุ่งมั่น

เขาไม่มีทางยอมประนีประนอมต่อทางราชวงศ์ในเรื่องการแต่งงานของเขาเด็ดขาด การแต่งงานที่เปลือกนอกรักกันดี ใจจริงห่างเหินกันอย่างเสด็จพ่อและเสด็จแม่ ไม่อยู่ในขอบเขตที่เขาจะยอมทนมาแต่ไหนแต่ไร

นี่มันตั้งศตวรรษที่ 21 แล้ว ทัศนคติเก่าๆ ของระบบศักดินาควรจะถูกทิ้งไปได้แล้ว ไม่ใช่หรือ?

 

<>::<>::<>

 

คฤหาสน์ศฤงคารได้ชื่อว่าเป็นภัตตาคารอาหารฉินขนานแท้ที่สุดในประเทศ จากสไตล์การก่อสร้าง การตกแต่งภายใน ไปจนถึงชุดที่พนักงานบริการสวม เป็นสไตล์ฉินโบราณทั้งหมด เมื่อเดินเข้าสู่คฤหาสน์ศฤงคาร ก็เหมือนกับได้ข้ามมิติเวลาย้อนกลับไปยังเมื่อสองพันปีก่อนในพริบตา

วันนี้ซูจิ่นจงใจสวมชุดฉินโบราณที่ดัดแปลงให้เป็นชุดสไตล์ร่วมสมัย สวมรองเท้าส้นสูงปักลวดลาย เดินอยู่ท่ามกลางศาลาหอเก๋ง ซึ่งดูแล้วเข้ากับบรรยากาศอย่างมาก

เดินวกไปวนมาอยู่ภายในเขตเรือนต่างๆ ที่ดูเหมือนเขาวงกต ขณะที่เดินวนจนซูจิ่นหลงทิศโดยสิ้นเชิง บริกรก็พาเธอกับเหวินฉี่ตงเข้าไปในหอน้อยริมทะเลสาบหลังหนึ่ง

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นดูป้ายด้านบนหอ บนป้ายเขียนด้วยตัวอักษรแบบโบราณว่า “ศาลาริมน้ำเสียงเสนาะ” (อย่าเข้าใจผิดเชียว ซูจิ่นอ่านอักษรฉินโบราณไม่ออกหรอก ที่เธอรู้ว่าเขียนว่าอย่างนี้ เป็นเพราะก่อนหน้านี้เห็นชื่อนี้บนป้ายบอกทางเท่านั้น)

เรือสำราญบนทะเลสาบจะแล่นวนเล่นการแสดงไปรอบทะเลสาบ ดังนั้นที่นั่งพิเศษริมทะเลสาบจึงเป็นห้องระดับ VIP ใน VIP ทั้งหมด ฟังว่าต่อให้จองล่วงหน้าหนึ่งเดือนยังได้ห้องยากมาก

เมื่อหญิงสาวนั่งลงเรียบร้อย ก็ถาม CEO หนุ่มอย่างสงสัยนิดๆ เหวินฉี่ตงตอบหน้าเฉยว่า

“โชคดีน่ะครับ ตอนผมโทรศัพท์มาจอง มีคนแคนเซิลห้องพอดี”

“งั้นหรือคะ” โชคดีจนประหลาดเกินไปหน่อยแล้ว ซูจิ่นอุบอิบอยู่ในใจ

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ “ตอนผมโทรจองที่ ผมสั่งอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ไว้ก่อนแล้ว 2-3 อย่าง คุณดูเมนูนะครับว่ามีอะไรอย่างอื่นที่อยากจะสั่งเพิ่มอีกไหม?”

อาหารของคฤหาสน์ศฤงคาร ส่วนใหญ่ต้องใช้ลำดับการเสิร์ฟหลายสิบขั้นตอน ดังนั้นปกติแล้ว อย่างน้อยที่สุดจะต้องตัดสินใจเลือกเมนูอาหารล่วงหน้าหนึ่งวัน อาหารที่หายากและยุ่งยากมากเป็นพิเศษบางอย่าง ฟังว่าต้องสั่งล่วงหน้าถึงครึ่งปี ดังนั้นมาถึงที่นี่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่าอาหารที่สามารถสั่งได้ทันทีมีน้อยมาก หลังจากสั่งแล้ว ยังต้องรออีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้รับประทาน

ซูจิ่นไม่ค่อยจะรู้เรื่องอาหารการกินมากนัก ลองอ่านรายการอาหารที่เขาสั่งไว้ดู เห็นบวกน้ำซุปออเดิร์ฟกับอาหารจานหลัก ก็มีตั้ง 12 อย่างเข้าไปแล้ว จึงรีบบอกว่า

“พอแล้วค่ะ”

เธอเกลียดการกินอาหารสิ้นเปลืองมาแต่ไหนแต่ไร เวลาไปโรงอาหารถ้ากินเหลือ ปกติเธอจะห่อกลับ แต่ในภัตตาคารแบบนี้...คงไม่มีใครห่อกลับกันแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ? ถ้ากินเหลือก็บาปตายเลย

เหมือนชายหนุ่มจะเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จึงอมยิ้ม

“ไม่ต้องกังวลหรอกครับ อาหารของที่นี่ไซส์เล็กมากทั้งนั้น ความจริงผมเป็นห่วงนิดๆ ด้วยซ้ำว่าจะกินกันไม่อิ่ม”

จังหวะนี้เรือสำราญบนทะเลสาบได้ลอยเข้ามาใกล้ฝั่งของทั้งสอง ซูจิ่นหันไปมองนอกหน้าต่าง เวลานี้วงดนตรีเครื่องสายโบราณกำลังบรรเลง เธอลองตั้งใจฟัง เหมือนจะเป็นดนตรีคลาสสิกดั้งเดิม “เมฆาตามบุหลัน”[2]

“คุณคงชอบเครื่องสายกับเครื่องเป่าของทางตะวันตกมากกว่าใช่ไหมครับ?” ชายหนุ่มเห็นเธอฟังอย่างตั้งใจ จึงถามอย่างอยากรู้นิดๆ

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่หรอกค่ะ ฉันก็ชอบพวกนี้ด้วยเหมือนกัน สมัยเด็กๆ ได้ดู ‘มารพิณพิฆาต’[3] ยังบ้าเห่อไปเรียนดีดพิณอยู่พักหนึ่งเหมือนโดนของเลยค่ะ”

ชายหนุ่มนึกภาพซูจิ่นดูละครจนขึ้นสมองแล่นไปเรียนดีดพิณ แล้วอดหัวเราะไม่ได้ เหมือนเป็นเรื่องที่เธอจะทำได้ลงจริงๆ ด้วย

กำลังคิดจะถามเธอว่าสุดท้ายเรียนแล้วเป็นยังไง บริกรก็เคาะประตูเข้ามาเสิร์ฟอาหาร

อาหารไซส์เล็กมากจริงๆ ด้วย ซูจิ่นดูจานเซรามิกพอร์ซเลนขนาดเล็กประมาณฝ่ามือที่ถูกยกมาวางลงตรงหน้าเธอแล้วแอบคิดในใจ

แต่การเสิร์ฟเป็นไปอย่างพิถีพิถันมาก จานอาหารของทั้งสองจะแยกกัน ซึ่งก็คือคนละหนึ่งจาน หลังจากกินจานนี้หมดจึงจะเสิร์ฟจานต่อไป ความจริงซูจิ่นอยากจะถามอย่างมากว่าอาหารแต่ละจานชื่อว่าอะไร แต่เห็นว่าถามไปก็จำไม่ได้ อีกอย่างคือดูเหมือนเหวินฉี่ตงจะเป็นคนไม่ค่อยนิยมพูดคุยเวลากินอาหาร เธอจึงเลิกล้มความคิดจะถาม หันมาตั้งอกตั้งใจเป็นนักกิน

ซูจิ่นออกจะข้องใจนิดๆ ทำไมพักนี้ผู้ชายที่เธอได้พบถึงมีแต่จำพวกที่ดูเหมือนมาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่แบบนี้กันทั้งนั้นนะ?

เธอค่อยนึกขึ้นได้ตอนนี้เองว่า เธอไม่เคยได้ยินใครพูดถึงชาติตระกูลของเหวินฉี่ตงมาก่อน

เพิ่งจะกินอาหารไปได้แค่สามจาน บริกรก็เข้ามาพูดกะทันหัน

“คุณเหวินครับ มีคุณป๋ายท่านหนึ่งอยากจะพบคุณครับ”

ซูจิ่นชะงัก หันไปมอง CEO หนุ่มอย่างสงสัย เขานัดคนอื่นไว้ด้วยหรือ?

เหวินฉี่ตงหน้าเครียดทันทีอย่างเห็นได้ชัด พูดกับบริกรว่า

“ผมไม่รู้จักคุณป๋ายอะไรนั่น คุณช่วยบอกให้เขากลับไปด้วยครับ”

เพิ่งจะพูดจบ ก็มีเสียงคนแก่ดังมาจากนอกประตูว่า

“ฉี่ตง ฉันจะพูดแค่ไม่กี่คำเท่านั้น”

ไม่รู้เพราะอะไร ซูจิ่นรู้สึกว่าคนที่พูดอยู่หน้าประตูต้องเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงมานานปีอย่างแน่นอน ดังนั้นถึงไม่ต้องพูดเสียงดัง ก็ยังคงทำให้รู้สึกว่าหนักแน่นน่ายำเกรง

สีหน้า CEO หนุ่มยิ่งปั้นยากกว่าเดิม ซูจิ่นไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่ก็ดูออกอยู่เหมือนกันว่าเหวินฉี่ตงไม่ได้ไม่รู้จักคนที่นอกประตูจริงๆ เพียงแต่ไม่อยากจะพบหน้าอีกฝ่ายเพราะเหตุผลบางอย่าง

หญิงสาวไม่ค่อยอยากจะเผชิญแรงกดดันแบบนี้นัก จึงกระซิบถามขึ้นเองว่า “จะให้ฉันเลี่ยงไปก่อนสักครู่ไหมคะ?”

ชายหนุ่มมองเธอด้วยสีหน้าค่อนข้างสับสน คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงนุ่มว่า “ไม่ต้องหรอกครับ” จากนั้นหันไปพูดกับบริกร “เชิญคุณคนนั้นเข้ามาเถอะ”

ชายสูงวัยผมสีดอกเลา บุคลิกสุภาพภูมิฐานที่เดินเข้ามา เป็นคนที่ซูจิ่นรู้จักเสียด้วย...เพราะว่าคนคนนี้ ขอแค่เป็นคนประเทศฉิน ก็ยากมากที่จะไม่รู้จัก เนื่องจากเขาคือ ป๋ายเจิ้นหัว อดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมที่เมื่อพักก่อนถูกลดตำแหน่งย้ายไปอยู่ภูธรเพราะข่าวอื้อฉาว ประมุขของตระกูลป๋าย...หนึ่งในตระกูลขุนนางเก่าแก่ตระกูลใหญ่ของตี้ตูคนนั้นเอง

ซูจิ่นเข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงได้ยอมลดตัวลงมาพบเหวินฉี่ตง ต้องเป็นเพราะได้ข่าวเรื่องบริษัทอุตสาหกรรมหนักหลิงซีกำลังจะถูกจัดซื้อ จึงมาหาเหวินฉี่ตงเพื่อเจรจาแน่ๆ แต่เมื่อกี้นี้ป๋ายเจิ้นหัวเรียกเหวินฉี่ตงว่า “ฉี่ตง” แสดงว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างมากใช่ไหม?

ป๋ายเจิ้นหัวมองหน้าซูจิ่นก่อนโดยที่ยังไม่เอ่ยปาก ถึงจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ทำให้คนที่เห็นเข้าใจได้ว่า เขาต้องการเชิญคนนอกออกไป

สมแล้วที่เป็นผู้แข็งแกร่ง

ซูจิ่นกำลังพิจารณาอีกครั้งว่าจะเลี่ยงออกไปก่อนดีไหม CEO หนุ่มก็พูดขึ้นก่อนว่า

“คุณป๋าย เวลามีน้อย เรายังต้องรับประทานอาหารกันต่อครับ”

ดูท่าทางเหวินฉี่ตงไม่เห็นแก่หน้าท่านอดีตรัฐมนตรีโดยสิ้นเชิง ซูจิ่นรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของเหวินฉี่ตงยิ่งใหญ่สุดๆ ขึ้นมาทันที

ป๋ายเจิ้นหัวมองซูจิ่นอย่างครุ่นคิด ดูจนหัวใจน้อยๆ ของซูจิ่นชักจะสั่นนิดๆ ค่อยหันไปทางเหวินฉี่ตง พูดเสียงเครียด

“ทั้งหมดของตระกูลป๋ายจะตกเป็นของเธอในวันหน้าทั้งนั้น เธอจะแอบเล่นงานมันให้ล้มไปทำไม?”

ซูจิ่นงงไปหมด แต่กลับได้กลิ่นน้ำเน่ายุงบินหึ่งของละครหลังข่าวอยู่รำไร

เหวินฉี่ตงยิ้มสุภาพ “ผมไม่สนใจตระกูลป๋ายครับ”

“ยังไงไอ้เศรษฐีใหม่ชุยหย่าจื้อนั่นก็เป็นแค่คนนอก เธอเชื่อใจมันขนาดนี้เชียว?” ท่านอดีตรัฐมนตรีจี้ถามต่ออย่างไม่ยอมตัดใจ

CEO หนุ่มพูดเสียงเรียบเฉย

“อย่างน้อยผมก็เชื่อใจเขามากกว่าคุณที่เคยหักหลังผมมาแล้วครับ” เห็นอีกฝ่ายยังจะพูดอะไรอีกอย่างไม่เลิกล้มความตั้งใจ ชายหนุ่มจึงลุกพรวดขึ้นเหมือนหมดความอดทนแล้ว ยื่นมือไปประคองซูจิ่นให้ลุกตาม “ผมอิ่มกะทันหันแล้ว เชิญคุณป๋ายตามสะดวกครับ”

พูดจบก็จูงมือซูจิ่นก้าวเร็วๆ ออกไปข้างนอก เดินอย่างคล่องแคล่วชำนาญไปตลอดทางจนถึงลานจอดรถ

เหวินฉี่ตงเดินเร็วมาก ซูจิ่นสวมรองเท้าส้นสูงปักลวดลายที่งามแปลกตาแต่ไม่ค่อยจะสบายเท้า จึงจ้ำตามไปอย่างทุลักทุเล สุดท้ายเกือบจะเสียหลักล้มลงตรงบริเวณคล้ายๆ อุโมงค์ของลานจอดรถ ดีที่ CEO หนุ่มปฏิกิริยาไวพอ คว้าตัวเธอดึงมากอดไว้ได้ทัน แต่กลับไม่ได้ปล่อยในทันที

“ขอโทษด้วย ให้ผมกอดไว้สักครู่ได้ไหม?” ในน้ำเสียงของเขาแฝงความรู้สึกเปราะบางและอ้างว้างอย่างประหลาด การกอดของเขาเหมือนคนที่รู้สึกว่างเปล่าอยากจะคว้าอะไรไว้เพื่อมาเติมเต็มความว่างเปล่านั้น

ซูจิ่นกะพริบตา แล้วเลือกที่จะแสดงบทเป็นตุ๊กตายัดนุ่นเพื่อปลอบโยนเด็กน้อยที่บาดเจ็บ

ถูกต้อง...เหวินฉี่ตงในเวลานี้เป็นเหมือนเด็กน้อยที่บาดเจ็บ

จังหวะนี้รถโรลสรอยซ์ลีมูซีนคันหนึ่งได้ขับเข้ามาในลานจอดรถ รถรุ่นลิมิเต็ดที่หรูหราฟุ่มเฟือยแบบนี้ใช่ว่าจะได้เห็นกันบ่อยๆ ซูจิ่นจึงมองแล้วมองอีกอย่างอยากรู้อยากเห็น

คฤหาสน์ศฤงคารนี่เป็นที่ที่พวกผู้ดีมีอิทธิพลไปๆ มาๆ จริงๆ ด้วย

ซูจิ่นไม่ได้คาดคิดเลยว่าบนที่นั่งตอนหลังของรถโรลสรอยซ์คันนี้ มีคนคนหนึ่งกำลังดูเธอกอดกับคนอื่นด้วยสีหน้ากระด้างจัด และคนคนนี้...ก็คืออิ๋งเฮ่าเยว่ซึ่งปลอมชื่อเป็นฉินชวน...อดีตแฟนหนุ่มที่เพิ่งจะเลิกกับเธอได้สามสัปดาห์ เจ้าฟ้าชายอันดับสามของราชอาณาจักรนั่นเอง

ผู้หญิงบ้าคนนี้ เพิ่งเลิกกับเขาได้แค่สามอาทิตย์ก็มีคนใหม่แล้วเรอะ?

อิ๋งเฮ่าเยว่พยายามข่มความคิดอยากจะลงจากรถไปแยกสองคนนั้นออกจากกันเดี๋ยวนี้ กำหมัดแน่นปล่อยให้เงาร่างที่กอดกันกลมสองร่างลับหายไปจากคลองจักษุ

เนิ่นนาน...ชายหนุ่มระบายลมหายใจอึดอัดออกมายาวเหยียด เดิมทียังคิดว่าคืนนี้จะแวะไปเยี่ยมเธอสักหน่อย ดูท่าทางจะไม่จำเป็นเสียแล้ว

ไม่ทราบผ่านไปนานแค่ไหน เหวินฉี่ตงค่อยปล่อยซูจิ่น สีหน้ากลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม หลังจากพูดเบาๆ อีกครั้งว่า “ขอโทษด้วย” ก็ขับรถไปส่งซูจิ่นที่บ้านโดยไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้

แต่คนที่ดูว่าสงบนิ่งกลับขับรถเร็วเกินกำหนดไปตลอดทาง แถมยังฝ่าไฟแดงไปสองหน จากที่ซูจิ่นคะเน บิลค่าปรับไม่มีทางหนีสี่หลักแน่ๆ

อดีตรัฐมนตรีป๋ายเป็นอะไรกับเหวินฉี่ตงกันแน่ ถึงทำให้คนที่สุขุมใจเย็นเสมอมาใจลอยขนาดนี้ได้?

ถ้าบอกว่าไม่อยากรู้ก็เป็นการโกหก แต่ซูจิ่นไม่มีทางโง่ถึงขนาดเป็นฝ่ายถามซอกแซกเรื่องนี้ขึ้นเองแน่นอน ดังนั้นเธอจึงเก็บปากเก็บคำทั้งที่คันหัวใจยิกๆ

ตอนที่ถึงบ้านซูจิ่น CEO หนุ่มได้พูดขอโทษอีกครั้ง

“คืนนี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ ครั้งหน้าค่อยชดเชยให้คุณได้ไหม?”

ในเวลาแบบนี้ต้องแกล้งโง่เข้าไว้เป็นยอดดี หญิงสาวจึงพยักหน้าอย่างใจกว้าง ยิ้มบางๆ พูดว่า

“ได้ค่ะ ครั้งหน้าต้องเลี้ยงที่ดีกว่านี้นะ”

ชายหนุ่มอมยิ้ม ยกมือขึ้นทำท่าเหมือนจะลูบหัวเธอ แต่ดึงมือกลับไปกลางคัน แค่พูดเบาๆ ว่า “ราตรีสวัสดิ์ครับ” แล้วขับรถจากไป

รอยยิ้มของซูจิ่นเปลี่ยนเป็นจะร้องไห้หลังจากที่เหวินฉี่ตงลับหายไปจากสายตา

เธอยังกินไม่อิ่มเลยนะ ในบ้านเหมือนจะไม่มีเสบียงอะไรแล้วด้วย อย่าบอกนะว่าคืนนี้ต้องทนหิว?

 

<>::<>::<>

 

คุยกับตาจิ้งจอกเฒ่าท่านเคานต์เซียนอวี๋อยู่นานมาก ค่อยพอจะตกลงกันได้บ้าง แต่อิ๋งเฮ่าเยว่รู้ดีว่า ในแก่นกระดูกของพวกตาแก่ที่เขาได้พบเมื่อวานนี้และในวันนี้ ยังคงสงวนท่าทีดูเชิงเฉยๆ เอาไว้อยู่ เขาจำเป็นต้องหาทางทำให้ตาชั่งของศึกชิงบัลลังก์เอนเอียงมาทางฝั่งเขา ตาแก่พวกนี้ถึงจะยอมสนับสนุนเขาอย่างแท้จริง

ก่อนหน้าที่จะเป็นแบบนั้น ไพ่ในมือเขายังคงมีแค่พวกลูกน้องของเขาเองและตระกูลเดิมของเสด็จแม่...ตระกูลเสิ่น...ซึ่งความจริงก็เยอะมากพอแล้วไม่ใช่หรือ? เพราะทำให้เสด็จพ่อกับมกุฎราชกุมารถือสาอย่างมากมาตลอด ถึงขนาดอยากจะให้เขาหายไปจากโลกนี้ใจแทบขาด...

ชายหนุ่มยิ้มหยันนิดๆ ปัดเรื่องการเมืองที่ชวนให้หงุดหงิดออกไปจากสมองชั่วคราว จ้องมือถือเขม็งอย่างใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทันได้รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร เขาก็กดโทรหาหมายเลขที่ตัวเองไม่อยากจะโทรมาตลอดนั้นเสียแล้ว

เมื่อรู้สึกตัวคิดจะกดตัดสาย โทรศัพท์ก็โทรติดเสียก่อน

“ฮัลโหล คุณยังมีชีวิตอยู่เหรอ?” เสียงหวานใสดังมา อิ๋งเฮ่าเยว่มุมปากกระตุก

“อานิสงส์คุณคุ้ม ยังไม่ตายครับ”

ทางปลายสาย ซูจิ่นหัวเราะคิก “วันนี้ฉันยังนึกถึงคุณอยู่เลย”

คิดว่าเขาตายหรือยังเรอะ? ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ เดิมทีคิดจะพูดทักทายตามมารยาทสัก 2-3 คำแล้วตัดสาย แต่ได้ยินซูจิ่นพูดแบบนี้ ก็ชักจะไม่รีบร้อนขึ้นมากะทันหัน

“คุณทำอะไรอยู่?”

“กินข้าวกล่องอยู่ที่ 7-11”

เธอไปกินข้าวเย็นที่คฤหาสน์ศฤงคารไม่ใช่หรือ? เพิ่งจะผ่านมาแค่ไม่ถึงสามชั่วโมงก็กินเพิ่มแล้ว?

ชายหนุ่มนึกสงสัยนิดๆ จึงเอ่ยถามอย่างแนบเนียน

“คุณไม่ได้ทานข้าวเย็นหรือ?”

พอพูดถึงเรื่องนี้ ซูจิ่นก็ทำหน้าจะร้องไห้ ในที่สุดก็มีคนให้เธอระบายแล้ว จึงบ่นกระปอดกระแปดว่า

“อย่าไปพูดถึงเลย เดิมทีน่ะเป็นมื้อใหญ่สุดหรูเลยแหละ ดันถูกคนมากวนซะได้ แถมฉันยังต้องคอสเพลย์เป็นเท็ดดี้แบร์ทั้งท้องหิว ทำหน้าที่สายฮีลฟรี ปลอบโยนจิตใจที่บาดเจ็บของคนอื่นด้วยนะ”

ชายหนุ่มฟังสำนวนโอตาคุที่เธอใช้จนชินปากอย่างนึกขัน เรียวปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงามโดยไม่รู้ตัว นึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ที่ลานจอดรถ เธอกอดอย่างไม่ค่อยจะตั้งใจนักจริงๆ นั่นแหละ แถมยังเจียดเวลามาจ้องรถของเขาตาลุกวาวอยู่พักหนึ่งด้วย...

อารมณ์ค่อยดีขึ้นมากในทันที เอ่ยปากแซวว่า

“คุณยังคิดจะเก็บเงินอีกรึ? แค่เดาดูก็รู้แล้วว่าคุณต้องคอสเพลย์แบบไม่เป็นมืออาชีพแน่”

ซูจิ่นไม่ได้เถียงกลับอย่างหาได้ยากมาก แค่พูดเรี่ยๆ ว่า

“ก็ฉันขาดไอเท็มนี่นา”

ชายหนุ่มยิ้มเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ทอดเสียงนุ่มพูดว่า

“ผมไปหาคุณดีมั้ย?”

ซูจิ่นถูกเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ของเขาโอบไล้จนหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงขึ้นหลายจังหวะ

เขาและเธอต่างเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ย่อมจะรู้ดีว่าถ้าเขามาหาเธอ จะเกิดอะไรขึ้น

แค่ลองจินตนาการดูนิดเดียว ร่างกายเธอก็เริ่มจะร้อนรุ่มกระสับกระส่าย

แต่เธอได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างจริงจัง และการละเลิกความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่ไม่รับผิดชอบแบบนี้อย่างเด็ดขาด ก็บังเอิญเป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

ซูจิ่นต่อสู้กับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ พูดว่า

“ไม่ต้องดีกว่าค่ะ”

คำตอบของเธอไม่ถือว่าผิดคาด แต่อิ๋งเฮ่าเยว่ยังคงอดขมวดคิ้วไม่ได้

“ทำไมล่ะ?” เขารู้ดีว่าความจริงตัวเองแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

“ความจริงแล้วฉันกำลังตัดสินใจว่าจะพยายามลืมคุณค่ะ” ซูจิ่นกระแอมให้ลำคอที่แห้งผากนิดๆ โล่งขึ้น “ถ้าไม่ลืมคุณซะ ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ยากมาก”

ชีวิตใหม่ที่ไม่มีเขา

ถ้าวันนี้ห้ามใจไม่อยู่พบกับเขา หลังความสุขชั่ววูบผ่านไป เธอจะต้องทรมานใจพักใหญ่มากอีกครั้ง

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ รู้ว่ายายเต่าหดหัวซูจิ่นหลบเข้าไปซุกอยู่ในกระดองที่ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่ความจริงเปราะบางมากอีกแล้ว

ซูจิ่นที่มีความเด็ดเดี่ยวน้อยนิดมากไร้กำลังใจจะต้านทานอิ๋งเฮ่าเยว่โดยสิ้นเชิง แค่ดูจากที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะพบหน้าเขาก็รู้ได้แล้ว และเพราะเหตุนี้เอง อิ๋งเฮ่าเยว่จึงรู้ดีมาแต่แรกว่า ขอแค่เขาตรงดิ่งไปหาโดยไม่สนใจคำพูดเหลวไหลของเธอ เธอก็ได้แต่ยกธงขาวยอมแพ้สถานเดียว

แต่สำหรับอิ๋งเฮ่าเยว่ การย้อนกลับไปหาซูจิ่น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าแรงผลักดันที่เป็นเปลือกนอกของพฤติกรรมนี้

ไม่ว่าอย่างไรเรื่องที่เขาไม่อยากทำมากที่สุด ก็คือทำร้ายเธอ

ดังนั้นหากเขาไปหาเธอ บังคับทุบกระดองของเธอแตก บีบให้เธอยอมรับเขาอย่างหมดใจ นั่นหมายความว่าเขาจะไม่สามารถปฏิบัติต่อความสัมพันธ์นี้แบบตามสบายได้อีก และต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่เขาจำเป็นต้องแบกรับเพื่อความสัมพันธ์นี้ และแรงกดดันที่เขาจะได้รับที่จะตามมาอีกด้วย

พระชายาสามัญชนของเจ้าฟ้าชาย...เขาเตรียมตัวพร้อมแล้วจริงๆ หรือ?

หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ หากมีคนมาบอกว่าเขาจะแต่งงานกับสามัญชน เขายังจะแค่รู้สึกว่าเหลวไหลไร้สาระเท่านั้น แต่หนึ่งเดือนให้หลัง เขากำลังลังเล

ไม่แค่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อตัวซูจิ่นด้วย

ผู้หญิงที่เติบโตมาอย่างไร้ความทุกข์กังวลอย่างเธอ เหมาะจะถูกลากเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยปลาใหญ่กินปลาเล็กของเขาจริงๆ หรือ?

ตัวเธอที่ไม่มีสิ่งหนุนหลังใดๆ ให้พึ่งพา ทันทีที่เข้าสู่โลกใบนี้ คนที่เธอจะพึ่งพาได้มีแค่เขาเท่านั้น แล้วเขาแข็งแกร่งมากพอที่จะรับเธอมาไว้ใต้ปีกของตัวเอง...สามารถปกป้องเธอได้ในทุกสถานการณ์หรือเปล่า?

ชายหนุ่มยิ้มเยาะตัวเอง

ความจริงแล้วซูจิ่นประสาทไวอย่างมากกับปัญหาบางเรื่อง เธอถึงขนาดได้กลิ่นอันตรายที่มาจากโลกใบนั้นบนตัวเขาก่อนที่จะคาดเดาถึงฐานะของเขาได้เสียอีก ถึงได้ยืนกรานที่จะซุกกลับเข้าไปอยู่ในกระดองของตัวเอง

ตัดสายไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ชายหนุ่มเอนพิงไปข้างหลัง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่ความมืด

การปล่อยมือนี่แหละคือทางเลือกที่เหมาะสมและฉลาดที่สุดสำหรับเขาและเธอใช่ไหม?

 
<>::<>::<>



[1] “หอสูงริมน้ำได้จันทร์ก่อน” เป็นสำนวน มาจากความหมายว่า หอสูงที่ตั้งอยู่ริมน้ำจะได้รับแสงจันทร์ก่อนที่อื่น มีความหมายแฝงว่า อยู่ในทำเล/ตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ
[2] “เมฆาตามบุหลัน” เป็นโน้ตและเนื้อเพลงภาษากวางตุ้งที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2159-2454)

เข้าไปฟังได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=V7L2cOASlQg
[3] “มารพิณพิฆาต” เป็นละครซีรีส์ฮ่องกง เรื่องราวเกี่ยวกับมารหกนิ้วที่ใช้พิณเป็นอาวุธ ใช้เสียงควบคุมคนและฆ่าคนได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า xx)

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:48

0 ความคิดเห็น