หัวข้อ : บทที่ 7 “หนูน้อยหมวกแดง” ได้พบ “หมาป่า” อีกครั้ง (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:51

บทที่ 7 “หนูน้อยหมวกแดง” ได้พบ “หมาป่า” อีกครั้ง (1)

 

ฝ่าบาทไม่ทรงรับนัดจากผู้หญิงคนไหนที่ไม่ใช่แฟนในวันวาเลนไทน์มาแต่ไหนแต่ไร คิดถึงตรงนี้ อ้ายเวยรู้สึกโชคดีที่สุดที่วันเกิดของเธอคือ 13 กุมภาพันธ์

มองดูตัวเองที่ตั้งใจแต่งตัวอย่างประณีตบรรจงในกระจก อ้ายเวยยิ้มอย่างพอใจ

วันนี้เธออายุ 21 ปีแล้ว ในราชอาณาจักร อายุ 21 ปีจึงจะถือได้ว่าบรรลุนิติภาวะอย่างแท้จริง และในที่สุดเธอก็บรรลุนิติภาวะเสียที ครั้งนี้ฝ่าบาทคงจะไม่ทรงยกข้ออ้างว่า “ไม่สนใจเด็กผู้หญิง” มาปฏิเสธเธอแล้วกระมัง?

เธอคือผู้ที่ทุกคนต่างยอมรับว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเจมม่าเชียวนะ

 

เวลาหนึ่งทุ่ม เครื่องบินส่วนตัวของอิ๋งเฮ่าเยว่ลงจอดยังสนามบินขนาดเล็กภายในคฤหาสน์มาร์ควิสตระกูลอ้ายอย่างตรงเวลา อ้ายเวยรออยู่ก่อนแล้วที่ด้านข้างลานจอดเครื่องบิน เมื่อชายหนุ่มก้าวลงจากเครื่องบิน เธอก็ก้าวเข้าไปต้อนรับ ย่อเข่าถวายบังคมอย่างถูกต้อง

“ฝ่าบาททรงยอมมาเยือน อ้ายเวยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเพคะ”

อิ๋งเฮ่าเยว่ซึ่งสวมเครื่องแบบทหารพื้นสีดำประดับสีเงินของราชอาณาจักรแล้วส่งให้รูปร่างยิ่งดูสูงสง่าองอาจ ซ่อนความรำคาญไว้ในส่วนลึกของดวงตาอ่อนโยนสีสนิมเหล็ก พยักหน้าอย่างสง่างามรับการถวายบังคม แล้วเข้าไปนั่งในรถยนต์สำหรับต้อนรับแขกคันหรูตามการผายมือนำของเจ้าบ้าน ส่วนผู้ติดตามได้เข้าไปนั่งในรถยนต์อีกคัน

ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลอ้ายเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในอาณานิคมเจมม่า และอ้ายเวยได้กลายเป็นประมุขของตระกูลอ้ายมาตั้งแต่อายุ 17 ปีเพราะพ่อแม่ต่างด่วนจากไปละก็ เขาไม่มีทางยอมเจียดเวลามานั่งเครื่องบินครึ่งชั่วโมงในช่วงที่กำลังงานยุ่งมาก เพื่อมาร่วมในงานวันเกิดของยายเด็กกะโปโลคนหนึ่งหรอก

หลังลงจากรถที่หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ อิ๋งเฮ่าเยว่พบว่าตลอดทางที่เดินมามีแต่คนรับใช้คอยต้อนรับ จึงหันไปถามเด็กสาวด้วยความสงสัย “แขกคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึงกันหรือ?”

อ้ายเวยก้มหน้าลงนิดๆ ในองศาที่สมบูรณ์แบบที่สุด พูดอย่างเอียงอาย “วันเกิดอายุ 21 ปี อ้ายเวยอยากจะฉลองกับฝ่าบาทเพียงองค์เดียวเพคะ”

ชายหนุ่มเผลอชะงักฝีเท้าไปชั่ววูบ นึกอยากจะกลับจวนผู้ว่าการรัฐเดี๋ยวนี้ขึ้นมาทันที แต่สุดท้ายสติก็เป็นฝ่ายมีชัย ดังนั้นเขาจึงขยับเท้าก้าวเดินต่อไปก่อนที่ใครจะทันได้สังเกตเห็น

อ้ายเวยเลือกต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ภายในห้องอาหารขนาดเล็กของห้องรับแขกส่วนตัวของเธอ แสงโคมไฟอ่อนสลัวเข้าคู่กับเชิงเทียนเงินแท้ที่ใจกลางโต๊ะอาหาร ให้อารมณ์ดินเนอร์กลางแสงเทียนอยู่ไม่น้อย

ไม่ได้พบกันช่วงหนึ่ง ฝ่าบาทเหมือนจะทรงรูปงามขึ้นอีกแล้ว เด็กสาวแอบมองอีกฝ่ายผ่านร่องเทียนอย่างหลงใหล

ประชาชนโดยทั่วไปต่างคิดว่ามกุฎราชกุมารที่มักจะทรงปรากฏพระองค์บนสื่ออยู่บ่อยครั้ง คือชายหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งของราชอาณาจักร ความจริงแล้วนั่นเป็นเพราะเจ้าฟ้าชายอิ๋งเฮ่าเยว่ทรงเก็บพระองค์มากหรอก ในความเห็นของอ้ายเวย ไม่ว่าจะในด้านไหน มกุฎราชกุมารต่างสู้เจ้าฟ้าชายอิ๋งเฮ่าเยว่ไม่ได้เลย นี่เองคือสาเหตุที่ในบรรดาชนชั้นสูงมักจะลือกันว่า เหตุที่เจ้าฟ้าชายทั้งสองพระองค์ไม่ลงรอยกัน เป็นเพราะมกุฎราชกุมารทรงริษยาเจ้าฟ้าชายอิ๋งเฮ่าเยว่

“ฟังว่าพักก่อน ฝ่าบาทประชวรหรือเพคะ?”

อ้ายเวยนึกถึงเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งทางจวนผู้ว่าการรัฐได้ประกาศว่าท่านผู้ว่าการรัฐประชวร จึงขอไม่รับแขก ขณะที่ทางด้านนอกกลับลือกันไปทั่วว่าเจ้าฟ้าชายอิ๋งเฮ่าเยว่ทรงหายสาบสูญ เป็นตายไม่ทราบชัด และช่วงนั้นตัวเธอไม่สามารถติดต่อพระองค์ได้โดยสิ้นเชิงอีกด้วย จึงอกสั่นขวัญแขวนอยู่เป็นนาน ยังดีที่ฝ่าบาทได้ปรากฏพระองค์พร้อมกับพระจักรพรรดิที่เสด็จมาเยี่ยมในวันคริสต์มาส ข่าวลือถึงได้เงียบไป

อิ๋งเฮ่าเยว่พยักหน้าเล็กน้อย

“กลับมาแข็งแรงดีแล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง” บาดแผลสมานตัวดีแล้ว แพทย์รักษาพระองค์เคยเสนอตัวขอช่วยเขาจัดการแผลเป็น แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ

แผลเป็นคือเกียรติยศของลูกผู้ชาย...นี่คือเหตุผลอันสวยหรูของเขา แต่บางทีกระทั่งตัวเขาเองก็อาจจะไม่ได้รู้ตัวว่า ที่เขาอยากจะเก็บแผลเป็นเอาไว้ อาจจะเป็นเพราะความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับแผลเป็นนี้

เรียวปากเด็กสาวโค้งขึ้นด้วยองศาที่สมบูรณ์แบบ

“อย่างนั้นอ้ายเวยก็เบาใจแล้วเพคะ” ระหว่างที่พูด ได้ทำมือเป็นสัญญาณ ก็มีผู้รับใช้เข้ามาหา ยกไวน์แดงที่เตรียมไว้เรียบร้อยอยู่ก่อนขึ้นมา ใช้ที่เปิดจุกขวดทำจากเงินแท้หมุนดึงจุกคอร์กออก แยกย้ายรินลงในแก้วไวน์คริสทัลตรงหน้าคนทั้งสอง

“สุขสันต์วันเกิด”

ถึงจะไม่เต็มใจ อิ๋งเฮ่าเยว่ยังคงแสดงมารยาทสุภาพบุรุษ ชูแก้วอวยพรให้เด็กสาว

“ขอบพระทัยเพคะ” อ้ายเวยยิ้มหวานหยดปานดอกไม้บาน

ดื่มไวน์ลงไปหนึ่งคำ ชายหนุ่มเผลอใจลอยไปชั่ววูบ

...ลาฟิต ปี 1797 ไม่รู้ว่าขวดที่เขาให้เธอเป็นของขวัญขวดนั้น เธอดื่มแล้วหรือยัง

“ไวน์ไม่ถูกโอษฐ์หรือเพคะ?” เด็กสาวเห็นเขาค่อนข้างใจลอย จึงถามอย่างกังวล

ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์

“เปล่าเลย รสดีมาก ไม่นึกว่ามาร์ชันเนสก็ชอบไวน์แดงปี 1797 เหมือนกัน”

ได้รับคำชมจากอิ๋งเฮ่าเยว่ หัวใจเด็กสาวพองโตคับอกทันที พูดอย่างภูมิใจนิดๆ

“ขวดนี้หม่อมฉันประมูลมาได้จากห้างประมูลตอนไปช้อปปิ้งที่เมืองปู้เมื่อปลายเดือนที่แล้ว โชคดีมากเลยเชียวเพคะ”

เมืองปู้เป็นเมืองธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักร ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้งมาแต่ไหนแต่ไร เด็กสาวผู้ดีเหมือนอย่างอ้ายเวยหลายๆ คนจึงจะไปช้อปปิ้งครั้งใหญ่กันตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้

ความรู้สึกประหลาดผุดขึ้นในใจของอิ๋งเฮ่าเยว่

ประมูลมาจากเมืองปู้? ปลายเดือนที่แล้ว?

ไวน์แดงที่แทบจะนับได้ว่าเป็นโบราณวัตถุแบบนี้ปรากฏในตลาดน้อยมาก...ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย

“ช่วยเอามาให้ผมดูหน่อยได้ไหม?”

พ่อบ้านที่ยืนรอรับใช้อยู่ด้านข้างรีบยื่นขวดไวน์ไปให้อย่างนอบน้อม หลังจากชายหนุ่มได้เห็นรอยเปื้อนบนฉลากรอยนั้น ก็แทบจะรักษาสีหน้านิ่งสนิทไว้ไม่อยู่เผลอมุมปากกระตุก

 

ผู้หญิงพวกนี้เอะอะก็จะทอดกายให้ เห็นเขาเป็นโฮสต์ ใครเสนอตัวมาก็ไม่ปฏิเสธทั้งนั้นหรือไงไม่ทราบ?

ยืนกรานปฏิเสธคำเชิญรั้งเขาอยู่ค้างคืนของอ้ายเวยแล้ว กว่าอิ๋งเฮ่าเยว่จะกลับไปถึงจวนผู้ว่าการรัฐก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน

ตั้งแต่ดื่มไวน์ขวดนั้นลงไป ชายหนุ่มก็หงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ในใจ และหลังจากที่นอนหลับไม่สนิทมาทั้งคืน ในที่สุดอารมณ์หงุดหงิดนี้ก็มาระเบิดเปรี้ยงในเช้าวันต่อมา

“โทรศัพท์มาหาฉันในวันวาเลนไทน์ เดี๋ยวฉันก็เข้าใจผิดหรอก” คำพูดเต็มไปด้วยอารมณ์เย้าแหย่ของเสินอวี่ดังมาจากปลายสาย

อิ๋งเฮ่าเยว่นิ่งเงียบไปชั่วครู่ มองเมินคำแซวไร้สาระของญาติผู้พี่ไปเสีย เอ่ยปากอย่างยากเย็นนิดๆ

“พักนี้เธอ...เป็นยังไงบ้าง?” หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงร้อนเงินกะทันหัน?

ถึงแม้ญาติผู้น้องจะไม่ได้ระบุออกมาว่า “เธอ” ที่ว่าคือใคร แต่ระหว่างลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ ย่อมจะรู้ใจกันมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นเสินอวี่จึงรู้ในทันทีว่าคนที่ญาติผู้น้องถามถึงคือใคร

หมอนี่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอแล้วไม่ใช่เรอะ?

เสินอวี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“นายหมายถึงใครเหรอ?”

อิ๋งเฮ่าเยว่เม้มปากอย่างอารมณ์เสีย

“เสินอวี่!”

จุ๊ๆๆ โมโหเอาเรื่องเลยวุ้ย...น่าจะเพราะไม่ได้นอนกับสาวมานานเกินไป ฮอร์โมนเลยไม่สมดุลแหงๆ...เจ้าน้องชายของเขาคนนี้นี่ไม่รู้จักใช้ผู้หญิงมาเสริมการใช้ชีวิตเล้ย

เสินอวี่แอบหัวเราะอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าท้าทายขีดจำกัดความอดทนของอีกฝ่าย

“โอเคๆ เธอเป็นยังไง ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน”

อิ๋งเฮ่าเยว่ขมวดคิ้ว “ไปหลอกลิงเถอะไป๊”

นิสัยของเสินอวี่ เขารู้ดีที่สุด เขาไม่เชื่อหรอกว่าญาติผู้พี่ไม่ได้คอยจับตาดูซูจิ่น แถมจากสันดานที่ชั่วร้ายของเสินอวี่ สงสัยว่าจะกำลังตั้งหน้าตั้งตารอดูเขาเสียฟอร์มแหงๆ

ญาติผู้พี่หัวเราะเจ้าเล่ห์ คิดเล็กน้อยแล้วพูดว่า

“จากที่ฉันรู้ พักนี้เธอสบายดีมากๆ ดูเหมือนจะกำลังคบกับเหวินฉี่ตงอยู่”

อิ๋งเฮ่าเยว่เงียบไปอึดใจใหญ่ เนิ่นนานค่อยทวนคำว่า

“เหวินฉี่ตง?”

ในใจเสินอวี่หัวเราะจนกรามแทบค้าง แต่เปลือกนอกพยักหน้าด้วยสีหน้าเฉยสนิท

“ไม่ต้องสงสัย เหวินฉี่ตงคนนั้นแหละ”

อิ๋งเฮ่าเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง

“บ่ายวันนี้ฉันจะไปเมืองปู้ นายมารับฉันด้วย” พูดจบก็วางสาย

ในที่สุดเสินอวี่ก็สุดกลั้น หัวเราะลั่นออกมา

 

<>::<>::<>

 

ทุกคนต่างรู้ดีว่าอาหารฝรั่งเศสเป็นอาหารชั้นสูงที่สุดในโลก ความประณีตของรสชาติ ความเลิศรสของซอส และความหรูหรางดงามในการจัดวางของจานชามช้อนส้อม แทบจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง และเพราะเหตุนี้เอง ผู้คนมากมายจึงเลือกที่จะใช้การรับประทานอาหารฝรั่งเศสมาทำให้วันวาเลนไทน์อันแสนโรแมนติกสมบูรณ์

แต่เมื่อซูจิ่นกับเหวินฉี่ตงก้าวเข้าสู่ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสชื่อดังที่สุดของเมืองปู้ ทั้งที่สภาพแวดล้อมหรูหราสูงรสนิยมจนสามารถเทียบเคียงพระราชวังได้แท้ๆ แต่กลับทำให้นึกถึงแต่คำบรรยายว่า “ผู้คนล้นหลาม”

ซูจิ่นทำหน้าผิดหวังอย่างจนใจ รู้สึกขึ้นมากะทันหันว่าตัวเธอที่เสนอให้มารับประทานอาหารกันที่นี่ช่างโง่ดำดินเหลือเกิน

แต่จองที่นั่งไปแล้ว จะมาเปลี่ยนใจเอาตอนนี้ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่...ดังนั้นหญิงสาวได้แต่แข็งใจเดินตามบริกรเข้าไป

ออเดิร์ฟ ทั้งคู่ต่างสั่งฟัวกราส์[1]

อาหารจานแรก เหวินฉี่ตงสั่งเอสคาโก้[2] แต่ซูจิ่นนึกภาพตัวเองกินหอยทากไม่ออกเอาเลย จึงสั่งหอยนางรมแทน

หลังจากกินอาหารจานแรกเสร็จ บริกรก็มาเสิร์ฟแชมเปญ สองหนุ่มสาวดื่มไปพลางคุยกันไปพลางรออาหารจานหลัก

ความจริงแล้วเหวินฉี่ตงกับซูจิ่นมีความเห็นตรงกันในหลายๆ ด้าน ทั้งสองต่างอยู่เมืองนอกมาหลายปี ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกลึกซึ้งพอสมควร ดังนั้นทัศนคติและความเคยชินในการใช้ชีวิตจึงมีจุดที่สอดคล้องกันหลายจุด

แต่ในคืนนี้ทั้งสองไม่ได้คุยกันเรื่องอื่น ทว่าคุยกันเรื่องสถานการณ์การคบกันในปัจจุบันของทั้งคู่

“ผมกำลังคิดว่าเพราะผมเป็นเจ้านายของคุณหรือเปล่า เวลาคุณอยู่ต่อหน้าผม ถึงมักจะไม่สามารถทำตัวตามสบายจริงๆ ได้เลย” เหวินฉี่ตงเปรยขึ้นเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

“คะ?” ซูจิ่นอุทานงงๆ แล้วยิ้มเรี่ยๆ พูดตามตรงว่า “คงจะอย่างนั้นแหละค่ะ การเปลี่ยนบทระหว่างเจ้านายกับแฟนทำให้รับมือไม่ค่อยจะทันจริงๆ”

พูดอีกอย่างคือเธอไม่สามารถทำตัวให้อินกับการคบกันครั้งนี้อย่างแท้จริงได้จริงๆ นั่นแหละ

ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่นึกเคืองในคำตอบตรงๆ ของเธอแม้แต่น้อย

“ความจริงแล้วที่ผมชอบมากที่สุด คือความตรงไปตรงมาของคุณ เริ่มมาตั้งแต่เมื่อวันนั้นที่คุณเตือนผมอย่างไม่เกรงใจว่าห้ามสูบบุหรี่ในรถของคุณนั่นแหละ”

ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยถึงคำว่า “ชอบ” ซูจิ่นอดใจเต้นแรงขึ้นหลายจังหวะไม่ได้

ความจริงแล้วความตรงไปตรงมาของเธอมักจะล่วงเกินคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่เล็กจนโตเธอเคยต้องโชคร้ายเพราะนิสัยนี้มาไม่ใช่น้อย ไม่นึกเลยว่าเหวินฉี่ตงจะชอบนิสัยนี้ของเธอ

ขณะที่นึกไม่ออกว่าควรจะพูดตอบเขายังไงดี ก็ได้ยินชายหนุ่มพูดต่อว่า

“ไม่นานมานี้เครือบริษัทไฟแนนซ์หวนอวี่กำลังเชิญผมเข้าทำงานที่บริษัทพวกเขา และตอนนี้ผมลังเลอยู่นิดหน่อย”

ซูจิ่นตกตะลึงอีกครั้ง มองคนพูดตาโต

หวนอวี่กับจั๋วเยว่เป็นบริษัทไฟแนนซ์ยักษ์ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ แต่ไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งกัน ไม่นึกว่าหวนอวี่จะมาดึงตัวพนักงานของจั๋วเยว่ไป

แต่ในเมื่อเป็นการดึงตัวพนักงาน ค่าตอบแทนก็ต้องสูงกว่ากันมาก แล้วเขายังจะลังเลอะไร?

ดูเหมือนจะเดาความคิดของเธอได้ CEO หนุ่มแอบถอนหายใจในการไม่รู้จักเก็ตในบางเรื่องของซูจิ่น เอ่ยปากอธิบายว่า

“ถ้าผมเลือกไปทางนั้น ก็จะหลุดจากฐานะเจ้านายของคุณได้ และอาจจะทำให้เราสองคนก้าวหน้ากันไปได้ราบรื่นขึ้น แต่ในทางกลับกันเวลาที่จะได้อยู่กับคุณก็จะน้อยลงมากน่ะครับ”

เห็นซูจิ่นทำสีหน้าว่าเข้าใจแล้ว ชายหนุ่มจึงยิ้มอ่อนโยน

“ดังนั้นผมเลยอยากจะทราบความต้องการของคุณครับ”

ซูจิ่นขมวดคิ้วนิดๆ...นี่เป็นปัญหาที่ตัดสินใจยากจริงๆ

 

<>::<>::<>

 

เนื่องจากเป็นการกลับประเทศโดยพลการ อิ๋งเฮ่าเยว่จึงใช้พาสปอร์ตชื่อ “ฉินชวน” โดยสารเครื่องบินพาณิชย์

ออกจากห้องโถงผู้โดยสารขาออกแล้ว เดินไปด้วยกันกับเสินอวี่ที่มารับเขาไปจนถึงข้างรถบูกัตติของเสินอวี่ ฉินชวนก็แบมือ

“กุญแจ”

เสินอวี่มองหน้าญาติผู้น้อง ส่งกุญแจไปให้อย่างสงสัยนิดๆ

น้อยมากที่ฉินชวนจะขอขับรถเอง

ฉินชวนเปิดประตูรถ เข้านั่งในตำแหน่งคนขับแล้วล็อกรถทันที จากนั้นพูดกับเจ้าของรถที่ยังไม่ทันได้ขึ้นรถว่า

“นายเรียกคนขับรถมารับนายนะ” จบคำก็ขับรถลอยชายจากไป

เสินอวี่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่ตรงลานจอดรถนานมาก ค่อยได้สติแอบแช่งชักหักกระดูกญาติผู้น้องอย่างเจ็บกระดองใจ

มีน้องชายที่เห็นสาวดีกว่าพี่แบบนี้ เขานี่โชคร้ายเป็นบ้า

ฉินชวนขับรถไปพลาง กดสั่งคอมพิวเตอร์บนรถของเสินอวี่ออกมาไปพลาง หลังจากพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ของซูจิ่นเข้าไปแล้ว ก็เริ่มใช้ระบบดาวเทียมค้นหาระบุตำแหน่งในปัจจุบันของมือถือ

ไม่กี่วินาทีให้หลัง ตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่เมืองก็เริ่มมีจุดกะพริบโผล่ขึ้น

 

<>::<>::<>

 

ขณะที่ซูจิ่นกำลังไตร่ตรองปัญหาเรื่องจะให้เหวินฉี่ตงลาออกหรือเปล่าอย่างเคร่งเครียด เหวินฉี่ตงก็ยิ้มบางๆ ตัดบทเธอเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“จริงสิ วันนี้ต้องให้ดอกกุหลาบ คุณดูนะครับว่าชอบเจ้านี่หรือเปล่า?”

ระหว่างที่พูด ก็ส่งกล่องของขวัญใหญ่ประมาณฝ่ามือที่ห่ออย่างประณีตงดงามให้ซูจิ่น

หญิงสาวเอ่ยขอบคุณแล้วรับมา แวบแรกที่ถือไว้ในมือก็รู้สึกได้ทันทีว่าต้องเป็นของที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน คาดว่าน่าจะเป็นเครื่องประดับเสียละมาก แต่มันเกี่ยวอะไรกับดอกกุหลาบหรือ?

ด้วยความเคยชินที่ได้มาจากการอาศัยอยู่อเมริกามานานปี เมื่อได้รับของขวัญต้องแกะห่อตรงหน้าผู้ให้ทันที ทำให้หญิงสาวแกะกระดาษห่อทั้งหมดออกอย่างระมัดระวัง แล้วได้เห็นป้ายยี่ห้อ Cartier วาววับ

สิ่งแรกที่ป้ายยี่ห้อนี้ทำให้นึกถึง คือแพงมาก...

อัญมณีระดับท็อป ขณะเดียวกันราคาก็ระดับท็อปด้วย

ซูจิ่นเงยหน้าขึ้นมองเหวินฉี่ตงที่นั่งอยู่ตรงข้าม เห็นเขาใช้สายตาเชียร์ให้เธอแกะต่อไป เธอค่อยลงมือเปิดกล่องเครื่องประดับงามประณีต จากนั้นเมื่อได้เห็นของที่อยู่ข้างใน ก็ต้องสูดหายใจโดยแรง

ดอกกุหลาบที่ทำจากทับทิมฝังเรียงตัว ไม่มีทางโรยตลอดกาล แทนความหมายความรักที่ไม่มีวันร้างรานั่นเอง...นี่คือ “รักนิรันดร์” อัญมณีรุ่นลิมิเต็ดที่ Cartier ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับวาเลนไทน์ปีนี้ ฟังว่าออกวางขายทั่วโลกแค่หนึ่งร้อยชุดเท่านั้น

“สวยเหลือเกินค่ะ” ขณะที่ซูจิ่นถอนหายใจชมออกมา ก็เผลอเริ่มแอบทายอยู่ในใจว่าราคาของเครื่องประดับชิ้นนี้จะถึงเลขกี่หลัก แน่นอน...ซูจิ่นที่กระทั่งไวน์แดงมูลค่าหลายแสนดอลลาร์ยังกล้ารับไว้โดยหน้าไม่เปลี่ยนสี ย่อมไม่มีทางกลัวของขวัญที่แพงเกินไปเด็ดขาด ที่ประเมินราคาของขวัญ เป็นโรคจากอาชีพของเธอเองล้วนๆ

“ช่วยสวมให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

ในสายตาของคนตะวันออก การกระทำนี้ของซูจิ่นคือเปิดเผยจนน่าเกลียด แต่ในสายตาคนตะวันตก กลับเป็นการแสดงออกว่าชอบของขวัญอย่างมาก

แฟนสาวแสดงความถูกใจของขวัญชิ้นนี้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เหวินฉี่ตงยิ้มอย่างเอ็นดู ลุกขึ้นอย่างยินดี อ้อมไปที่ด้านหลังเธอ บริการให้เธออย่างเป็นสุภาพบุรุษ

หลังจากที่ CEO หนุ่มกลับไปนั่งที่ หญิงสาวยิ้มหวานหยดเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง

“ฉันชอบกุหลาบดอกนี้มาก ขอบคุณมากค่ะ”

เหวินฉี่ตงยิ้มน้อยๆ เอ่ยตอบ “ชอบก็ดีแล้วครับ”

อาหารฝรั่งเศสพิถีพิถันเรื่องกินเนื้อแดงคู่กับไวน์แดง กินเนื้อขาวคู่กับไวน์ขาวเสมอมา ก่อนหน้านี้ซูจิ่นสั่งจานหลักเป็นแกงกะหรี่กระดูกวัว ดังนั้นหลังจากบริกรเสิร์ฟอาหารแล้ว จึงเปลี่ยนจากแชมเปญเป็นไวน์แดง

รับประทานอาหารจานหลักจนหมดกันเงียบๆ แล้ว ซูจิ่นเฝ้ารอของหวานที่ร้านนี้ขึ้นชื่อมากว่าอร่อยไปพลาง คุยกับเหวินฉี่ตงถึงประสบการณ์ตอนท่องเที่ยวในฝรั่งเศสของแต่ละคนไปพลาง ขณะที่กำลังคุยกันเพลินๆ มือถือที่ปรับเป็นระบบสั่นอยู่ก่อนของเธอก็สั่นเตือนอยู่ในกระเป๋าถือ

 

ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศส?

เมื่อฉินชวนดูตามแผนที่บนหน้าจอจนหาสถานที่ที่ซูจิ่นอยู่พบ ก็อดไม่ได้ต้องแค่นเสียงอย่างเย็นชา

วาเลนไทน์ที่แสนโรแมนติกหรือ?

ความจริงเขาอยากจะเข้าไปลากตัวเธอออกมาตรงๆ อย่างมาก แต่ถ้าไม่ถึงขั้นไม่มีทางเลือก เขาก็ไม่อยากจะปะทะกับเหวินฉี่ตง

คิดเล็กน้อย ชายหนุ่มตัดสินใจโทรศัพท์หาซูจิ่น

 
<>::<>::<>



[1] ฟัวกราส์ (foie gras) คือ ตับห่านย่าง
[2] เอสคาโก้ (escargot) คือ หอยทากฝรั่งเศส

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:51

0 ความคิดเห็น