บทที่ 7 “หนูน้อยหมวกแดง” ได้พบ “หมาป่า” อีกครั้ง (2)
ซูจิ่นเปิดกระเป๋าดูข้อมูลผู้โทรเข้า แล้วขมวดคิ้วอย่างลืมตัว ตอนแรกคิดจะทำเป็นไม่เห็น เหวินฉี่ตงกลับพูดอย่างใจกว้างว่า
“ผมไม่เป็นไรครับ”
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ขอโทษค่ะ” ค่อยลุกขึ้นเดินไปกดรับสายที่ห้องแต่งหน้า
“ฉันควรจะพูดว่าสุขสันต์วันวาเลนไทน์ไหม?” ซูจิ่นเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนด้วยอารมณ์สับสน แต่ฉินชวนไม่มีความอดทนที่จะพูดพล่ามไร้สาระกับเธอโดยสิ้นเชิง
“ห้านาที ผมให้เวลาคุณห้านาที มาหาผมที่ถนนเสี่ยวซง[1]หลังภัตตาคาร ไม่งั้นผมจะเข้าไปหาคุณ” พูดจบก็ตัดสายอย่างรวบรัดตัดความ
ซูจิ่นเบิกตากว้างจ้องมือถืออย่างตกตะลึงจังงังอยู่อึดใจใหญ่
เขามีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ?
หญิงสาวโมโหเดือด แต่ก็กลัวเบื้องหลังมาเฟียของฉินชวน จึงไม่กล้ากระตุกหนวดเสือทดสอบความอดทนของเขา...ใครจะไปรู้ได้ว่าเขาจะทำอะไรลงไป? ถึงตอนนั้นคนที่ต้องขายหน้ามีแต่ตัวเธอเอง...
แต่ว่า...ทำไมนัดเดตของเธอกับเหวินฉี่ตงถึงถูกขัดจังหวะอยู่เรื่อย? หรือเธอจะโหงวเฮ้งอับโชคมาแต่เกิด ไม่มีดวง “ไทเฮา” ที่จะได้บินขึ้นยอดไม้เป็นพญาหงส์จริงๆ?
ซูจิ่นโมโหแน่นอกกลับไปที่โต๊ะอาหาร เหวินฉี่ตงเห็นสีหน้าเธอแย่มาก ก็ถามอย่างเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ?”
หญิงสาวก้มหน้าลง แข็งใจพูดว่า “เพื่อนเกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะค่ะ ฉันต้องรีบกลับไป ขอโทษด้วยนะคะ...”
CEO หนุ่มก็ข้องใจเหมือนกันว่าทำไมนัดเดตของเขากับเธอถึงเกิดปัญหาอยู่เรื่อย แต่เวลาแบบนี้ควรจะข่มความสงสัยในใจลงไปก่อน เขาลุกขึ้นยืน ถามว่า
“จะให้ผมไปส่งคุณไหมครับ?”
ซูจิ่นรีบส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้วค่ะ ฉันไปแท็กซี่จะเร็วกว่า” คิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตรงหน้าชายหนุ่ม เงยหน้าขึ้นนิดๆ แสดงอาการขอจูบลา
ชายหนุ่มโน้มกายลงอย่างเป็นธรรมชาติ แต่กลับชะงักเล็กน้อยตอนจะสัมผัสริมฝีปากของเธอ แล้วเปลี่ยนทิศเป็นแค่จุมพิตแก้มของเธอเบาๆ
ซูจิ่นหันกายเดินจากไปอย่างผิดหวังนิดๆ
ความจริงแล้วลึกๆ ในใจ เธอค่อนข้างหวังให้เจ้าชายขี่ม้าขาวจุมพิตริมฝีปากของเธอ ปลดปล่อยเธอจากคำสาปของพ่อมดผู้ชั่วร้าย...
ถนนเสี่ยวซงคือถนนเงียบสงบด้านหลังภัตตาคาร ซูจิ่นเลี้ยวเข้าไปปุบ ก็มองเห็นรถบูกัตติสุดเท่ของเสินอวี่คันนั้นจอดอยู่ข้างทาง เพียงแต่คนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับเปลี่ยนมาเป็น “พ่อมดผู้ชั่วร้าย” ที่มีหน้าตาภายนอกรูปงามไร้ที่ติ
หญิงสาวเหลียวมองหน้าหลังจนมั่นใจว่ารอบด้านไม่มีคน ค่อยเข้าไปนั่งในรถอย่างรวดเร็ว ไม่พูดอะไรสักคำอย่างอารมณ์บูด แสดงบทเป็นคนใบ้
ดูเหมือนฉินชวนไม่คิดจะพูดทักทายเธอเหมือนกัน พอเธอปิดประตูรถ ก็เหยียบคันเร่งทันทีด้วยสีหน้าเฉยชา รถพุ่งปราดออกไปด้วยความเร็วสูง ซูจิ่นกลืนน้ำลาย ไม่มีแก่ใจจะมัวโกรธ รีบรัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย
เนื่องจากฐานะของฉินชวนล่อแหลมมาก จึงไม่ควรอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอกนานนัก ชายหนุ่มซิ่งรถไปตลอดทางจนเข้าสู่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของคอนโดซูจิ่น
ทันทีที่รถจอดสนิท หญิงสาวก็ลงจากรถด้วยสีหน้าเย็นชาโดยไม่หันไปมองเขาสักแวบ ทำเหมือนชายหนุ่มไม่มีตัวตน เดินไปที่ลิฟต์คนเดียว ฉินชวนเห็นท่าทีแบบนี้ของเธอก็หน้าตึง แทบอยากจะออกรถจากไปในทันที แต่เขาเข้าใจดีว่าถ้าเขาถูกเธอยั่วโมโหจนจากไปทั้งอย่างนี้ ปัญหาระหว่างเขากับเธอก็จะยังไม่สามารถแก้ไขได้อยู่เหมือนเดิม
ชายหนุ่มเม้มปากมองแผ่นหลังของเธออยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจกล้ำกลืนความโกรธตามเธอไป
ฉินชวนหารู้ไม่ว่า ถึงแม้ซูจิ่นจะตีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ความจริงก็คือไม่กล้าที่จะมองหน้าเขาต่างหาก
ได้พบกันอีกครั้งหลังแยกจากกันสี่สิบวัน เขาดูรูปงามชวนหลงใหลยิ่งกว่าที่เธอจำได้เสียอีก เธอกลัวมากว่าขืนมองเขามากเกินไปนิด เขื่อนกั้นอารมณ์ใคร่ที่เธออุตส่าห์ใช้สติก่อขึ้นจะพังทลายลงราบคาบ และตัวเธอก็จะโถมเข้าไปกินเขาจนหมดเกลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะปล่อยให้เขาเรียกร้องเอาตามใจชอบ
ซูจิ่นรู้สึกว่าตัวเธอในตอนนี้เป็นเหมือนหนูน้อยหมวกแดงที่ต้องคำสาปของพ่อมดผู้ชั่วร้ายเข้าให้ มีสิทธิ์ทนการยั่วยวนไม่ไหวกลายร่างเป็นหมาป่าได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นตัวเธอที่รู้นิสัยทะนงตัวแทบจะเป็นหยิ่งยโสของฉินชวนดีมากจึงจงใจทำตัวไร้มารยาทแบบนี้ใส่เขา โดยหวังว่าเขาจะทนถูกทำท่าเย็นชาใส่ไม่ไหวสะบัดหน้าจากไป เธอจะได้ไม่ต้องลังเลระหว่างการเป็นหนูน้อยหมวกแดงกับหมาป่า
ใครจะไปนึกว่าซูจิ่นผู้ดวงตกถูกกำหนดแน่แล้วว่าจะไม่ได้ดั่งใจไปทุกเรื่อง ฉินชวนก็ยังตามเธอขึ้นมาอยู่ดี
หญิงสาวขมวดคิ้วนิดๆ ในใจเหมือนมีเส้นบางเส้นถูกขึงตึง
ชายหนุ่มรู้สึกถึงอาการตัวแข็งทื่อของเธอได้อย่างชัดเจน จึงอารมณ์ดีขึ้นมากอย่างประหลาด
ออกจากลิฟต์ หญิงสาวหยุดลงที่หน้าประตูโดยหันหลังให้เขา รู้สึกว่าประตูข้างหน้าเป็นเหมือนปราการป้องกันด่านสุดท้ายในใจของเธอ เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ แล้วหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับเขา มองกระดุมเม็ดที่สองของเสื้อเชิ้ตเขา พูดเสียงราบเรียบ
“ฉันถึงบ้านแล้ว ขอบคุณค่ะที่มาส่งฉันกลับบ้าน” เจตนาไล่แขกเห็นได้อย่างชัดเจน ขาดแค่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่า “คุณไปได้แล้ว” เท่านั้น
ไม่กล้ามองหน้าเขารึ?
ในดวงตาสีสนิมเหล็กของชายหนุ่มทอแววเจ้าเล่ห์ จงใจก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ซูจิ่นถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างตึงเครียดทันที แผ่นหลังชนเข้าใส่บานประตู
เห็นท่าทางขี้ขลาดตาขาวของเธอแล้ว ในที่สุดฉินชวนก็อดใจไม่อยู่หัวเราะพรืดออกมาอย่างเย้ยหยัน
“ไม่ต้องเกรงใจ ที่นี่ก็บ้านผมเหมือนกัน” สัญญาเช่าของเขายังไม่ครบกำหนดเลยนะ จบคำก็สืบกายเข้าหาอย่างคร้านจะพูดพล่ามไร้สาระกับเธอ มือข้างหนึ่งรัดเอวบางไว้ มืออีกข้างยึดปลายคางเรียวสวยของเธอ โน้มตัวลงทำสิ่งที่เขาอยากจะทำมาตลอด...จุมพิตเต่าน้อยตัวนี้อย่างดุดัน
ซูจิ่นยังไม่ทันแม้แต่จะแสดงกิริยาดิ้นรนพอเป็นพิธีเสียด้วยซ้ำ ก็ทิ้งอาวุธยอมแพ้โดยสิ้นเชิง ความจริงแล้วตั้งแต่ชั่ววินาทีที่มือของเขาแตะถูกเอวของเธอ ในสมองของเธอก็เหลือแต่ภาพขาวโพลน มือที่เดิมทียันแผ่นอกกว้างไว้เป็นการต่อต้าน ก็เปลี่ยนมาเป็นโอบคอของเขาแทนในระหว่างการจูบอย่างรุกล้ำครอบครองเต็มที่ของเขา
กลิ่นของเขายังคงชวนดมเหมือนเคย ทั้งชวนให้สบายใจและอบอุ่นมาก...
ในขณะที่แทบจะหลงลืมตน เสียงเคลื่อนไหวของลิฟต์ได้ดังมา ซูจิ่นใจหายวาบ สติกลับคืนมาเล็กน้อย รีบออกแรงผลักชายหนุ่มออกห่างไปหน่อยทันที
ถึงแต่ละชั้นจะมีแค่สองครอบครัว แต่โอกาสที่จะมีคนเดินออกมาจากลิฟต์ก็ไม่น้อยอยู่ดี
ดูเหมือนฉินชวนจะได้ตระหนักในเรื่องนี้เช่นกัน หลังจากมองหน้าเธออย่างไม่พอใจแล้ว จึงยอมคลายมือออก
ทันทีที่ได้รับอิสระ ซูจิ่นก็รีบหมุนตัวไปเปิดประตู และไม่คิดจะสกัดชายหนุ่มไว้ที่นอกประตูอย่างไม่ประเมินกำลังตัวเองอีก แต่ถึงเธอจะแสดงท่าว่ายอมแพ้แล้ว ชายหนุ่มกลับไม่คิดจะให้โอกาสเธอได้พักหายใจ เข้าประตูไปปุบก็ดึงตัวเธอไว้ ใช้ร่างกายกดตัวเธอไว้กับบานประตู บรรเลงจูบอันเร่าร้อนเมื่อครู่นี้ต่อ
อาการประท้วงอันน้อยนิดของซูจิ่นได้สาบสูญไปจนสิ้นหลังจากที่เขากระซิบเสียงนุ่มว่า “ผมคิดถึงคุณนะ”
ผลคือจูบนี้ จากทางเข้าจูบไปจนถึงห้องโถง ตอนที่เธอถูกเขาผลักลงไปในโซฟา ชุดมินิเดรสที่สวมอยู่ถูกเลื่อนลงมาจากไหล่จนแทบจะบังทรวงอกไว้ไม่มิด ชายหนุ่มขบเม้มไหล่เนียนลื่นอย่างไม่หนักไม่เบา มือมีรอยด้านนิดๆ สอดเข้าไปใต้กระโปรงของเธอ ยกช่วงขาเรียวยาวขึ้นสูง ลูบไล้จากน่องเรียวสวยขึ้นมา การลูบไล้อย่างไม่เร็วไม่ช้าทรมานเธอจนแทบจะคลุ้มคลั่ง
ขณะที่วัตถุแข็งๆ บนลำคอของเธอทำให้เขารู้สึกไม่สบาย ชายหนุ่มค่อยตระหนักว่าเธอยังสวมสร้อยคออยู่ จึงช่วยปลดออกให้อย่างรำคาญ แต่เมื่อเห็นว่านั่นคือจี้ดอกกุหลาบทำจากทับทิมฝังเรียงตัว ก็ชะงักไปชั่ววูบ จากนั้นยิ้มอย่างเย้ยหยัน โยนสร้อยคอทิ้งไปอีกทาง แล้วบรรเลงเพลงพิศวาสกับนางปิศาจที่ใต้ร่างต่อ
ดอกกุหลาบที่ไม่มีวันโรยตลอดกาล แทนความหมายว่าของปลอมนั่นแหละ...
เปิดแค่โคมไฟหัวเตียงดวงเล็ก ชายหนุ่มจุมพิตหญิงสาวในอ้อมแขนที่เหนื่อยเสียจนไม่อยากจะลืมตาเบาๆ ถี่ๆ ยังไม่คิดจะให้เธอได้พักแค่นี้
“คุณขาดเงินทำไมถึงไม่ติดต่อผม?” ชายหนุ่มหยุดจูบ เอนพิงหัวเตียงกึ่งลุกขึ้นนั่ง เอ่ยปากถามขึ้นกะทันหัน
ซูจิ่นยังคงหลับตา ขมวดคิ้วนิดๆ ย้อนถามงงๆ ว่า
“ฉันขาดเงินตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?”
ชายหนุ่มนึกถึงไวน์แดงขวดนั้นแล้วยังโมโหไม่หาย แค่นเสียงเย็นชา “งั้นคุณช่วยอธิบายหน่อยซิว่าทำไมเมื่อวานนี้ตอนที่ผมกินข้าวกับคนอื่น ถึงได้เห็นไวน์แดงที่คุ้นตามากขวดนึง?”
ความง่วงของซูจิ่นหายวับไปครึ่งหนึ่งในบัดดล ลืมตาขึ้นเจอกับแววตาไม่เป็นมิตรของเขา จึงยิ้มเรี่ยๆ
“เพื่อนของฉันขาดเงินน่ะค่ะ...”
แม่ง! เธอจะย้ายไปอยู่ดาวอังคาร...โลกนี้มันแคบซะขนาดนี้ ยัดเธอไม่ลงแล้ว...
ฉินชวนจ้องดูเธออย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเมื่อซูจิ่นรู้สึกว่าความคิดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดของเธอต่างหลบจากการจ้องเอกซเรย์ของเขาไม่พ้น เขาค่อยถอนสายตา ไม่คิดจะถกเถียงต่อความในเรื่องนี้อีก และดำเนินสู่หัวข้อถัดไป
“อย่าคบกับคนอื่น”
“หา?” ซูจิ่นตกตะลึง จากนั้นเบ้ปากโดยไม่ได้พูดอะไร
กลายเป็นอย่างนี้ไปแล้ว ยังจะไปคบกับเหวินฉี่ตงอีกได้ยังไงกันเล่า? เธอไม่ใช่ผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนั้นสักหน่อย
ยังไงก็ตาม ก่อนที่จะตัดสัมพันธ์กับฉินชวนได้เด็ดขาด คาดว่าเธอคงไม่มีปัญญาเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่แล้วละ
ชายหนุ่มเห็นเธอไม่ตอบคำก็เข้าใจผิดว่าเธอยังลังเลอยู่ จึงถอนหายใจ โน้มตัวลงจุมพิตมุมปากเธอเบาๆ พูดเสียงนุ่ม
“ให้เวลาผมหน่อยได้ไหม?” ตอนนี้เขายังไม่กล้ารับปากอะไรเธอ เขาต้องการเวลาสำหรับเตรียมตัวรับมือกับทุกสิ่งที่จะต้องเผชิญหน้า
ซูจิ่นไม่ได้ทราบว่าเขาขอเวลาไปทำอะไร แต่ไม่สามารถปฏิเสธตัวเขาที่อ่อนโยนได้ จึงฝังศีรษะลงในหมอนด้วยอารมณ์สับสนนิดๆ
“รู้แล้วละน่า” เธอตอบรับไปอย่างนี้
คำสาปของพ่อมดผู้ชั่วร้าย ยากจะต่อต้านมากขึ้นทุกทีเสียแล้ว
<>::<>::<>
เช้าตรู่ โทรศัพท์มือถือของฉินชวนดังขึ้นกะทันหัน ชายหนุ่มลืมตาขึ้นทันควัน หลังจากดูข้อมูลผู้โทรเข้าก็กดรับอย่างรวดเร็ว ถือโทรศัพท์ลงจากเตียงเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วค่อยถามเบาๆ
“ฮัลโหล เรื่องอะไร?” พอเอ่ยปาก เสียงยังคงแหบอยู่นิดๆ
“ฝ่าบาท ทหารกบฏลอบเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่งในนันกะ จับตัวประกันไว้หลายร้อยคน บังคับให้ทางราชอาณาจักรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่นันกะพ่ะย่ะค่ะ” เฉินเสวียน ทส.ของเขารายงานเสียงสงบ
เจมม่าขึ้นชื่อเรื่องเกิดเหตุจลาจลใหญ่น้อยไม่ได้หยุด ทหารทุกคนต่างผ่านศึกมานับร้อย กับเรื่องทำนองนี้จึงเจอจนชินชาไปแล้ว แต่ถึงจะพูดแบบนี้ ก็ยังจำเป็นต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาทันทีตามธรรมเนียมอยู่ดี
ฉินชวนขมวดคิ้ว “ผมจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด ตอนผมไม่อยู่ เรื่องนี้มอบหมายให้พันเอกหลินซู่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการจัดการชั่วคราว”
“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินเสวียนไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ วางสายโทรศัพท์ทันที
ฉินชวนเดินออกจากห้องน้ำ เห็นซูจิ่นยังคงนอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็ถอนหายใจโล่งอก
หลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เขาจุมพิตที่มุมปากเธอเบาๆ หญิงสาวฝังใบหน้าลงในหมอนโดยไม่รู้สึกตัว หลบการก่อกวนของเขาเหมือนแมวขี้เกียจ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเงียบๆ พลางจากไป
หลังจากขับรถออกจากที่จอดรถ ฉินชวนกดโทรศัพท์หาเสินอวี่
“ฮัลโหล ตอนนี้ฉันต้องรีบกลับเจมม่า นายช่วยเตรียมเครื่องบินให้ฉันหน่อย”
ดูเหมือนเสินอวี่ยังไม่หายงัวเงีย อึดใจใหญ่ค่อยรู้ตัวว่าญาติผู้น้องพูดว่าอะไร จึงโวยวายว่า
“เข้าใจผิดอะไรรึเปล่า? คืนวาเลนไทน์ที่แสนโรแมนติกยังไม่ให้ได้นอนสบายๆ อีก...”
“ตอนนี้คือเช้าวันที่สิบห้าแล้ว” ฉินชวนพูดจบก็กดตัดสายมือถือทันทีโดยไม่คิดจะฟังอีกฝ่ายพร่ำบ่นไร้สาระ
<>::<>::<>
วันที่สิบห้าคือวันอาทิตย์
ซูจิ่นนอนจนตะวันสายโด่งค่อยตื่นมา คนข้างตัวได้หายไปแล้ว
ลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เดินออกจากห้องนอนหาไปทั่วคอนโดหนึ่งรอบ หญิงสาวค่อยรู้ตัวว่าฉินชวนไปแล้ว
เบ้ปากอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ก้มตัวลงเก็บ “รักนิรันดร์” ที่ถูกฉินชวนโยนทิ้งลงบนพื้นเมื่อคืนนี้ ในใจเหมือนคับข้องแน่นอกระบายไม่ออก
เขาทำแบบนี้มันอะไรกัน?
มีสิทธิ์อะไรนานๆ ทีโผล่มาแป๊บเดียว ก่อกวนจนชีวิตเธอปั่นป่วนไปหมด จากนั้นก็หายตัวไปโดยไม่ทิ้งอะไรเอาไว้เลย?
จ้องมือถือเขม็งอยู่พักใหญ่ ขณะที่กำลังคิดว่าจะโทรหาฉินชวน บอกเขาว่าต่อไปไม่ต้องโผล่มาให้เธอเห็นหน้าอีกดีไหม มือถือก็ดังขึ้น ซูจิ่นรีบคว้าขึ้นมาดูทันที ฉินชวนเป็นคนโทรมา อารมณ์โกรธที่อัดอยู่แน่นอกหายวับไปครึ่งหนึ่งในพริบตา
ซูจิ่นจงใจรออยู่ครู่หนึ่งค่อยกดรับสาย ปั้นเสียงเย็นชาพูดว่า
“ฮัลโหล มีธุระอะไร?”
ฉินชวนฟังออกจากน้ำเสียงว่าเธออารมณ์ไม่ดี และรู้ตัวว่าเขาเป็นฝ่ายผิด จึงรีบเอ่ยปากขอโทษว่า
“ขอโทษด้วย พอดีผมมีเรื่องด่วนต้องสะสางกะทันหันนิดหน่อย เลยกลับก่อน ไว้ปลีกตัวได้เมื่อไหร่จะไปหาคุณทันที ตกลงมั้ย?”
มีเรื่องอะไรกันถึงต้องจัดการแต่เช้าตรู่วันอาทิตย์?
แก๊งมาเฟียยกพวกตีกันคืนวันวาเลนไทน์เรอะ?
แค่นึกถึงภาพสุดสยองกระสุนปืนบินว่อนไปทั่ว ซูจิ่นก็กลืนน้ำลาย ไม่นึกอยากจะถกถึงปัญหานี้กับเขาสักนิด ตอบกลับไปว่า “ตามใจคุณสิ” แล้ววางสาย
เธอกับเขาไม่เหมาะสมกันจริงๆ ด้วย ซูจิ่นแอบถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว เก็บ “รักนิรันดร์” กลับลงกล่องของขวัญอย่างสุดเซ็ง เตรียมคืนให้เหวินฉี่ตง
พญาหงส์ที่เกือบจะได้มาไว้ในมืออยู่แล้วดันบินหนีไปซะได้ ไปๆ มาๆ เธอก็ยังเป็นนกกระจอกอยู่เหมือนเดิม...
ความหล่อนี่ทำร้ายคนจริงๆ
อิ๋งเฮ่าเยว่วางสายโทรศัพท์อย่างอ่อนใจ หมุนตัวมาก็เห็นเฉินเสวียน ทส.ของเขาจ้องมองเขาปากอ้าตาค้าง จึงกระแอมออกมา กลับไปที่ห้องผู้บังคับบัญชาโดยแกล้งทำเหมือนไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งสิ้น
นี่ยังใช่ฝ่าบาทคนที่ไม่เคยเป็นฝ่ายโทรศัพท์หาแฟนสาวก่อนคนนั้นอยู่หรือเปล่า?
วันวาเลนไทน์แอบกลับประเทศโดยพลการเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะยังพอทำเนา มีธุระกะทันหันกลับมา ยังโทรศัพท์ไปขอโทษขอโพยเสียงอ่อยอีก?
เฉินเสวียนระมัดระวังสังเกตดูเจ้านายอย่างถี่ถ้วนอยู่พักใหญ่ ค่อยแน่ใจว่าอิ๋งเฮ่าเยว่ไม่ใช่คนอื่นปลอมตัวมา
ผู้หญิงคนไหนกันนะที่เก่งกาจขั้นเทพขนาดนี้?
หัวใจชอบซอกแซกของเฉินเสวียนที่ถูกสงครามกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือ มีวี่แววว่าจะฟื้นคืนชีพจากเถ้าถ่านอย่างหาได้ยากมาก
“เรื่องถอนทหารน่ะทำไม่ได้แน่”
กลับถึงห้องผู้บังคับบัญชาแล้ว อิ๋งเฮ่าเยว่ก็กลับมาสุขุมเย็นชาดังเช่นปกติ ได้ฟังพันเอกหลินซู่ซึ่งอยู่ในที่เจรจาเสนอแนะให้ถอนกำลังทหารชั่วคราว ก็แสดงความเห็นคัดค้านทันที เห็นพันเอกหลินซู่บนหน้าจอขมวดคิ้วไม่พูดอะไร จึงเสริมว่า
“แต่รับปากทหารกบฏได้ว่า ขอแค่ตัวประกันได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย พวกเราจะปล่อยให้พวกเขาจากไป จะไม่ไล่ตามใดๆ เป็นเวลาหนึ่งวัน”
นันกะมีคนพื้นเมืองค่อนข้างมาก เป็นพื้นที่ที่ทหารกบฏเคลื่อนไหวค่อนข้างถี่มาแต่ไหนแต่ไร ถ้าถอนกำลังทหาร ต่อให้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วัน ก็จะเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยของทั้งเจมม่าอย่างใหญ่หลวง อย่าว่าแต่ถ้าครั้งนี้ยอมประนีประนอมกับทหารกบฏ เมื่อทหารกบฏได้ลิ้มรสชัยชนะแล้ว ต่อไปก็จะเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกบ่อยๆ
ช่วยชีวิตตัวประกันไม่กี่ร้อยคนได้ชั่วคราว แต่กลับทำให้ชาวอาณานิคมทั้งหมดต้องตกอยู่ในอันตรายระยะยาว
ดังนั้นก้าวนี้จึงถอยไม่ได้เด็ดขาด
หลังจบการติดต่อทางวิดีโอภาพกับหลินซู่ อิ๋งเฮ่าเยว่ก้มหน้านิ่งเงียบอยู่อึดใจใหญ่ ค่อยเงยหน้าขึ้นพูดกับเฉินเสวียน
“แจ้งพันโทหลิวว่า เตรียมหน่วยรบพิเศษให้พร้อมรอคำสั่งเถอะ”
ทันทีที่การเจรจาล้มเหลว ก็จำเป็นต้องบุกฝ่าเข้าไปช่วยตัวประกันอย่างหมดทางเลือก ถึงตอนนั้นได้แต่หวังว่าจะพยายามลดจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายให้เหลือน้อยที่สุดเท่านั้น
อิ๋งเฮ่าเยว่เม้มปากนิดๆ ดวงตาทอแววเหนื่อยหน่ายจางๆ
การปะทะที่ไม่มีวันจบวันสิ้น การหลั่งเลือดที่ไร้ความหมาย ต้องถึงเมื่อไหร่กันพวกนั้นถึงจะยอมตัดใจ?
<>::<>::<>
วันจันทร์ ในที่สุดซูจิ่นก็รวบรวมความกล้าโทรศัพท์สายภายในไปหาเหวินฉี่ตง
“หลังเลิกงานแล้ว ขอคุยกับคุณหน่อยได้ไหมคะ?”
CEO หนุ่มนิ่งคิดเล็กน้อย
“รอที่ Coco Coffee Shop ตรงถนนถาวซู่ก็แล้วกันครับ”
วางสายแล้ว ชายหนุ่มใจลอยไปชั่วครู่ด้วยท่าทางครุ่นคิด
รู้สึกเหมือนจะไม่ใช่ข่าวดีอะไร เขายิ้มอย่างออกจะจนใจ
ตอนที่ซูจิ่นเดินเข้าไปในร้านกาแฟ เหวินฉี่ตงได้มาถึงก่อนแล้ว
หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ นั่งลงตรงข้ามเขา ล้วงกล่องเครื่องประดับงามประณีตออกมาจากในกระเป๋าถือ ก้มหน้าพลางผลักกล่องเครื่องประดับไปถึงตรงหน้าชายหนุ่ม
“ต้องขอโทษด้วยค่ะ”
หลังจากงงไปชั่ววูบ ดวงตาชายหนุ่มทอแววเข้าใจจางๆ
ของขวัญวันวาเลนไทน์ถูกคืนให้ ความหมายของการนี้ไม่ต้องบอกก็ทราบได้
เขาถอนหายใจ พูดเสียงนุ่มว่า “ขอถามได้ไหมว่าทำไม?”
ซูจิ่นนิ่งคิด เห็นว่าเขามีสิทธิ์ที่จะทราบเหตุผลที่มาที่ไปเต็มที่ จึงกัดริมฝีปากแล้วพูดสั้นๆ
“ฉันพบว่าฉันยังไม่สามารถเดินออกมาจากความรักครั้งก่อนอย่างเต็มตัวได้ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่อย่างเต็มหัวใจได้เช่นกัน ซึ่งแบบนี้ไม่ยุติธรรมสำหรับคุณค่ะ”
ชายหนุ่มได้ฟังแล้วไม่เพียงแต่ไม่ได้โกรธ ซ้ำยังยิ้มน้อยๆ อย่างโล่งอก
“ถ้าผมบอกว่าผมรู้ว่าเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ?”
“คะ?”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ ก็ได้ยิน CEO หนุ่มพูดอย่างอ่อนโยนว่า “คุณเป็นคนเสแสร้งไม่เก่ง ผมจึงรู้สึกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าคุณยังอาลัยรักเก่าอยู่”
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าเพราะอะไรเขาจึงไม่ได้คิดจะทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับเธอก้าวหน้าไปอีกขั้นมาโดยตลอด เขากำลังรอให้เธอสามารถยอมรับเขาได้อย่างเต็มหัวใจ และเขามีความอดทนสูงมากเสมอมา
จิตใจของมนุษย์เป็นสิ่งที่แปลกมาก เหวินฉี่ตงที่มีนิสัยดั่งบึงน้ำลึกกลับมาชื่นชมนิสัยขวานผ่าซากไม่เสแสร้งของซูจิ่น ดังนั้นแม้แต่การที่เธอตัดบัวเหลือใยยังอาลัยในรักเก่า ยังกลายเป็นการแสดงออกว่าเธอยึดมั่นในความรักไปเสีย และการที่เธอบอกเรื่องนี้ออกมาอย่างเปิดอกในวันนี้ ยิ่งแสดงว่าเธอไม่นิยมในเกียรติยศที่ลวงตา ไม่คิดจะหลอกลวงความรักของเขา ซึ่งเป็นผู้หญิงที่หาได้ยากมาก
แน่ละว่าซูจิ่นไม่มีทางล่วงรู้ถึงความคิดของ CEO หนุ่ม เธอกะพริบตาปริบๆ “งั้นทำไมคุณถึงยังอยากจะคบกับฉันอีกล่ะคะ?”
ชายหนุ่มยิ้มเยาะตัวเองนิดๆ
“เพราะผมเห็นว่าตัวเองมีเวลาและมีความอดทนมากพอที่จะรอให้คุณยอมรับผม”
แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวแทบจะทำให้ซูจิ่นเปลี่ยนใจ ไม่อยากจะพลาดผู้ชายที่สามารถยอมรับข้อบกพร่องทั้งหมดของเธอได้อย่างเป็นผู้ใหญ่แบบนี้
แต่พอคิดถึงผู้ชายอีกคนที่ความสัมพันธ์ยังไม่เคลียร์ หญิงสาวก็หงุดหงิดตัวเองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงกัดริมฝีปากอีกครั้ง ส่ายหน้าพูดว่า
“ไม่ได้หรอกค่ะ ตอนนี้ฉันทำไม่ได้...”
เป็นครั้งแรกที่ซูจิ่นรู้สึกว่า...ตัวเธอไม่คู่ควรกับเหวินฉี่ตง
ชายหนุ่มถอนหายใจตัดบทเธอ
“ผมเข้าใจแล้ว ถ้านี่เป็นความต้องการของคุณ...” ระหว่างที่พูดก็ดันกล่องเครื่องประดับกลับมาตรงหน้าหญิงสาว “ผมไม่มีนิสัยรับของขวัญที่มอบให้ไปแล้วกลับครับ” คิดเล็กน้อย แล้วเสริมว่า “คุณมีเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของผม ขอแค่ผมยังไม่มีแฟน ก็ยินดีต้อนรับคุณย้อนกลับมาทุกเมื่อ”
<>::<>::<>
การเจรจาระหว่างทางจวนผู้ว่าการรัฐกับทหารกบฏไม่เป็นผลสำเร็จ หลังจากที่คุมเชิงกันอย่างตึงเครียดได้ 48 ชั่วโมง เที่ยงคืนวันอังคาร อิ๋งเฮ่าเยว่ก็ออกคำสั่งให้หน่วยรบพิเศษบุกฝ่าเข้าไปช่วยตัวประกัน
หลังการปะทะกันอย่างดุเดือดหนึ่งชั่วโมง ทหารกบฏ 53 นายถูกยิงตายคาที่ ตัวประกันเกือบหนึ่งร้อยคนเคราะห์ร้ายเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ ในจำนวนนี้รวมชนชั้นสูงคนหนึ่งที่แอบออกมาเดตกับชู้รักสาวในวันวาเลนไทน์ด้วย
ถึงแม้ทางจวนผู้ว่าการรัฐจะห้ามสื่อมวลชนรายงานข่าวเรื่องนี้ ข่าวยังคงแพร่ออกไปเบื้องนอกด้วยสารพัดวิธีอยู่ดี องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรสันติภาพหลายต่อหลายแห่งต่างแสดงความกังขาต่อการจัดการเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยไม้แข็ง
ทางด้านตี้ตูได้รับแรงกดดันจากมติสหประชาชาติ จึงเรียกตัวอิ๋งเฮ่าเยว่กลับมา เข้าร่วมและเข้ารับการสอบปากคำในการพิจารณาคดีที่พระจักรพรรดิและทางวุฒิสภาได้จัดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ขณะที่เฉินเสวียน ทส.ของเขาเป็นกังวลว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยดีได้ยาก อิ๋งเฮ่าเยว่แค่แค่นหัวเราะพูดว่า
“มือถือสากปากถือศีล”
ก่อนจะไป ชายหนุ่มสั่งลูกน้องคนสนิทเสียงเครียด
“เรื่องที่ผมอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้ คือทำไมคนติดอาวุธห้าสิบกว่าคนปะปนเข้าไปในนันกะ แต่สายข่าวของพวกเรากลับไม่ได้ข่าวเลยสักนิด”
เฉินเสวียนใจหายวาบ มองเข้าไปในดวงตาอ่อนโยนสีสนิมเหล็กของผู้เป็นนาย และถูกความเย็นยะเยือกในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้นทำเอาหนาวจนสะท้าน
ฝ่าบาทกริ้วจริงๆ แล้ว บางทีครั้งนี้ฝ่ายที่ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ น่าจะเป็นตัวฝ่าบาทเองกระมัง
<>::<>::<>
อาจเป็นเพราะไม่ต้องการให้ซูจิ่นต้องกระอักกระอ่วน เหวินฉี่ตงจึงตัดสินใจตอบรับการเชิญให้ย้ายบริษัท จะออกจากจั๋วเยว่ไปรับตำแหน่งที่หวนอวี่ในไม่ช้า
ขณะที่ซูจิ่นนึกโล่งอก จะบอกว่าเธอไม่เสียดายที่พลาดจากผู้ชายแสนดีที่สุดในโลกก็เป็นการโกหก
มาถึงสุดสัปดาห์อีกครั้ง หญิงสาวจ้องโทรศัพท์เขม็ง คิดอย่างเคร่งเครียดว่าจะโทรศัพท์หาผู้ชายที่รับปากว่าจัดการธุระเสร็จเมื่อไหร่จะกลับมาหาเธอ แต่ดันหายสาบสูญไร้ข่าวคราวไปเลยหนึ่งอาทิตย์ดีไหม
เขา...คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกนะ?
เธอรู้สึกไม่ชอบมาพากลอยู่รางๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็รีบห้ามตัวเองไม่ให้คิดมากจนวิตกจริตไปเอง
ใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะเลือกโทรศัพท์ไปหาเสินอวี่ที่ปลอดภัยกว่ากันอยู่บ้าง ความจริงหญิงสาวมักจะกลัวว่าตอนที่เธอโทรศัพท์ไป ฉินชวนจะกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนดงระเบิด...เกิดเขาต้องตายเพราะเสียงโทรศัพท์ขึ้นมา มโนธรรมคงรบกวนจิตใจเธอหนักแน่
“เขายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมคะ?” พอโทรติด ซูจิ่นก็ถามอย่างไม่เกรงใจทันที
เสินอวี่ตกตะลึง ค่อยกลั้นหัวเราะตอบว่า
“น่าจะยังมีชีวิตอยู่ครับ”
หญิงสาวฟังเสียงสบายๆ ของอีกฝ่ายออก จึงวางใจขึ้นมาก
“งั้นฉันวางสายละนะ”
“รอเดี๋ยว...” เสินอวี่ลังเลเล็กน้อยว่าจะบอกข่าวกับเธอมากกว่านี้ดีไหม แต่คิดอีกที อย่าเลยดีกว่า “เขาไม่ได้เป็นอะไร แค่ค่อนข้างยุ่งเท่านั้น ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ เขาต้องไปหาคุณแน่นอนครับ”
เรื่องของเขาสองคน ให้เขาสองคนไปเคลียร์กันเอาเองดีกว่า
“ตามใจเขาสิ” ซูจิ่นพูดเสียงขุ่นก่อนจะวางสาย
เวลานี้พวกเขาทุกคนต่างไม่ได้รู้ตัวว่า เรื่องที่ซูจิ่นหวาดกลัวมากที่สุดได้มาถึงตัวเธอจนได้
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] ถนนเสี่ยวซง (小松道 : Xiaosongdao : เสี่ยวซงเต้า) แปลว่า ถนนสนน้อย