บทที่ 6 ยาย “เต่าหดหัว” (2)
เช้าตรู่วันอาทิตย์ ซูจิ่นถูกเสียงโทรศัพท์ปลุกตื่นอีกแล้ว
เมื่อคืนนี้เธอถูกคำพูดไม่กี่คำของฉินชวนโอบไล้จนเกิดอารมณ์ นอนกลิ้งอยู่บนเตียงกว่าครึ่งคืนก็ยังหลับไม่ลง สุดท้ายซูจิ่นสรุปว่า ฉินชวนนี่นอกจากหุ่นเหมาะจะเป็นโฮสต์แล้ว เสียงก็เหมาะจะเป็นโฮสต์ด้วย
“ฮัลโหล ใครคะ?” หลับตารับโทรศัพท์ ซูจิ่นพบว่าเสียงของตัวเองแห้งมาก...ต้องเป็นเพราะผลข้างเคียงของไฟอารมณ์แผดเผาตัวแน่ๆ
“เสียวจิ่น พวกฉันจะแต่งงานกันแล้ว!!” เสียงดังแสบแก้วหูเพราะตื่นเต้นจัดจนควบคุมความดังไม่ได้ของหูจิงดังมาจากทางปลายสาย
ซูจิ่นขยับหูโทรศัพท์ออกห่างเล็กน้อย อ้าปากหาว
“แต่งกับใครเหรอ?”
หูจิงทั้งฉิวทั้งขัน “ยังจะกับใครได้ยะ? เธอนอนจนเพี้ยนไปแล้วเรอะ?”
ผลลัพธ์เป็นไปอย่างที่คาด
ศึกบีบให้แต่งงาน หูจิงเป็นฝ่ายชนะ ของขวัญจากชัยชนะคือครึ่งชีวิตหลังของหยางอี้ ควรจะดีใจกับสองคนนี้สินะ?
ซูจิ่นกอดโทรศัพท์พลิกตัว พูดเนือยๆ
“รู้แล้วจ้า เธอสองคนนี่ไร้สาระชะมัด เที่ยงนี้กินข้าวด้วยกันแล้วค่อยคุยนะ ตอนนี้ฉันยังต้องนอนต่ออีกหน่อย” คิดเล็กน้อยแล้วเสริมว่า “ครั้งหน้าอย่าโทรมาเช้าขนาดนี้ล่ะ”
นัดหมายเวลาและสถานที่กันแล้ว ซูจิ่นก็วางหูโทรศัพท์ลงทันที ก่อนจะนอนต่อ
เมื่อเดินเข้าไปในร้านอาหารกึ่งร้านน้ำชาที่นัดกันไว้ ซูจิ่นก็มองเห็นหูจิงกับหยางอี้สองคนนั่งคุยกันกะหนุงกะหนิงอวดความหวานชื่นท่ามกลางธารกำนัลทันที จึงจงใจเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าดูถูก กระแทกตัวนั่งลงแรงๆ ตรงข้ามคนทั้งสอง พูดเสียงดังว่า
“ระวังผลกระทบหน่อยสิยะ ตรงนี้ยังมีคนโสดอยู่ทั้งคนนะยะ”
หูจิงค้อนขวับ “เธอน่ะชอบแบบนี้เองชัดๆ โอเค้?”
การที่ซูจิ่นโสด เป็นเพราะเจ้าตัวต้องการแบบนี้เองล้วนๆ เพราะคนที่มาจีบคุณเธอน่ะน้อยเสียเมื่อไหร่
ซูจิ่นเชิดคาง “พักนี้มีอารมณ์บ้างไม่ได้หรือไงยะ?”
หูจิงหัวเราะพรืด “งั้นจะให้พาเธอไปโฮสต์คลับมั้ย?”
“สินค้าพวกนั้นไม่เข้าตาย่ะ”
หยางอี้ดูสองสาวตีฝีปากใส่กันแล้วกลั้นหัวเราะในลำคอพลางช่วยรินน้ำชาให้ซูจิ่น
ลับฝีปากกับเพื่อนสาวพอหอมปากหอมคอแล้ว ซูจิ่นดื่มน้ำชาไปหนึ่งคำ ค่อยถามถึงเรื่องสำคัญ
“จะแต่งกันเมื่อไหร่เหรอ?”
หยางอี้มองหูจิง ปากพูดว่า “เราสองคนคิดจะจดทะเบียนกันก่อน พิธีแต่งงานคงต้องรออีกหน่อย”
ซูจิ่นพยักหน้าอย่างเข้าใจดี พิธีแต่งงานยุ่งยากมากจริงๆ นั่นแหละ ทั้งเปลืองเงินและเปลืองแรง รอให้มั่นคงก่อนแล้วค่อยจัดจะดีกว่า
“แล้วอยู่กันที่ไหน?”
“จะย้ายมาอยู่ด้วยกัน เช่าบ้านอยู่น่ะ” ดูท่าทางทั้งสองคนคงปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว
ซูจิ่นค่อยยิ้มออกมาอย่างจริงใจ
“ขอแสดงความยินดีกับเธอสองคนด้วยนะ” คิดเล็กน้อย แล้วหยิบกล่องไม้ยางใบหนึ่งออกมาจากในกระเป๋า ยื่นให้หูจิง
“นี่คือของขวัญแต่งงาน ให้พวกเธอล่วงหน้าแล้วนะ ในงานแต่งจะไม่ให้อั่งเปาแล้วนะ”
หูจิงรับมา เปิดกล่องดู ข้างในคือไวน์แดงหนึ่งขวด ให้อารมณ์เหมือนเป็นของชั้นเลิศมากๆ จึงพูดอย่างดีอกดีใจ
“ได้เลย ไว้ตอนพวกเราดื่มเหล้าไขว้มือ[1] จะใช้ขวดนี้แหละ”
ตอนแรกซูจิ่นกำลังดื่มน้ำชาอยู่ พอได้ยินประโยคนี้ของเพื่อนสาว ก็พ่นน้ำชาพรวดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ หูจิงหลบไม่ทัน จึงถูกพ่นใส่ไปเต็มตัว
“ยายซูจิ่น! หล่อนทำอะไรของหล่อนยะ?” หูจิงดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดเนื้อตัวอย่างโมโห ขณะที่หยางอี้ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เธอจ้องขวดไวน์เขม็งด้วยท่าทางครุ่นคิด
ซูจิ่นก็ดึงกระดาษมาเช็ดปากด้วย แล้วค่อยพูดอย่างดูถูก
“ยายผู้หญิงไร้ความรู้ ถ้าหล่อนดื่มมันลงท้องนะ ฉันรับรองว่าหล่อนต้องเสียใจไปทั้งชาติแน่ๆ ย่ะ”
หยางอี้มองซูจิ่นอย่างสงสัย ซูจิ่นเสนอว่า
“ที่ไปที่ดีที่สุดของเจ้านี่คือห้างประมูลจ้า ไปซักหลายๆ ที่หน่อยนะ จะได้ประเมินราคาก่อน”
หยางอี้ได้ยินก็หน้าเปลี่ยนสีทันที ถึงจะรู้สึกได้รำไรว่านี่ไม่ใช่ไวน์ธรรมดา แต่ก็คาดไม่ถึงอยู่ดีว่าไวน์นี้จะแพงมากถึงขนาดนำเข้าห้างประมูลได้
“ของขวัญมีค่าขนาดนี้ พวกเรารับไว้ไม่ได้หรอก” เขารีบปิดกล่องเรียบร้อยทันที ผลักมันกลับไปให้ซูจิ่น
ซูจิ่นถอนหายใจอย่างหงุดหงิดนิดๆ
ตอนเธอหยิบไวน์แดงที่ฉินชวนให้เธอเป็นของขวัญขวดนี้ออกมาเมื่อตอนสาย ก็ลังเลอยู่นานมากเหมือนกัน ของชิ้นนี้ยุ่งยากมากๆ ดูเหมือนนอกจากซุกไว้เป็นสมบัติก้นหีบแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อื่นสำหรับเธออีก
จะดื่มรึ? มันก็แพงเกินระดับค่าครองชีพของเธอมาก แค่นึกว่าดื่มแสนกว่าดอลลาร์หมดไปในไม่กี่อึก เธอก็เจ็บกระดองใจปิ้มว่าจะวายปราณแล้ว
จะขายทิ้งรึ? ถึงเงินแสนกว่าดอลลาร์จะเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย แต่สำหรับซูจิ่นที่ไม่ได้ขาดเงินแล้ว มันไม่มีทางทำให้เธอรวยขึ้น และไม่มีทางทำให้เธอขาดอะไรไป เธอจึงไม่มีทางทำตัวตกต่ำด้วยการเอามันไปขายเด็ดขาด
ดังนั้นคิดไปคิดมา หญิงสาวจึงเห็นว่าเอามาใช้ยืมดอกไม้บูชาพระดีกว่า ส่งต่อให้แก่คนที่ต้องการเงินก้อนนี้
เธอกับหูจิงเป็นเพื่อนกันมายี่สิบปีแล้ว เธอเห็นว่ามิตรภาพนี้คู่ควรกับสิ่งนี้
ยังไงเธอก็ถือเสียว่าตัวเองดื่มลงไปเองก็แล้วกัน...เพราะเธอเองก็สงสัยอย่างมากอยู่เหมือนกันว่า บางทีดีไม่ดีวันไหนเธอเกิดควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ขึ้นมา อาจจะจัดการดื่มมันจนเกลี้ยง จากนั้นต้องมานั่งเสียใจจะเป็นจะตายแหงๆ
“ของนี่อดีตแฟนของฉันให้มาน่ะ ฉันตัดใจดื่มไม่ลง แถมไม่อยากเห็นมันอยู่ตำตาคอยเตือนใจฉันเรื่องรักเก่าในอดีต ถึงได้เอาออกมาจัดการนี่ไง พวกเธอนึกว่าฉันใจกว้างขนาดนั้นเรอะ?” ซูจิ่นอธิบายอย่างรำคาญ
หยางอี้ยังคิดจะบ่ายเบี่ยงต่อ แต่หูจิงยิ้มแฉ่งรับเอาไว้
“ถือว่าติดเธอละนะ ไว้เธอขาดเงินเมื่อไหร่ก็มาเอาจากพวกฉันแล้วกัน หนี้ครั้งนี้พวกฉันจะจำไว้แน่นอน”
ซูจิ่นเหลือกตาใส่ “หวังว่าจะไม่มีทางมีวันนั้นย่ะ”
ตกต่ำถึงขั้นนั้น เธอก็อนาถเกินไปหน่อยละนะ
ซูจิ่นนึกไม่ถึงเลยว่าการให้ของขวัญอย่างใจกว้างด้วยคุณธรรมครั้งนี้ ต่อมาได้ก่อให้เกิดมรสุมเล็กๆ ลูกหนึ่ง
ความเป็นจริงได้พิสูจน์ว่า โลกนี้ไม่กว้างมากพอจริงๆ...
ออกมาจากร้านอาหารกึ่งร้านน้ำชา เพิ่งจะขึ้นรถ ก็มีโทรศัพท์เข้ามา ซูจิ่นมองดู เป็นหมายเลขที่ไม่รู้จัก จึงคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจรับ
“สวัสดีค่ะ ใครคะ?”
“คนสวย พักนี้สบายดีไหมครับ?” เสียงสุภาพของเสินอวี่กับคำพูดกะล่อนลอยออกมา
ซูจิ่นขมวดคิ้ว เขารู้เบอร์มือถือของเธอได้ยังไงกัน? อย่าบอกนะว่าฉินชวนให้เขา? หญิงสาวพูดเสียงขุ่นโดยไม่ได้ถามข้อสงสัยในใจออกไป
“ฉันไม่ได้ชื่อ ‘คนสวย’ ฉันชื่อ ‘ซูจิ่น’ ค่ะ ครั้งหน้ารบกวนอย่าเรียกผิดนะคะ”
เธอสงสัยว่าคงเป็นเพราะตานี่มีแฟนเยอะเกินไปจนจำชื่อไม่ได้ ถึงได้เรียกทุกคนว่า “คนสวย” เหมือนกันหมด
เสินอวี่หัวเราะ ไม่ได้ต่อความในเรื่องนี้ แต่ถามตรงๆ ว่า
“เมื่อวานนี้เขาไปหาคุณหรือเปล่า?”
“เขา” ที่ว่า ย่อมจะหมายถึงฉินชวน
ซูจิ่นเดาได้แต่แรกแล้วว่าที่เสินอวี่โทรศัพท์มาหาเธอตอนนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน ดูท่าทางเมื่อคืนนี้ฉินชวนจะอยู่ที่เมืองปู้จริงๆ ถ้าเธอรับปากเขา เขาก็จะมาหาเธอจริงๆ สินะ?
ความรู้สึกในใจค่อนข้างจะสับสนนิดๆ หญิงสาวตอบไปว่า
“ถ้าโทรศัพท์มาหาก็นับด้วยละก็นะ”
เสินอวี่ฟังแล้ว ความรู้สึกก็ค่อนข้างจะสับสนเช่นกัน
ด้านหนึ่งนั้นฉินชวนเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ คือยังไม่ได้ตัดใจจากซูจิ่นโดยสิ้นเชิง และห้ามใจไม่อยู่ติดต่อไปหาเธอ พิสูจน์ว่าการคาดเดาก่อนหน้านี้ของเขาถูกต้อง อีกด้านหนึ่งเขากลับรู้สึกผิดหวังอยู่นิดๆ เพราะซูจิ่นได้เข้าสู่กลุ่ม “ภรรยาของพี่น้อง” กลายเป็นผู้หญิงที่เขาจะยุ่งด้วยไม่ได้จนได้
แต่...ช่างเถอะ เป็นเพื่อนสาวผู้รู้ใจคงจะได้อยู่หรอกนะ?
เสินอวี่ยิ้มอย่างจนใจนิดๆ เสนอว่า
“จะออกมาดื่มกันสักแก้วไหม?”
ซูจิ่นคิดเล็กน้อย “วันนี้อย่าดีกว่าค่ะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก”
“งั้นไว้ครั้งหน้าแล้วกันครับ”
ชายหนุ่มพูดอย่างไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก
<>::<>::<>
วันจันทร์
หลังจากที่กลุ่มเฉพาะกิจจัดซื้อประชุมกับคณะกรรมการเสร็จ ซูจิ่นก็ถูกเหวินฉี่ตงรั้งตัวให้อยู่ก่อน
“สุดสัปดาห์สนุกไหมครับ?” CEO หนุ่มกลับมาสุขุมเยือกเย็นเหมือนเดิมแล้ว เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
ซูจิ่นตอบอย่างใจกว้าง “ไม่เลวอยู่ค่ะ”
ชายหนุ่มทำหน้าขออภัย
“เรื่องเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ต้องขอโทษอย่างมากจริงๆ ครับ”
ซูจิ่นหัวเราะเบาๆ “ผู้อำนวยการคะ คุณขอโทษเป็นครั้งที่สี่เข้าไปแล้วนะ ฉันเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจซักหน่อย”
ดูเหมือนชายหนุ่มจะเริ่มรู้สึกตัวเหมือนกัน จึงยิ้มเยาะตัวเองนิดๆ
“วันเสาร์นี้คุณว่างไหมครับ? ผมรู้จักภัตตาคารอาหารสเปนอยู่แห่ง รสชาติดีมาก และมีการแสดงเต้น Flamenco ของคนยิปซีด้วย บางทีคุณอาจจะสนใจ?”
ซูจิ่นนิ่งคิด แล้วพยักหน้าตอบว่า “สนใจค่ะ”
“งั้น...ผมไปรับคุณเวลาเดิมนะ?”
“ได้ค่ะ” ซูจิ่นรับปากทันที ยังไงก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าระหว่างเธอกับเหวินฉี่ตงจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เธอก็จะไม่เสแสร้งกระบิดกระบวนอีก ขอแค่เขานัดเธอ เธอก็จะไปตามนัด
หลังจากที่จั๋วเยว่เสนอความประสงค์จัดซื้อต่อหลิงซี คณะกรรมการของหลิงซีได้ลงมติเห็นชอบให้ถูกจัดซื้ออย่างรวดเร็วมาก งานส่วนที่เหลือก็คือการเจรจาลงลึกในรายละเอียดเรื่องราคาและวิธีในการจัดซื้อ ผอ.หยวนมีประสบการณ์ในด้านนี้สูงมาก ดังนั้นขั้นตอนนี้ ซูจิ่นแค่คอยช่วยเขาเฉยๆ ก็พอแล้ว
ซูจิ่นเดาว่าที่เรื่องนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นขนาดนี้ การแอบเคลื่อนไหวส่วนตัวของเหวินฉี่ตงต้องมีส่วนช่วยมากๆ อย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่าบรรดาชนชั้นสูงที่อยู่เบื้องหลังพวกกรรมการของหลิงซีต่างมองเมินความต้องการของตระกูลป๋าย หันมายอมรับการเกลี้ยกล่อมเข้าเป็นพวกของเหวินฉี่ตง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเหวินฉี่ตงมีคนหนุนหลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลป๋ายใช่ไหม?
น่าเสียดายที่ซูจิ่นไม่ได้รอบรู้เรื่องซุบซิบของตระกูลผู้ดีมีอิทธิพลเหล่านี้นัก จึงไม่สามารถคาดเดาข้อสรุปอะไรจากเบาะแสเหล่านี้ได้ ได้แต่รอให้ CEO หนุ่มอารมณ์ดีเมื่อไหร่ เป็นฝ่ายเล่าออกมาเองกระมัง?
<>::<>::<>
สัปดาห์นี้ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วกับการติดต่อเจรจากับหลิงซี พริบตาเดียวก็มาถึงวันเสาร์
ตอนบ่าย ซูจิ่นไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกวาดซื้อของแหลกลาญ ตุนเสบียงไว้เผื่อตอนค่ำกินไม่อิ่มอีก พอหกโมงเย็นก็เข้าไปนั่งในรถของเหวินฉี่ตงอย่างตรงเวลา มุ่งหน้าสู่ภัตตาคารอาหารสเปนในใจกลางเมือง
โลกนี้แคบขนาดนี้จริงๆ เรอะ?
ขณะที่นั่งอยู่บนที่นั่งซึ่งใกล้พื้นที่การแสดงเต้น Flamenco มากที่สุด ซูจิ่นนึกเซ็งในอารมณ์เมื่อมองเสินอวี่ที่เปลี่ยนคู่ควงสาวแล้ว และนั่งอยู่โต๊ะติดกันเดินมาทางเธอด้วยสีหน้าพิลึก
แต่ที่ผิดความคาดหมายของซูจิ่นคือ คนที่เสินอวี่เอ่ยทักเป็นคนแรกไม่ใช่เธอ แต่เป็นเหวินฉี่ตง
“ฉี่ตง ไม่ได้เจอกันซะนาน กลับมาจากอิ๋งถายแล้วก็ไม่บอกกันซักคำ”
เห็นได้ชัดว่าเสินอวี่ไม่ได้สนิทกับเหวินฉี่ตงแบบธรรมดา จัดแจงนั่งแปะลงบนที่นั่งทางซ้ายของเหวินฉี่ตงทันที ส่วน CEO หนุ่มได้เห็นเสินอวี่ ก็มีสีหน้าดีใจเช่นกัน
“พักนี้ฉันยุ่งมากตลอด แล้วไม่นึกด้วยน่ะว่านายจะอยู่ที่เมืองปู้”
เสินอวี่พ่นลมพูดเสียงหมิ่น
“นายมีสิทธิ์หนีออกมาจากตี้ตูได้คนเดียวรึไง?”
เหวินฉี่ตงยิ้ม เห็นซูจิ่นมีสีหน้าจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็แนะนำว่า “นี่คือเสินอวี่ เพื่อนสมัยเรียนของผมครับ เสินอวี่ คุณคนนี้คือ...” เขาหยุดเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดคำระบุฐานะของซูจิ่น ความสัมพันธ์ของเขากับเธอยังไม่ชัดเจน แต่ก็เหมือนจะสนิทกันเกินกว่าจะเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน ดังนั้นสุดท้าย CEO หนุ่มจึงพูดแค่ว่า “คุณซู”
เสินอวี่มองซูจิ่นอย่างแฝงเลศนัยด้วยดวงตาดอกท้อคู่นั้น เรียวปากโค้งขึ้น
“ยินดีที่ได้พบกันครับ”
ซูจิ่นมองเมินอาการจ้องเขม็งเหมือนจับชู้ได้คาเตียงของเสินอวี่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้พยักหน้าให้ แต่ไม่ทราบเพราะอะไรถึงได้รู้สึกร้อนตัวอย่างประหลาด
เธอกับฉินชวนเลิกกันแล้วแท้ๆ เสินอวี่มองหน้าเธอแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันยะ
แต่ที่ทำให้ซูจิ่นเซ็งหนักยิ่งกว่าคือ เสินอวี่ดันเรียกคู่ควงสาวของเขาเข้ามาด้วย แล้วต่อโต๊ะกับพวกเธออย่างหน้าด้านสุดๆ
ดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่แสนโรแมนติกเชียวนะ ต้องมาโดนหลอดไฟดวงใหญ่ยักษ์หลายพันวัตต์อย่างหมอนี่ส่องสว่างจนเห็นหมดทุกรูขุมขน[2]
ตาเสินอวี่รู้หรือเปล่าน่ะว่าการทำลายบุพเพของคนอื่นมันบาปนะยะ!
ถึงแม้ซูจิ่นจะรู้สึกว่าเสินอวี่จงใจมาเป็นก้างขวางคอโดยเฉพาะ แต่ในเมื่อเหวินฉี่ตงไม่ได้ว่าอะไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะไปว่าอะไร
สองหนุ่มมาเจอกันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน มานั่งด้วยกันแล้วก็มีเรื่องคุยเยอะเอาการ มีแต่ตอนกินเท่านั้นที่ต่างคนต่างเงียบกันทั้งคู่
จากถ้อยคำสนทนาของสองหนุ่ม ซูจิ่นได้ทราบว่าเขาสองคนเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมปลาย ซึ่งก็คือโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายสาธิต สังกัดมหาวิทยาลัยราชนิกุลแห่งตี้ตู ตอนเข้ามหาวิทยาลัย เสินอวี่ได้เข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตี้ตู ส่วนเหวินฉี่ตงเลือกที่จะไปเรียนต่อยังประเทศอังกฤษ ทั้งสองจึงได้แยกกันมาตั้งแต่ตอนนั้น
ซูจิ่นรู้สึกว่าถึงสองคนนี้จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาตลอด แต่ดูจะไม่ได้สนิทกันมากเหมือนอย่างเธอกับหูจิง บางทีมิตรภาพของผู้ชายจะสำรวมกว่ากันมากละมัง? ใครจะไปรู้ได้
เธอรู้แค่ว่าโรงเรียนที่เขาสองคนเรียน เป็นโรงเรียนผู้ดีมีสกุลที่มีชื่อเสียงมาก แค่มีเงินแต่ไม่มีฐานะทางสังคมที่สูงพอนั้นเข้าไม่ได้แน่ ดังนั้นเบื้องหลังของเสินอวี่กับเหวินฉี่ตงจึงลึกลับมากทั้งคู่
เหวินฉี่ตงน่ะช่างเถอะ ซูจิ่นกล้ามั่นใจว่าเขาจะต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างมาก หรือเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างมากกับตระกูลป๋าย
แต่เสินอวี่ล่ะ? บ้านเขาแค่เปิดโรงพยาบาลเท่านั้นจริงๆ หรือ?
แล้วตระกูลที่เปิดโรงพยาบาล ทำไมถึงไปเป็นญาติกับคนในแก๊งมาเฟียได้? หรือจะเป็นพล็อตน้ำเน่าซ้ำซาก คุณหนูลูกผู้ดีไปหลงรักมาเฟียเข้า?
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ บุคลิกที่ดูเป็นผู้ดีมีการอบรมของฉินชวนก็จะอธิบายได้เคลียร์
คิดถึงตรงนี้ ซูจิ่นอดนึกนับถือในความกล้าหาญของคุณแม่ของฉินชวน ที่กล้าฝ่าฝืนข้อห้ามตามจารีต ไล่ไขว่คว้าความรักไม่ได้
ขณะที่ซูจิ่น...สาวโอตาคุผู้อ่านนิยายมากเกินไปกระพือปีกแห่งจินตนาการของตัวเองออกบินไกลไปนอกโลก การแสดงเต้น Flamenco ของชาวยิปซีก็เริ่มต้นขึ้น
Flamenco เป็นการเต้นระบำที่เน้นจังหวะเต็มที่ เดิมทีควรจะเต็มไปด้วยอารมณ์เร่าร้อนอย่างปล่อยตัวของชาวยิปซี แต่เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในภัตตาคารอาหารสเปนชั้นสูง ก็สูญเสียอารมณ์ดั้งเดิมไปมากพอสมควร
ซูจิ่นดูไปได้ครู่หนึ่ง ก็ออกจะหมดความกระตือรือร้น การเต้นนี้เทียบกับการเต้นที่เธอได้เห็นในร้านอาหารเล็กๆ ในชนบทเมื่อตอนที่เธอไปเที่ยวสเปนแล้ว ด้อยกว่ากันหลายเท่า
ดูเหมือน CEO หนุ่มจะดูออกเหมือนกันว่าซูจิ่นไม่ค่อยจะสนใจนัก จึงยิ้มบางๆ พลางถามว่า
“จะลงไปที่บาร์ข้างล่างดื่มอะไรซักหน่อยมั้ยครับ?”
ซูจิ่นหันไปมองเสินอวี่อย่างเผลอตัว พบว่าฝ่ายนั้นก็กำลังยิ้มตาหยีมองเธออยู่เหมือนกัน จึงรู้ว่าคืนนี้เสินอวี่ตั้งใจจะทำตัวติดหนึบเป็นแผ่นกอเอี๊ยะแน่นอนแล้ว ไม่มีทางปล่อยเธอกับเหวินฉี่ตงไปเด็ดขาด หญิงสาวจึงมอง CEO หนุ่มด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย
“ขอโทษด้วยค่ะ อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากจะกลับไปนอนพักแล้ว”
“ต้องขอโทษด้วยครับที่คืนนี้ไม่ค่อยได้เทคแคร์คุณเลย”
เหวินฉี่ตงพูดขึ้นกะทันหันระหว่างที่กำลังขับรถ
ซูจิ่นรีบส่ายหน้า
“เปล่าเลยค่ะ ฟังพวกคุณคุยเรื่องเก่าๆ กันก็สนุกดีออก”
“งั้นหรือครับ?” CEO หนุ่มพูดยิ้มๆ “คุณถามคำถามน้อยมาก เหมือนไม่ค่อยสนใจเรื่องของคนอื่นสักเท่าไหร่ ผมเลยนึกว่าคุณคงจะรำคาญมากเสียอีก”
นี่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยการเข้าใจผิดจริงๆ ด้วย
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าซูจิ่นไม่สนใจ แต่เธอไม่กล้าสนใจต่างหาก...ว่ากันว่าความอยากรู้อยากเห็นฆ่าแมว ซูจิ่นถือคติรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีเสมอมา แล้วจะกล้าไปซี้ซั้วซอกแซกเรื่องส่วนตัวของเจ้านายได้ยังไง?
หญิงสาวยิ้มเก้อๆ พูดหน้าด้านๆ ว่า
“ความจริงแล้วฉันค่อนข้างชินกับการเคารพเรื่องส่วนตัวของคนอื่นน่ะค่ะ” ในเมื่อเป็นการเข้าใจผิดที่งดงาม ก็ปล่อยให้มันงดงามต่อไปเถอะ
CEO หนุ่มยิ้มอย่างชื่นชม
“นี่เป็นนิสัยที่ดีอย่างหาได้ยากมากเชียวครับ”
ตอนที่ซูจิ่นลงจากรถ CEO หนุ่มเหมือนอยากจะพูดอะไร แล้วกลับไม่พูด สุดท้ายแค่บอกว่า
“นอนพักให้สบายนะครับ”
ซูจิ่นมองดูรถของเขาลับหายไปจากสายตา แอบเดาอยู่เงียบๆ ว่าครั้งหน้าเขาจะใช้ข้ออ้างอะไรนัดเธอออกมากันนะ?
หรือนี่อาจจะเป็นการนัดกันครั้งสุดท้าย?
แต่นิสัยขี้กังวลไม่ใช่หนึ่งในความดีอันน้อยนิดที่ซูจิ่นมีอยู่ กลับถึงห้องอาบน้ำเสร็จ หญิงสาวก็โถมขึ้นเตียง เพิ่งคิดจะนอนถนอมความงามให้เต็มอิ่ม โทรศัพท์ดันดังขึ้นมาในจังหวะนี้
เธอเงยหน้าขึ้นดูเวลา ห้าทุ่มกว่า ใครกันที่โทรศัพท์มาเอาป่านนี้?
“ฮัลโหล ใครน่ะ?”
“คุณถึงบ้านแล้วหรือ?” เสียงของเสินอวี่ดังมาจากในโทรศัพท์
ทำไมเขาถึงมีกระทั่งเบอร์โทรศัพท์บ้านของเธอด้วยเนี่ย?
นึกโมโหนิดๆ ที่ฉินชวนไม่เคารพข้อมูลส่วนตัวของเธอเลย หญิงสาวพูดตอบเสียงขุ่น
“ไม่ถึงบ้านแล้วจะรับโทรศัพท์ของคุณได้ยังไงไม่ทราบคะ?”
เสินอวี่หัวเราะ “ผมพูดโง่ๆ เอง” ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะพูดโง่ๆ อีก ถามพุ่งตรงเข้าประเด็นว่า “คุณคบกับเหวินฉี่ตงอยู่หรือ?”
ซูจิ่นพูดอย่างรำคาญ “ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับคุณมั้ง?”
ความจริงเธอน่ะอยากจะพูดประโยคนี้ใส่หน้าเขามาทั้งคืน มาตอนนี้ในที่สุดก็ได้โอกาสแล้ว
เสินอวี่ย่อมจะรู้ดีถึงความหงุดหงิดของเธอ จึงหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณตัดใจจากญาติผมแล้วจริงๆ หรือ?”
ซูจิ่นนิ่งไปชั่วครู่ พูดเก้อๆ ว่า “บอกไม่ได้ว่าฉันเป็นฝ่ายตัดใจมั้ง? แล้วเขาเองก็ไม่ได้จริงจังมากมายซักหน่อย”
คืนนั้นเธอปฏิเสธเขาไปก็จริง แต่เขาก็ไม่เห็นจำเป็นต้องตัดสายทันทีอย่างนั้นเลยนี่?
จากเรื่องนี้เห็นได้ว่าสำหรับเขาแล้ว จะมีหรือไม่มีเธอก็ได้ทั้งนั้น
ยังไงเธอก็ไม่มีความกล้าหาญที่จะไล่ไขว่คว้าความรักข้ามชนชั้นเหมือนอย่างคุณแม่ของเขา...ช่างมันเสียทั้งอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน
ไม่จริงจัง?
เสินอวี่อมยิ้มอย่างนึกสนุกนิดๆ เขาน่ะไม่เคยเห็นอิ๋งเฮ่าเยว่เป็นฝ่ายติดต่อหาแฟนสาวที่เลิกคบกันไปแล้วมาก่อนด้วยซ้ำ...แต่ดูท่าทางน้องชายที่ชักจะไม่น่ารักมากขึ้นทุกทีของเขาคนนั้นจะไม่ได้แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาดีพอ หรือไม่ก็กำลังลังเลอะไรอยู่...
การคบกับสามัญชนถือเป็นเรื่องปกติสำหรับชนชั้นสูงส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่สำหรับพระราชวงศ์...ยังคงถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน...แรงกดดันคงต้องสูงมากแน่ๆ
หรี่ดวงตาเรียวยาวลงนิดๆ เสินอวี่โค้งเรียวปาก
“ในเมื่อคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับญาติผมแล้ว งั้นมาคบกับผมเถอะ ผมน่ะโรแมนติกกว่าเหวินฉี่ตงตั้งเยอะนะ”
ซูจิ่นหัวเราะพรืดเสียงหยัน
“คุณไปตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนค่อยมาว่ากันเถอะย่ะ” พูดจบก็วางหูอย่างไม่เกรงใจ
เป็นแฟนกับคุณชายเพลย์บอยรึ? ไว้รอชาติหน้าให้ไอคิวของเธอต่ำกว่า 50 เมื่อไหร่ค่อยมีหวังเถอะ
เพิ่งจะวางหูโทรศัพท์ มือถือก็ดังขึ้นต่อ
ซูจิ่นเหลือกตาใส่...คืนนี้ไม่ต้องธุระมากขนาดนี้ก็ได้มั้ง?
หยิบมือถือขึ้นมาดู ซูจิ่นตะลึงเล็กน้อยค่อยกดรับสาย
“สวัสดีค่ะคุณเหวิน มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
เหวินฉี่ตงเหมือนจะลังเลนิดๆ
“ไม่ได้รบกวนคุณนอนใช่ไหมครับ?”
ซูจิ่นเหลือกตาใส่อีกครั้ง เธอไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่าพวกผู้ชายนี่ชอบพูดอะไรโง่ๆ กันจัง เขาโทรมาแล้ว เธอก็รับสายแล้ว เพิ่งมากลัวว่าจะรบกวนเอาป่านนี้ มันสายเกินไปมั้ย?
ในใจน่ะคิดอย่างนี้ แต่เธอไม่มีทางพูดออกไปแน่นอนอยู่แล้ว
“ยังไม่นอนค่ะ” ตอบไปเบาๆ
CEO หนุ่มเงียบไปชั่วครู่ ค่อยพูดขึ้นอีกครั้ง
“ความจริงผมลืมถามมาตลอด คุณคบกับใครอยู่หรือเปล่า...”
หัวใจซูจิ่นเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ เริ่มประหม่าตื่นเต้นโดยไม่รู้ตัว
“ตอนนี้ไม่มีชั่วคราวค่ะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของชายหนุ่มดังมาจากในลำโพง ซูจิ่นค่อยรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป และนึกเจ็บใจแทบดิ้นตาย
ตอบอะไรแบบนี้กันเนี่ย?! ตอนนี้ไม่มีชั่วคราว? ก็แปลว่าความจริงกิจการมีแฟนของเธอยุ่งมากงั้นสิ? หน้าม้านสุดๆ
ยังดีที่เหวินฉี่ตงไม่ได้ยกเรื่องเผลอพูดผิดนี้มาเป็นประเด็นอย่างเป็นสุภาพบุรุษมาก หยุดไปเล็กน้อย แล้วพูดว่า
“งั้น...จะลองคบกับผมดูไหม?...เป้าหมายคือเพื่อแต่งงาน”
เขาพูดแล้ว...เขาพูดแล้วจริงๆ?
ดวงเธอดีอะไรขนาดนี้ มีผู้ชายตั้งสองคนมาสารภาพรักด้วยในคืนเดียว?...แม้จะเห็นได้ชัดว่าหนึ่งในสองมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ก็ตาม...
ซูจิ่นกะพริบตา กลืนน้ำลายหนึ่งครั้ง
“ฉัน...” พอเอ่ยปาก ค่อยพบว่าเสียงของตัวเองเพี้ยนไปเล็กน้อย จึงกระแอมหนึ่งที “ฉันจะตั้งใจพิจารณาดูค่ะ”
ตอนนี้สมองของเธอสับสนมาก รวบรวมสมาธิไม่ค่อยไหว จึงไม่สามารถตอบเขาตรงๆ ได้
CEO หนุ่มหัวเราะโดยไร้เสียง “พักผ่อนให้สบายนะครับ”
“ค่ะ ราตรีสวัสดิ์”
กดตัดสาย ซูจิ่นทิ้งตัวลงบนเตียงหนักๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังคิดอะไรไม่ออก
การคบกันโดยมีการแต่งงานเป็นเป้าหมาย? งั้นก็แปลว่าคบกันอย่างจริงจังและซีเรียสมากน่ะสิ?
ความจริงแล้วจนถึงตอนนี้ เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหวินฉี่ตงถูกใจเธอที่ตรงไหน...
ตอนเธอไปส่งเขากลับบ้านครั้งนั้น เขาเคยชมเธอว่ามีอารมณ์ขันมาก...ถึงเธอจะเห็นว่านั่นไม่ใช่อารมณ์ขันก็ตาม...
ในงานเลี้ยงของบริษัท เขาเคยชมว่าเธอสวย...แต่ดูเหมือนนั่นเขาจะชมการแต่งตัวของเธอ...
ตอนทำงาน เขามักจะพูดบ่อยๆ ว่าเธอทำได้ไม่เลวก็จริง...แต่นั่นก็ไม่ได้พูดชมตัวเธอในฐานะที่เป็นผู้หญิงอีกนั่นแหละ...
เมื่อครู่นี้ระหว่างทางกลับบ้าน เขามองว่านิสัยไม่นิยมซอกแซกของเธอดีมาก...แต่นั่นเป็นการเข้าใจผิดที่งดงาม...
ซูจิ่นชักจะกังวลนิดๆ ขึ้นมาอย่างปุบปับ เป็นไปได้ไหมที่เรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้ ต่างเป็นการเข้าใจผิดที่งดงามทั้งนั้น?
สำหรับเธอแล้ว เหวินฉี่ตงเป็นชายหนุ่มในอุดมคติมากสำหรับการเลือกคบเป็นแฟน ถึงขนาดพูดได้ว่าเป็นตัวเลือกในการแต่งงานด้วยที่ดีที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดที่เธอเคยติดต่อคบค้าด้วยมาจนถึงบัดนี้ เธอจึงไม่อยากจะทำเป็นว่า ฉันไม่แคร์เลยสักนิด
เพียงแต่...ดูเหมือนเธอจะไม่เคยมีโอกาสได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองให้เขาเห็นเลย ตัวเธอที่เขาชื่นชมจะเป็นแค่ภาพลวงตาหรือเปล่า?
...ซูจิ่นผู้บอกว่าจะเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างกล้าหาญ พอถึงเวลาเข้าจริง ก็เริ่มจะประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นมืออาชีพอีกแล้ว
หญิงสาวกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงอยู่ครึ่งคืน ก่อนจะลุกพรวดขึ้นนั่ง ในที่สุดก็ได้ตระหนักเรื่องหนึ่ง
ต่อให้เธอนั่งคิดจนหัวระเบิดอยู่ตรงนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถ้าไม่ลองดู ใครจะไปรู้ได้?
หลังจากตัดสินใจได้ หญิงสาวค่อยหลับลงในที่สุด
แต่ซูจิ่นนึกไม่ถึงเลยว่า เธอจะรับปากยอมคบกับเหวินฉี่ตงภายใต้สถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก
เช้าวันจันทร์ หลังประชุมกับคณะกรรมการเสร็จ ซูจิ่นเดินรั้งท้ายกับเหวินฉี่ตงเหมือนเคย ทั้งสองยังไม่ทันได้คุยอะไรกัน กรรมการเซี่ยที่อยู่ข้างหน้าก็หันหน้ามากะทันหัน แล้วกระซิบถามด้วยท่าทางมีเลศนัยว่า
“คุณเหวินกับคุณซูกำลังคบกันอยู่สินะ?”
“คะ?” ซูจิ่นมองคนถามตาโต ก็ได้ยินฝ่ายนั้นหัวเราะเจ้าเล่ห์
“เมื่อวันเสาร์ ผมเห็นคุณสองคนไปเดตด้วยกันแล้วละ”
ทำไมโลกนี้ถึงได้แคบอย่างนี้?
ขณะที่ซูจิ่นนึกโมโหเดือดอยู่ในใจ เหวินฉี่ตงยิ้มละไมโดยไม่ตอบ เพียงแต่มองเธออย่างมีนัย ราวกับกำลังรอคำตอบของเธอ
ซูจิ่นคาดว่าใบหน้าของเธอน่าจะแดงจัดจนเหมือนถ่านในกองไฟไปแล้ว...อึดใจใหญ่ค่อยอุบอิบว่า “ดู...ดูเหมือนจะใช่มั้งคะ?”
เหวินฉี่ตงยิ้มอ่อนโยน พูดกับกรรมการเซี่ยว่า
“ดูเหมือนจะกำลังคบกันอยู่ครับ”
กรรมการเซี่ยได้ฟัง ก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“วางใจเถอะ ผมจะช่วยเก็บเป็นความลับให้พวกคุณแน่นอน”
หวังว่านะ...ซูจิ่นภาวนาอยู่ในใจอย่างไม่ค่อยจะกล้าเชื่อถือนัก
<>::<>::<>
เหวินฉี่ตงยุ่งมาก และเขาก็ไม่ใช่คนที่รีบร้อนคืบหน้า ดังนั้นถึงจะบอกว่าคบกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเมื่อก่อนนัก โดยทั่วไปคนทั้งสองก็ยังคงต่างคนต่างมาทำงานและเลิกงานเอง เพียงแต่เวลาที่รับประทานอาหารเย็นด้วยกันถี่ขึ้นกว่าเดิม
ดูเหมือนเสินอวี่จะยังไม่ตัดใจ มักจะโทรศัพท์มาก่อกวนซูจิ่นตอนห้าทุ่มเที่ยงคืน ซึ่งว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่จิตใจมนุษย์เปราะบางมากที่สุดอยู่บ่อยครั้ง โดยชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ
แต่การปรากฏตัวของเสินอวี่มักจะคอยเตือนซูจิ่นถึงการมีตัวตนของผู้ชายอีกคน
หญิงสาวรู้สึกว่าเสินอวี่เจตนาชัดๆ แต่ไม่ทราบเพราะอะไรจึงไม่สามารถจะเกลียดเสินอวี่อย่างจริงจังได้ บางทีตรงไหนสักแห่งในใจเธออาจจะยังไม่ต้องการตัดขาดการติดต่อกับผู้ชายคนนั้นโดยสิ้นเชิงก็เป็นได้...
สรุปแล้วในใจของซูจิ่นขัดแย้งกันอยู่นิดๆ...และเธอเริ่มจะค่อยๆ ตระหนักบ้างแล้วว่าระหว่างเธอกับเหวินฉี่ตงยังขาดอะไรบางอย่าง...ส่วนจะขาดอะไรนั้น เธอยังระบุไม่ค่อยได้นัก...
ใกล้จะถึงวันวาเลนไทน์แล้ว
ซูจิ่นดูปฏิทินแล้วถอนหายใจ
วันวาเลนไทน์หรือ?
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ดื่มเหล้าไขว้มือ เป็นธรรมเนียมชาวบ้านอย่างหนึ่งของชนเผ่าฮั่น หลังจากที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเข้าสู่ห้องหอแล้ว ต่างคนต่างดื่มคนละครึ่งจอกก่อน จากนั้นไขว้แขนกันดื่มอีกครึ่งจอกที่เหลือจนเกลี้ยงจอก (ดูภาพที่ xx หน้า x)
[2] หลอดไฟ ในภาษาจีนมีความหมายแฝงว่า ก้างขวางคอ ที่เป็นตัวเกะกะเวลาคู่รักจะจู๋จี๋กัน