หัวข้อ : บทที่ 8 โชคร้ายเพราะความหื่นทั้งนั้น (1)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:54

บทที่ 8 โชคร้ายเพราะความหื่นทั้งนั้น (1)

 

ซูจิ่นที่ขี้เกียจออกไปหาอะไรกิน ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นมื้อเที่ยงอยู่ในบ้าน ขณะจะฉวยโอกาสที่แดดกำลังดีกลับห้องไปอาบแดดนอนกลางวัน ก็มีคนเคาะประตูกะทันหัน

ปกติคนที่จะผ่านประตูนิรภัยตรงชั้นล่างขึ้นมาเคาะประตูเลยได้ มีแต่คนตรวจมิเตอร์แก๊สเท่านั้น หญิงสาวไปที่ระเบียงดูตัวเลขบนมิเตอร์แก๊สก่อนอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วค่อยวิ่งเหยาะๆ ไปเปิดประตู เพิ่งจะอ้าปากเตรียมบอกตัวเลข ก็ต้องสะดุ้งโหยงกับชายสองคนในชุดสูทสีดำ รองเท้าหนังสีดำ แถมยังสวมแว่นกันแดดสีดำที่หน้าประตู

เดี๋ยวนี้คนตรวจมิเตอร์แก๊สต้องแต่งตัวเป็นมืออาชีพกันขนาดนี้แล้วเหรอ?

หรือว่าสองคนนี้กำลังคอสเพลย์เป็นเอเจนท์สมิธในเรื่อง The Matrix อยู่?

ซูจิ่นรู้สึกตัวว่าผิดปกติและคิดจะปิดประตูช้าไปครึ่งก้าว เอเจนท์สมิธทั้งสองคนได้แทรกตัวผ่านเข้ามายืนตรงโถงทางเข้าอย่างรวดเร็ว

“คุณซูไม่ต้องกลัวครับ พวกผมคือทหารรักษาพระองค์ที่ขึ้นตรงต่อพระจักรพรรดิ เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษผู้ติดตามของเจ้าฟ้าชายเฮ่าเยว่” ระหว่างที่พูด ก็ล้วงบัตรประจำตัวซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรออกจากอกเสื้อมาส่งให้หญิงสาวดูอย่างมีมารยาท

ซูจิ่นยื่นมือไปรับมา ขณะที่แกล้งทำเป็นพินิจดูอย่างถี่ถ้วน ก็แอบขับเคลื่อนสมองชีวภาพ CPU Single-core ที่ไม่ได้ใช้งานเสียนมนาน

เธอไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร อยู่ดีๆ เจ้าหน้าที่พิเศษผู้ติดตามของฟ้าชายสามมาหาเธอทำไมกัน?

ความจริงไม่จำเป็นต้องใช้ CPU ใช้แค่สิบนิ้วมือก็คิดออกได้แล้วว่า ไม่ว่าสองคนนี้จะมาหาเธอทำไม จะต้องเกี่ยวข้องกับอีตาบ้าฉินชวนอย่างแน่นอน

คนที่มีประวัติแบกกราวด์ขาวสะอาดเหมือนน้ำใสอย่างเธอ จุดด่างพร้อยจุดเดียวในชีวิตก็คือฉินชวน

แต่ฉินชวนไปหาเรื่องเจ้านายชั้นสูงอีท่าไหนกันนะ?

แถมยังลากเธอเข้าไปร่วมซวยอย่างบ้าสิ้นดีซะด้วย?

หรือที่กำลังแสดงอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ “The Matrix” แต่เป็น “Enemy of the State”[1]?

คนของแก๊งมาเฟียไปเป็นศัตรูกับราชวงศ์ ไม่ใช่ “Enemy of the State” แล้วจะเป็นอะไรได้? ฮืออออออ

หลังจากอ่านทุกตัวอักษรบนบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่พิเศษมากกว่าสามเที่ยวขึ้นไป ซูจิ่นค่อยยื่นบัตรคืนให้ พูดอย่างลังเลว่า

“ไม่ทราบว่าคุณสองคนมีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?” เธอเป็นพลเมืองดี ก็ต้องให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว...

เจ้าหน้าที่พิเศษที่แซ่สวี่พูดเสียงเรียบเฉย

“พวกผมรับบัญชาจากฝ่าบาทให้มารับตัวคุณซูไปพบกับฝ่าบาทที่ตี้ตูครับ”

“เอ้อ...ฝ่าบาทไม่ได้ตรัสบอกล่วงหน้า บังเอิญว่าฉันไม่ว่างพอดีน่ะค่ะ” ซูจิ่นรวบรวมความกล้าบอกปัด

ตอนนี้เป็นสังคมอารยะแล้ว จะมาเชิญไปเป็นแขกทันทีโดยไม่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าได้ยังไงกัน? ถึงจะเป็นเจ้าฟ้าชาย เธอก็ไม่ไว้หน้าหรอก...

เจ้าหน้าที่พิเศษแซ่สวี่กล่าวอย่างขออภัย

“ขอโทษครับ ฝ่าบาทต้องได้พบคุณซูภายในวันนี้”

ซูจิ่นได้ฟังก็เหงื่อแตกพลั่กทันที มั่นใจในที่สุดว่าผู้มาไร้เจตนาดี

ถึงจะเป็นสังคมอารยะแล้ว...แต่บัณฑิตเจอทหาร ก็ยังไม่มีเหตุผลให้สื่อสารกันได้อยู่เหมือนเดิม[2] ไม่รู้ว่าในตัวสองคนนี้มีปืนอยู่หรือเปล่า?

แอบตัวสั่นยะเยือกเบาๆ หญิงสาวหลุบตาลง

“งั้นรบกวนคุณสองคนรอที่นี่สักครู่นะคะ ฉันจะไปเปลี่ยนชุด” เธอสวมชุดลำลองอยู่แบบนี้ จะให้ไปเข้าเฝ้าเจ้าฟ้าชายผู้สูงศักดิ์ มันก็เสียมารยาทเกินไป

ที่นี่คือชั้นเก้า เจ้าหน้าที่พิเศษทั้งสองต่างนึกว่าอุดทางออกทางเดียวที่มีแล้ว ก็ปลอดภัยมากอย่างไม่ต้องสงสัย จึงพากันพยักหน้า ให้อิสระแก่ซูจิ่นระดับหนึ่งภายในขอบเขตพื้นที่นี้

แต่ซูจิ่นไม่ได้กลับไปที่ห้องของเธอเอง หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องของฉินชวนโดยสัญชาตญาณ แล้วปิดประตู

เธอถูกเชิญไปในฐานะอะไร? ชู้รักของมาเฟียหรือ?

แค่คิดก็รู้แล้วว่าถ้าไปก็คือกลายเป็นแพะเข้าปากเสือ

ข้อสรุปที่ซูจิ่นได้จากการดูละครหลังข่าวและอ่านนิยายมานานปี การไปครั้งนี้ สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือพวกเขาถามคำถามเธอบางอย่าง แล้วปล่อยเธอออกมา แต่จากที่เธอดู ความเป็นไปได้นี้น้อยกว่า 20%

ส่วนสถานการณ์ที่เลวร้าย...พวกเขาน่าจะต้องการใช้เธอทำการแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างจากฉินชวน หรือบีบให้ฉินชวนยอมมอบตัวอะไรทำนองนี้

เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เธอก็ไม่รังเกียจที่จะสร้างคุณูปการสักนิด เป็นเหยื่อล่อสักครั้งหรอก...เพราะยังไงเธอก็เป็นหนุ่มสาวพลเมืองดีที่รักชาติ

แต่ปัญหาคือจนถึงบัดนี้ตัวเธอกับฉินชวนยังคงมีความสัมพันธ์กันแค่ชั่วคราว การที่เธอจะไปคาดหวังให้ฉินชวนยอมเสียสละอะไรเพื่อช่วยชีวิตเธอนั้น เป็นเรื่องเพ้อฝันล้วนๆ

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นไปได้ 80% ก็คือ เธอไปแล้วไม่ได้กลับมาแน่...

การค้าที่ขาดทุนแบบนี้ ให้ตายเธอก็ไม่มีทางทำหรอก

ดังนั้นเธอต้องหาทางช่วยชีวิตตัวเอง

เปิดตู้เสื้อผ้าของฉินชวนออกมา เธอจำได้ว่าเคยเห็นอุปกรณ์หนีเอาชีวิตรอดจำพวกเชือกอยู่ในนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าฉินชวนไปเอามาจากไหน หญิงสาวคลำหามือสั่นๆ ในตู้เสื้อผ้าอยู่พักใหญ่ ขณะที่แทบจะสิ้นหวังเพราะนึกว่าฉินชวนเอาไปด้วยแล้ว ก็แตะถูกเชือกแข็งๆ ในที่สุด จึงรีบออกแรงดึงออกมา

ปลายด้านหนึ่งของเชือกคือตะขอเหล็ก ซูจิ่นมองไปรอบๆ อยู่ครู่ใหญ่ แล้วเลือกเกี่ยวตะขอเข้ากับขาของเตียงเนื้อไม้แท้หลังใหญ่ เตียงนี้ตอนที่ขนเข้ามาต้องใช้คนงานตั้งสองคนถึงจะยกไหว น่าจะรับน้ำหนักของเธอได้อยู่

หญิงสาวเปิดหน้าต่างออก จับเชือกไว้แน่น ค่อยๆ ปีนออกไป จากนั้นหลับตาลง ใช้แขนเสื้อรองมือ ไถลตัวลงไปตามเชือก

ถึงจะบอกว่าเธอเคยมีประสบการณ์ปีนเขามา 2-3 ครั้ง แต่วิธีการปีนที่ไม่เป็นมืออาชีพแถมยังไม่มีอุปกรณ์นิรภัยใดๆ ทั้งสิ้นแบบนี้ทำให้เธอเสียวไส้อย่างมากอยู่ดี กว่าเท้าจะแตะถึงพื้น เหงื่อเธอก็แตกพลั่กไปทั้งตัว

แต่ตอนนี้ซูจิ่นไม่มีเวลาจะมามัวนึกกลัวแล้ว เธอใช้ความเร็วสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาในชีวิต สวมรองเท้าใส่ในบ้าน Hello Kitty ขนฟูวิ่งไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งถนนคั่น

พอดีว่าเป็นช่วงสุดสัปดาห์ จากหน้าห้างถึงในห้างจึงมีแต่คนกับคน หญิงสาวปะปนเข้าสู่ฝูงชน และรู้สึกปลอดภัยขึ้นมากในทันที สมองที่นิ่งค้างเพราะการกระโดดตึกเมื่อครู่ก่อนค่อยวิ่งฉิวขึ้นมาบ้าง

หนีออกมาจากบ้านของตัวเองอย่างทุลักทุเล ตัวเธอที่คาดว่าคงจะกลายเป็นกึ่งผู้ต้องหาประกาศจับไปแล้ว ตอนนี้ควรจะทำยังไงดี?

ก่อนอื่นต้องหาคนเพื่อขอความช่วยเหลือ

ในเวลาแบบนี้ การไปหาพ่อแม่ที่เป็นพวกคงแก่เรียนเหมือนกันกับเธอนั้นไร้ประโยชน์ ฉินชวนกับเสินอวี่ต่างหากที่เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างเข้าท่า แต่ฉินชวนมักจะผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เรื่อย และพักนี้ก็ไม่รู้ว่าไปตายอยู่ที่ไหนแล้ว ดังนั้นซูจิ่นตัดสินใจว่าจะติดต่อหาเสินอวี่

แต่แล้วเธอก็รู้ตัวขึ้นมาทันทีว่าภายใต้สถานการณ์ไม่มีเงินติดตัวสักแดง แถมยังไม่ได้พกมือถือมาด้วยนั้น ต่อให้อยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร การจะติดต่อหาใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

ซูจิ่นนิ่งคิด แล้วขึ้นไปที่ชั้นสามของห้าง ไปที่ร้านร้านหนึ่งซึ่งเธอไปซื้อเสื้อผ้าอยู่บ่อยๆ เมื่อเห็นพนักงานร้านที่คุ้นหน้า หญิงสาวก็ถอนหายใจโล่งอกเดินเข้าไปหา ร้องทักว่า “อาซิน”

เดิมทีพนักงานหญิงคนนั้นกำลังต้อนรับลูกค้าท่านอื่นอยู่ เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ ก็หันมาดู แล้วพูดอย่างกระตือรือร้นทันที

“เจ๊จิ่นมาแล้วเหรอคะ?” ตามด้วยมองเห็นการแต่งกายที่ค่อนข้างทุลักทุเลของซูจิ่น จึงมีสีหน้าสงสัย

ซูจิ่นรีบอธิบายว่า “เผลอล็อกตัวเองไว้นอกบ้านน่ะ”

อาซินทำหน้าถึงบางอ้อ “จะขอยืมโทรศัพท์ใช่มั้ยคะ?”

ซูจิ่นแอบนึกชมอยู่ในใจ คนสวย เธอนี่ช่างรู้ใจฉันดีจริงๆ เล้ย พลางพยักหน้าด้วยสีหน้าเขินๆ “รบกวนหน่อยนะ”

“ไม่มีปัญหาค่ะ” อาซินไปที่ด้านหลัง หยิบมือถือออกมาทันที

ซูจิ่นเอ่ยขอบคุณ แล้วแวบหายเข้าไปในห้องลองเสื้อ พอจะกดเบอร์โทรศัพท์ ก็เจอปัญหาเข้าให้

ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่เจริญก้าวหน้าเกินไปนี้ ไม่มีใครเขาใช้สมองจำหมายเลขโทรศัพท์กันแล้ว ดังนั้นเธอจึงจำเบอร์โทรศัพท์ของเสินอวี่ไม่ได้...

พยายามนึกแล้วนึกอีกอยู่นานมาก ซูจิ่นรู้ตัวอย่างน่าเศร้าว่าเธอจำได้แต่เบอร์โทรศัพท์ของฉินชวน และสาเหตุเป็นเพราะว่าเมื่อเช้าวันนี้ เธอเพิ่งจะนั่งจ้องมันอยู่ครึ่งชั่วโมง...

สับสนลังเลอยู่ชั่วแล่น แล้วตัดสินใจกดหมายเลขนี้ ในใจภาวนาว่า ขอให้โทรติด...ขอให้มีคนรับสายด้วยเถอะ

โทรศัพท์ดังอยู่นานมาก ตอนที่ซูจิ่นเกือบจะตัดใจอยู่แล้ว โทรศัพท์ถูกกดรับในที่สุด เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลที่คุ้นเคยดังมา

“ฮัลโหล ใครครับ?”

พอได้ยินเสียงนั้น ประสาทที่เครียดจัดก็แทบจะขาดผึง พยายามสะกดกลั้นอารมณ์อยากแผดเสียงตะโกนใส่ กระซิบแค้นๆ ว่า

“อีตาบ้าเอ๊ย ฉินชวน คุณไปก่อเรื่องเดือดร้อนอะไรให้ฉันไม่ทราบยะ?”

ฉินชวนตะลึง รู้สึกได้ทันทีถึงความไม่ชอบมาพากล รีบถามว่า

“มีอะไรหรือ? ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?”

ซูจิ่นพูดเสียงเครือสาธยายว่า

“เมื่อกี้อยู่ดีๆ ก็มีเจ้าหน้าที่พิเศษสองคนมาที่บ้าน จะจับฉันไปพบเจ้าฟ้าชายเฮ่าเยว่...คุณไปหาเรื่องท่านใช่มั้ย? ฉันคงได้ตายเพราะคุณเร็วๆ นี้แน่...”

ฉินชวนขมวดคิ้วจนเป็นร่องลึก ตัดบทเธอว่า

“ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน? ผมจะให้เสินอวี่ติดต่อหาคุณ”

หลังจากซูจิ่นบอกที่อยู่ไป ชายหนุ่มก็วางสายทันที ครึ่งนาทีให้หลังมือถือในมือเธอก็ดัง ซูจิ่นรับสายฟังดู เสินอวี่โทรมานั่นเอง ครั้งนี้เขาพูดตรงเข้าประเด็นโดยไม่มีการพล่ามไร้สาระแม้แต่คำเดียว

“อีกสิบห้านาทีผมจะไปถึง”

สิบห้านาที? นานขนาดนั้น?

หญิงสาวลบบันทึกการสนทนาทิ้ง แล้วกอดเข่านั่งลงกับพื้นตัวสั่นเทา

เอเจนท์สมิธสองคนนั้นต้องพบแล้วแน่ๆ ว่าเธอหนีไปแล้ว

สิบห้านาที...ขอให้พวกนั้นหาเธอไม่พบในสิบห้านาทีนี้ แต่เธอไม่ได้พกมือถือของตัวเองมา พวกนั้นน่าจะไม่มีทางรู้ตำแหน่งของเธอได้

ปีที่แล้วตอนเธอดูเรื่อง “Prison Break”[3] ก็ได้รู้แล้วว่ามือถือไม่ใช่ของดีอะไรเลยจริงๆ ทำให้คนเราซ่อนตัวไม่ได้เลยได้ง่ายมาก คนที่กำลังหลบหนีห้ามพกมันไว้เด็ดขาด...

เวลานี้ซูจิ่นดันลืมไปแล้วว่า เธอสวมรองเท้าใส่ในบ้าน Hello Kitty ที่สะดุดตามาก ซึ่งก็ไม่ได้ดีไปกว่ามือถือที่ทำร้ายคนพกสักเท่าไหร่นักหรอก

 

<>::<>::<>

 

วันพฤหัสบดี พระจักรพรรดิกับทางวุฒิสภาได้จัดการพิจารณาคดีกรณีเหตุการณ์ “วาเลนไทน์สีเลือด” ซึ่งเกิดขึ้นที่นันกะ ถึงแม้อิ๋งเฮ่าเยว่จะดูแคลนการถูกพวกนักการเมืองจอมสร้างภาพที่ไม่มีความรู้ด้านการทหารสอบปากคำอย่างมาก แต่ชายหนุ่มก็เข้าใจดีว่านี่เป็นการแสดงละครให้ประชาคมนานาชาติดู

การปะทะหลั่งเลือดอย่างดุเดือดที่อาณานิคมเจมม่าไม่ได้เริ่มต้นจากครั้งนี้ และไม่มีทางสิ้นสุดที่ครั้งนี้ ความจริงแล้วตราบใดที่ราชอาณาจักรไม่ถอนกำลังทหารออกจากเจมม่า การปะทะกันแบบนี้ก็ไม่มีทางยุติไปตลอดกาล

และพระจักรพรรดิกับวุฒิสภาที่ทราบเรื่องนี้ดี แต่ยังคงไม่ยอมละทิ้งอำนาจในการปกครองเจมม่า ไม่มีสิทธิ์อะไรมาตำหนิอิ๋งเฮ่าเยว่ที่เป็นเพียงเครื่องจักรทำสงครามในปัญหาครั้งนี้เท่านั้น

ดังนั้นจึงเป็นเช่นที่อิ๋งเฮ่าเยว่ได้คาดไว้ หลังจากการพิจารณาคดีสิ้นสุดลงหนึ่งวัน ในวันเสาร์เขาก็ได้รับแจ้งว่าสามารถกลับเจมม่าได้แล้ว เหตุที่เขาเพิ่งจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเพื่อไปหาซูจิ่นที่เมืองปู้เอาหลังจากที่เธอโทรศัพท์มาหาเขา เป็นเพราะพระราชินีทรงรั้งตัวเขาไว้ และจัดงานดูตัวที่น่าเบื่อไว้ให้ในคืนวันเสาร์

เนื่องจากมกุฎราชกุมารยังไม่สามารถสร้างหลานชายคนโตรุ่นที่สามของราชวงศ์ออกมาได้ เสด็จแม่ที่รักของอิ๋งเฮ่าเยว่จึงหวังอย่างสุดใจให้โอรสของพระนางเป็นผู้แบกรับหน้าที่นี้ไว้อย่างไม่ต้องสงสัย

สุดท้ายพระราชินีผู้ปราดเปรื่องและเย่อหยิ่งเสมอมาก็กระโดดหนีออกจากกรอบวิธีคิดที่น่าเบื่อแบบนี้ไม่ได้

หลังจากโทรศัพท์หาเสินอวี่แล้ว ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นพลางสั่งกัปตันว่าออกบินได้แล้ว หนึ่งชั่วโมงให้หลังน่าจะไปถึงเมืองปู้ได้

เขาไม่เคยสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ติดตามของเขาไปหาซูจิ่น ดังนั้นนี่ต้องเป็นแผนร้ายที่มุ่งเล่นงานเขาอย่างแน่นอน และคนที่จะทำอย่างนี้ มีแต่มกุฎราชกุมารที่คิดจะฉีกหน้าแตกหักกับเขาเท่านั้น...

เมื่อวานนี้เฉินเสวียนเพิ่งจะรายงานว่าจับบุคคลน่าสงสัยได้คนหนึ่งที่นันกะ มาวันนี้ก็มีคนใช้ชื่อของเขาไปหาซูจิ่นทันที การนี้ทำให้เขาแน่ใจได้สองเรื่อง หนึ่งคือเฉินเสวียนจับถูกคนแล้ว อีกหนึ่งคือมีคนกำลังจับตาดูชีวิตส่วนตัวของเขาอย่างใกล้ชิดมาก

คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้ช่างบ้าบอคอแตกสิ้นดี ซูจิ่นเชื่อฝังหัวมาตลอดว่าเขาคือมาเฟีย และคนที่ไปหาซูจิ่นต้องนึกว่าเธอคือผู้หญิงของเขาที่เป็นเจ้าฟ้าชายอย่างแน่นอน จึงคิดจะใช้เรื่องนี้หลอกจับเธอลงไห ใครจะไปนึกว่ากลับทำให้เธอนึกระแวงขึ้นมา...

คนที่ไป “เชิญ” ซูจิ่นไม่ได้นึกระวังเธอ ขณะที่ซูจิ่นกลับเกิดอาการสัญชาตญาณไวอย่างถูกต้องเพราะความเข้าใจผิด จึงหนีออกมาอย่างโชคดีมาก...

เรื่องบ้าบอแบบนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็แต่กับผู้หญิงที่บ้าบอแบบนี้เท่านั้น...อิ๋งเฮ่าเยว่คิดอย่างทั้งฉิวทั้งขัน

 

<>::<>::<>

 

เนื่องจากอาซิน พนักงานร้านสนิทกับซูจิ่นมาก และซูจิ่นก็มาอุดหนุนร้านนี้เป็นประจำจริงๆ ดังนั้นการที่หญิงสาวยึดครองห้องลองเสื้อห้องหนึ่งไว้นานกว่าสิบนาที จึงยังไม่มีใครมาไล่เธอออกไป แต่ถึงจะไม่ได้พูดอะไร คาดว่าก็คงจะบ่นกันอยู่ในใจแล้วละมัง?

แต่ตัวซูจิ่นในตอนนี้ไม่มีแก่ใจจะแคร์แล้วว่าคนอื่นจะคิดอะไรยังไง หญิงสาวไม่กล้าเดินออกไปจากพื้นที่ปิดเล็กแคบแห่งนี้ เพราะกลัวว่าเดินออกไปปุบ จะถูกพวกเจ้าหน้าที่พิเศษพบเข้าทันที...ใครจะไปรู้ได้ว่าสองคนนั้นกำลังตามหาตัวเธออยู่หรือเปล่า

หญิงสาวก้มหน้าลงดูเวลาบนมือถือของอาซิน ยังอีกสามนาที...

ทำไมเสินอวี่ถึงยังไม่มาอีก?

รถบูกัตติของเขาคันนั้นเหยียบได้เร็วกว่า 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสินะ?

เวลาแบบนี้ไม่เอามันมาใช้ขับเร็วเกินลิมิตแล้วจะรอไปใช้เอาเมื่อไหร่?

คิดอีกที ซูจิ่นก็เห็นว่าอย่าขับเร็วเกินลิมิตดีกว่า เกิดถูกตำรวจเรียกตัวเข้าให้แทนที่จะเร็วจะกลายเป็นช้าไป...แถมถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่...

ไม่รู้ว่าเสินอวี่พกปืนมาด้วยหรือเปล่า?

เจ้าหน้าที่พิเศษสองคนนั้นน่าจะพกอาวุธทั้งคู่สินะ?

เสินอวี่มาเองคนเดียว หรือว่าพาบอดี้การ์ดมาด้วย?

เวลาซูจิ่นตื่นเต้นจะชอบคิดเลื่อนเปื้อน แถมยังคิดแต่ฉากน้ำเน่าอีกต่างหาก

ขณะที่ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล ก็ได้ยินที่ข้างนอกมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า

“คุณครับ ไม่ทราบว่ามีผู้หญิงสวมรองเท้าใส่ในบ้านลายแมวขาวเดินเข้ามาในร้านนี้บ้างไหม?”

หัวใจซูจิ่นบีบตัวแน่นทันที กระทั่งลมหายใจยังชะงักค้าง

อาซินรู้สึกตั้งแต่แรกว่าวันนี้ซูจิ่นดูแปลกๆ ชอบกล ดังนั้นตอนที่ชายในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาถามเธอ เธอจึงหันไปมองที่ห้องลองเสื้ออย่างลืมตัว นึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนวันนี้ซูจิ่นจะสวมรองเท้าใส่ในบ้านลาย Hello Kitty ที่น่ารักมากๆ นั่นถือว่าเป็นแมวขาวสินะ? แต่ผู้ชายคนนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนดีเลย

ขณะที่อาซินยังคิดไม่ตกว่าจะตอบดีไหม เจ้าหน้าที่พิเศษซึ่งเคยได้รับการฝึกฝนแบบมืออาชีพก็ดูเลศนัยบางอย่างออกจากสีหน้าแปลกๆ ของเธอ จึงล้วงบัตรประจำตัวออกมาจากในอกเสื้อให้อาซินดูทันที

“กรุณาให้ความช่วยเหลือผมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยครับ”

เจ้าหน้าที่พิเศษ? อาซินไม่ดูยังไม่รู้ พอดูปุบต้องสะดุ้งโหยง

จากที่เธอรู้มา เจ๊จิ่นเป็นนักบัญชี ทำไมถึงถูกเจ้าหน้าที่พิเศษไล่ตามสืบได้ล่ะ?

ต่อให้ทำบัญชีปลอมก็ไม่ต้องถึงขนาดให้เจ้าหน้าที่พิเศษออกเคลื่อนไหวมั้ง?

อาซินลังเลนิดๆ แล้วตัดสินใจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่...ปกติแล้วเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นฝ่ายถูกสินะ? อาซินชี้ไปที่ห้องลองเสื้อซึ่งซูจิ่นอยู่อย่างงุนงง เธอยังไม่ได้เอามือถือของเธอกลับมาเลยนะ

ชายชุดดำเก็บบัตรประจำตัวกลับโดยไม่ได้พูดอะไรอีก บ่ายหน้าเดินไปยังห้องลองเสื้อที่ซูจิ่นซ่อนตัวอยู่

“คุณซูครับ กรุณาให้ความร่วมมือกับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกผมด้วย พวกผมไม่อยากจะเสียมารยาทกับคุณหรอกนะครับ”

ถึงเขาจะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ดูวี่แววออกจากตรงไหน แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เชื่อพวกเขามาแต่แรกแล้ว แถมพวกเขายังนึกไม่ถึงอีกด้วยว่าผู้หญิงที่ดูอ่อนแอบอบบางแบบนี้จะกล้าปีนจากชั้นเก้าลงไป ยังดีนะที่หาเธอพบแล้ว ไม่งั้นยังไม่รู้เลยว่าเจ้านายของพวกเขาจะลงโทษพวกเขายังไง

อีกด้านหนึ่งของประตู ซูจิ่นจ้องมือถือแน่วนิ่ง

ยังอีกหนึ่งนาที เสินอวี่ต้องตรงเวลานะ...

“ฉันไม่รู้จักเจ้าฟ้าชายอะไรทั้งนั้น พวกคุณต้องมาหาผิดคนแน่ๆ ฉันยุ่งมาก พวกคุณช่วยอย่ามาตื๊อฉันแล้วเลย” ถึงแม้ซูจิ่นจะตื่นเต้นตึงเครียดจนเกือบจะเป็นลมอยู่แล้ว แต่เพื่อถ่วงเวลา เธอยังคงตัดสินใจซี้ซั้วพูดอะไรออกไปบ้าง

เจ้าหน้าที่พิเศษรายนี้ได้ฟังก็อดงงไม่ได้ เพราะเขาฟังออกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โกหก มีอยู่วูบหนึ่งที่เขาเกือบจะสงสัยขึ้นมาจริงๆ ว่าพวกเขามาหาผิดคนเสียแล้ว จึงล้วงพ็อคเก็ตพีซีออกมายืนยันเนื้อหาภารกิจอีกครั้ง ค่อยวางใจลงได้

คนที่ต้องจับคือเธอไม่ผิดตัวแน่นอน ถ้าข่าวเกิดความผิดพลาด นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของเขาแล้ว

“งั้นก็ขอเชิญคุณไปกับพวกผมสักหน่อย ถ้าเป็นการเข้าใจผิดกันจริงๆ พวกผมจะส่งคุณกลับมาทันทีครับ”

ซูจิ่นกำลังคิดจะหลับหูหลับตาซี้ซั้วพูดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงที่ไพเราะน่าฟังปานประหนึ่งเสียงจากสวรรค์ของเสินอวี่พูดแทรกขึ้นมาว่า

“คุณผู้ชายท่านนี้คิดจะเชิญแฟนผมไปที่ไหนหรือครับ?”

ชั่ววินาทีที่เจ้าหน้าที่พิเศษหันไปเห็นเสินอวี่ ก็รู้แล้วว่าสุดท้ายภารกิจจับตัวซูจิ่นในวันนี้ได้ล้มเหลว

ท่านเคานต์เสิ่น...บุตรชายของท่านจอมพลเสิ่น หนึ่งในสามจอมพลของราชอาณาจักร...ภาติยะ (หลานอา) ของพระราชินี...คนสนิทตัวจริงเสียงจริงของเจ้าฟ้าชายเฮ่าเยว่มาแล้ว ตัวเขาที่เป็นตัวปลอมย่อมจะไร้ประโยชน์โดยปริยาย

“คุณซูเป็นแฟนของท่านหรือครับ?” ขณะที่นึกจนใจ เจ้าหน้าที่พิเศษรีบหาทางออกที่สวยงามให้ตัวเอง

“ทำไม คุณมีปัญหาหรือครับ?” เสินอวี่ถามเสียงเฉยชา

เจ้าหน้าที่พิเศษมีทางออกแล้ว ก็รีบไปตามทางนี้ทันที

“ขอโทษทีครับ งั้นผมคงจำผิดคนแล้วละ” จบคำก็ชักเท้าจากไปทันที

เสินอวี่มองอีกฝ่ายจากไปด้วยสีหน้าเรียบสนิท ดวงตาสีดำทั้งคู่ซึ่งอยู่หลังเลนส์ลึกล้ำจนไม่เห็นก้น

ซูจิ่นเปิดประตู หลังจากชะโงกหน้าออกมาดูจนแน่ใจว่าคือเสินอวี่จริงๆ ค่อยสูดหายใจลึกๆ เดินออกมา ก่อนอื่นก็คืนมือถือให้กับอาซินที่ยืนดูปากอ้าตาค้างอยู่ด้านข้าง

บรรดาแขกในร้านต่างพากันหวาดกลัวจนสลายตัวไปเกือบหมดเนื่องจากการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่พิเศษชุดดำคนนั้นอยู่แต่แรก เหลือแค่พนักงานร้านไม่กี่คนยืนตาค้างมองดูว่าหลังจากที่ชายชุดดำมาแล้ว ก็มีหนุ่มรูปหล่อสุดๆ โผล่มาอีกคน บอกว่าเป็นแฟนของคุณซูคนนั้น จากนั้นชายชุดดำที่กร่างเหลือแสนก็หน้าจ๋อยจากไปทันที

นี่มันหนังเรื่องไหนกัน? ทำไมพวกเธอถึงดูไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย?

ความจริงไม่ใช่แค่พวกเธอที่ดูไม่รู้เรื่อง แม้แต่ซูจิ่นที่เป็นเจ้าของเรื่องเองก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ซูจิ่นรู้สึกแค่ว่าเวลานี้ภาพลักษณ์ของเสินอวี่ช่างดูยิ่งใหญ่สุดๆ ทำไมเมื่อก่อนเธอถึงไม่เคยสังเกตเลยนะว่าเสินอวี่ช่างหล่อเลิศประเสริฐศรี ดีงามพระรามแปด เท่สมาร์ตบาดใจสาวๆ และเหล่าเก้งกวางตั้งขนาดนี้?

หญิงสาวกอดแขนเสินอวี่แน่นหนาอย่างไม่มีแก่ใจจะมามัวแคร์เรื่องรักษามารยาท มองดูซ้ายขวาหน้าหลังไปหนึ่งรอบค่อยแน่ใจว่า เอเจนท์สมิธไปแล้ว และไม่มีการเกิดบั๊กของระบบ ก๊อบปี้เอเจนท์สมิธนับไม่ถ้วนออกมาล้อมเธอกับเสินอวี่ไว้

หรือจะเป็นการจำผิดคนจริงๆ?

ซูจิ่นเดินไม่พูดไม่จาตลอดทางตามเสินอวี่ไปจนถึงลานจอดรถ หลังจากขึ้นรถแล้ว ก็ถามขึ้นอย่างคาดหวัง

“คนพวกนั้นจำผิดคนจริงๆ ใช่มั้ย? งั้นฉันกลับบ้านได้แล้วสินะคะ?”

เสินอวี่มองหน้าหญิงสาวอย่างขออภัย รู้ดีว่าเธอมุ่งหวังอย่างมากให้ไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งนั้น แต่ความจริงคือ นับตั้งแต่คนชุดดำพวกนี้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอ ชีวิตของเธอก็ถูกกำหนดแน่นอนแล้วว่าต้องเบี่ยงออกไปจากวิถีเดิม และไม่สามารถหวนกลับไปสู่ความสงบเช่นเมื่อตอนแรกอีกต่อไป

“ต้องขอโทษด้วย...” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเวลานี้ควรจะบอกเธอยังไงดี เพราะเขาเห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดควรยกให้พระเอกเป็นคนมาเล่าเองจะดีกว่า

เมื่อได้เห็นสีหน้าพิลึกเหมือนกลืนแมลงวันลงไปทั้งตัวของเสินอวี่ ความกระตือรือร้นในดวงตาของซูจิ่นก็ดับลงทันที เหลือแต่ความงุนงง เม้มปากเบือนศีรษะไปมองที่นอกหน้าต่างโดยไม่พูดอะไรอีก

กลับไปไม่ได้แล้วหรือ?

กลับคืนไปสู่รังแสนสุขของเธอไม่ได้เสียแล้ว?

เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าปราสาทที่ตัวเธอใช้เวลาครึ่งแรกของชีวิตเพียรสร้างขึ้นและรักษาไว้ จะพังทลายลงจนสิ้นภายในเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงแบบนี้...เป็นอย่างที่โหยวโยวว่าจริงๆ นั่นเป็นแค่ปราสาทแก้วเท่านั้น...ส่วนเส้นทางชีวิตซึ่งเดิมทีมองเห็นได้ตลอดถึงสุดปลายในปราดเดียวของเจ้าหญิงที่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในปราสาท ก็มองเห็นไม่ชัดเจนอีกต่อไป...

อนาคตที่รอเธออยู่จะเป็นอนาคตแบบไหนกันหนอ?

หญิงสาวกอดแขนตัวเองโดยไม่รู้ตัว ในความคิดที่พร่ามัว รู้สึกเหมือนตัวเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางโลกน้ำแข็งอย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง

รู้สึกแค่หนาวเหลือเกิน...หนาวยะเยือกจากส่วนลึกของหัวใจ

 

รถของเสินอวี่ไม่ทราบขับเข้าไปในเขตคฤหาสน์ที่ดูเหมือนสวนสาธารณะตั้งแต่เมื่อไหร่ จากประตูใหญ่ถึงตัวคฤหาสน์ต้องใช้เวลาขับเป็นหลายนาที ส่วนตัวคฤหาสน์...ซูจิ่นเงยหน้าพินิจดู ออกแบบสไตล์โมเดิร์นมาก เส้นโครงสร้างเรียบง่าย ให้ความรู้สึกโปร่งและกว้างมาก ถึงจะมีแค่สองชั้น แต่ดูจากพื้นที่แล้ว แต่ละชั้นประมาณคร่าวๆ มียี่สิบห้องขึ้นไป ดูแล้วไม่เหมือนคฤหาสน์ ออกจะเหมือน VIP คลับสำหรับสมาชิกเสียมากกว่า

“นี่คือบ้านคุณหรือคะ?” ซูจิ่นถามอย่างสงบ

ผ่านวันนี้ไปแล้ว หญิงสาวเห็นว่าไม่มีอะไรจะทำให้เธอตกตะลึงได้อีก

เสินอวี่พยักหน้า “ปกติผมไม่ได้พักที่นี่ แต่ที่นี่ปลอดภัยกว่าที่พักในเมืองของผมน่ะครับ”

ถึงคราวจำเป็น บ้านหลังนี้จะสามารถเปลี่ยนเป็นป้อมปราการขนาดย่อมได้ แถมยังมีสนามบินขนาดเล็กให้เครื่องบินของฉินชวนลงจอดได้

หญิงสาวไม่ได้ถามอะไรอีก เดินตามเขาเข้าไปด้วยสีหน้าว่างเปล่า

เสินอวี่นำทางเธอเข้าไปในห้องห้องหนึ่งของชั้นสอง ซูจิ่นมองไปรอบห้อง ห้องนี้...ไม่ใช่สิ...ควรจะบอกว่า “ห้องชุด” นี้เป็นเหมือนคอนโดชุดขนาดย่อม มีห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องน้ำ และห้องนอนในตัว...ห้อง Presidential Suite ในโรงแรมยังไม่แน่ว่าจะกว้างมากเท่านี้

นี่สิถึงจะเรียกว่าหรูหราฟุ่มเฟือยของแท้

ซูจิ่นขึ้นไปนั่งซุกตัวบนโซฟาด้วยสีหน้าเฉยชา ใช้รีโมทคอนโทรลเปิดทีวีจอ LCD ขนาด 52 นิ้ว จ้องดูการถ่ายทอดที่ไม่รู้ว่าเป็นรายการอะไรพลางใจลอยต่อไป

เมื่อซูจิ่นเงียบขรึมผิดปกติ เสินอวี่ค่อยพบว่าความจริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่ดูอ่อนแอและบอบบางอย่างมาก เพียงแต่ความร่าเริงและทะนงตัวในยามปกติของเธอ ทำให้คนอื่นเผลอมองข้ามประเด็นนี้ไปอยู่บ่อยครั้ง

ชายหนุ่มอยากจะปลอบใจเธอสัก 2-3 คำว่าเรื่องมันไม่ได้แย่มากอย่างที่เธอคิด พออ้าปาก กลับเห็นว่าตัวเขาไม่มีสิทธิ์จะไปให้คำมั่นได้เลยว่าเรื่องมันไม่ได้แย่มากขนาดนั้นจริงๆ เพราะชีวิตของเธอถูกอิ๋งเฮ่าเยว่กับความคิดชั่ววูบของเขาก่อกวนจนพังพินาศไปหมดแล้วจริงแท้แน่นอน และจนบัดนี้ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ญาติผู้น้องปากหนักคนนั้นของเขาคิดจะทำยังไง

เขาดูออกว่าซูจิ่นเองก็ไม่มีอารมณ์จะคุยเหมือนกัน จึงถอนใจหมุนตัวเดินออกไป ดวงตาทอแววเด็ดเดี่ยว

ไม่ว่าอิ๋งเฮ่าเยว่คิดจะทำยังไง เขาก็จะพยายามปกป้องซูจิ่นไม่ให้ถูกทำร้ายอย่างสุดความสามารถ เพราะนี่เป็นสิ่งที่พวกเขาติดค้างเธอ

 
<>::<>::<>



[1] ภาพยนตร์เรื่อง “Enemy of the State” ชื่อไทยว่า แผนล่าทรชนข้ามโลก
[2] “บัณฑิตพบทหาร เหตุผลไม่สื่อสาร” หมายถึง คนมีเหตุผลพูดกับคนที่ไม่คิดจะฟังเหตุผล ต่อให้พูดจนเหนื่อย ฝ่ายหลังก็ไม่รับฟัง หรือไม่คิดจะเข้าใจ
[3] ซีรีส์เรื่อง “Prison Break” ชื่อไทยว่า แผนลับแหกคุกนรก

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 00:54

0 ความคิดเห็น