บทที่ 8 โชคร้ายเพราะความหื่นทั้งนั้น (2)
ตอนที่อิ๋งเฮ่าเยว่ลงจากเครื่องบิน เสินอวี่มารอที่ด้านข้างอยู่แล้ว ทั้งสองต่างไปขึ้นรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียดโดยไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ ตอนลงจากรถ เสินอวี่พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างน้อยนักจะได้เห็น
“ฉันหวังว่านายจะจัดการให้เธออย่างดีที่สุดภายในขอบเขตที่นายสามารถทำได้”
อิ๋งเฮ่าเยว่ขมวดคิ้วอย่างรำคาญ
“เรื่องนี้ดูเหมือนไม่ต้องให้นายมาบอกฉันมั้ง”
คนเป็นพี่ชายเลิกคิ้ว งั้นเขาจะรอดู
“ชั้นบน เลี้ยวซ้าย ห้องที่ห้า”
อิ๋งเฮ่าเยว่เคาะประตู 2-3 ครั้ง ข้างในไร้เสียงตอบกลับอยู่นานมาก ชายหนุ่มจึงเปิดประตูเดินเข้าไปเอง
ซูจิ่นนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา คางวางเกยบนเข่า ตามองจอทีวี ดวงตาคู่โตที่เลื่อนลอยทั้งคู่ไร้จุดโฟกัสอย่างเห็นได้ชัด เขาเดินเข้าไปใกล้ เธอก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ไม่รู้ว่าหลับทั้งลืมตา หรือจงใจไม่อยากจะเห็นหน้าเขา
อิ๋งเฮ่าเยว่เม้มปาก หยิบรีโมททีวีที่ข้างตัวเธอขึ้นมากดปิดทีวี แล้วนั่งลงบนโต๊ะน้ำชาตรงหน้าเธอ จงใจแทรกตัวเองเข้าสู่สายตาของเธอ
ซูจิ่นไม่ได้เบนสายตาหนี สบตากับชายหนุ่มด้วยสีหน้าเฉยชา แต่ยังคงไร้ปฏิกิริยาใด
เนิ่นนาน...อิ๋งเฮ่าเยว่ถอนหายใจ พูดเสียงนุ่ม
“ขอโทษด้วย ผมประมาทเอง”
ที่วันนี้เธอตกอยู่ในอันตราย เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมด
ซูจิ่นขมวดคิ้วบางๆ เหมือนกำลังพยายามใคร่ครวญอะไรสักอย่าง อึดใจใหญ่ค่อยพึมพำว่า
“ไม่ใช่สิ คนที่ผิดไม่ใช่คุณ ฉันต่างหากที่ไม่ควรจะรู้จักคุณมาตั้งแต่แรก”
หากให้ย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ เธอจะไม่มีทางให้ความหื่นบังตาจนหน้ามืดตามัวเก็บเขากลับมาบ้าน...ไม่มีทางรู้ทั้งรู้ว่าอันตราย ก็ยังอดใจไม่อยู่มีความสัมพันธ์กับเขาเด็ดขาด...
ที่แท้ก็โชคร้ายเพราะความหื่นทั้งนั้น...เธอคือเจ้าหญิงไร้บัลลังก์ผู้สำส่อน ส่วนเขาคือพักตร์ฟ้าน้ำเคราะห์[1]ผู้งามล่มเมือง...
“ไม่ใช่สิ คนที่ผิดไม่ใช่คุณ ฉันต่างหากที่ไม่ควรจะรู้จักคุณมาตั้งแต่แรก”
เมื่อซูจิ่นพูดประโยคนี้ออกมาอย่างเลื่อนลอย อิ๋งเฮ่าเยว่ก็หน้าตึงอย่างไม่พอใจ
เพิ่งจะมานึกเสียใจเอาป่านนี้ ไม่คิดว่าสายเกินไปรึไง?
ที่ระหว่างเธอกับเขาดำเนินมาถึงขั้นนี้ได้ ไม่ใช่เพราะเธออาศัยเหล้าแกล้งโง่เข้ามายั่วเขาก่อนหรือไง?
“น่าเสียดายอย่างยิ่ง คุณรู้จักไปแล้ว แถมยังรู้จักอย่างลึกซึ้งเสียด้วย” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็งทื่ออย่างเคืองๆ
ประโยคนี้ของเขาไม่ทราบไปทิ่มแทงประสาทเส้นไหนของเธอเข้า ทำให้ซูจิ่นที่นานๆ ทีจะอุตส่าห์แกล้งแสดงบทเศร้าซึมจะเป็นจะตายสักครั้งโมโหเปรี้ยงขึ้นมากะทันหัน คว้าหมอนอิงบนโซฟาขึ้นมาฟาดใส่เขาเต็มแรง...ความจริงตอนแรกเธอคิดจะฟาดใส่หน้า แต่ตอนลงมือก็เผลอเบี่ยงออกอยู่ดี หมอนอิงจึงถูกฟาดลงใส่อกของเขาอย่างไม่เจ็บไม่คัน
ถึงจะไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ แต่ในฐานะที่เป็นถึงเจ้าฟ้าชายผู้ทรงศักดิ์สูงสุดของราชอาณาจักรนี้ อิ๋งเฮ่าเยว่มีหรือจะเคยถูกปฏิบัติด้วยอย่างไร้มารยาทแบบนี้มาก่อน?
ชายหนุ่มฝืนข่มความโกรธโยนหมอนอิงทิ้งไปอีกทาง เอ่ยปากเตือนเธอหน้าเครียด “เลิกอาละวาดได้แล้ว...”
ยังพูดไม่ทันจบ ซูจิ่นก็ฟาดเข้าใส่เต็มแรงอีกครั้ง พร้อมกับตะโกนว่า
“ใครอาละวาดไม่ทราบ? ฉันเกลียดคุณที่สุด ออกไปนะ ออกไปเลย ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ...”
ผู้หญิงเฮงซวยคนนี้บ้าไปแล้ว!
ชายหนุ่มจับตัวเธอพาดกับตักอย่างสุดจะทน ตีก้นงอนๆ ไม่หนักไม่เบาไปหลายครั้ง ซูจิ่นจึงค่อยสงบลงเพราะความเจ็บ
นี่เป็นการตีผู้หญิงครั้งแรกในชีวิตของอิ๋งเฮ่าเยว่ หลังจากตีเสร็จ ชายหนุ่มก็ออกจะนึกเสียใจอยู่นิดๆ จับตัวเธอขึ้นมานั่งกอดไว้แนบอก ค่อยพบว่าซูจิ่นน้ำตาไหลพรากๆ อย่างเงียบงัน ดวงตาลูกแมวทั้งคู่แดงก่ำ บวกกับดวงหน้าที่อ่อนหวานเป็นทุนเดิม ทำให้ชวนใจอ่อนนึกสงสารเป็นพิเศษ
เมื่อนานๆ ทีผู้หญิงที่สตรองมาตลอดเผยด้านที่อ่อนแอออกมา อิ๋งเฮ่าเยว่เองก็ออกจะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ขณะที่ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้เธออย่างเงอะงะ แต่กลับยิ่งเช็ดน้ำตายิ่งไหลพราก อยู่ๆ ซูจิ่นก็โอบคอของเขาไว้ จูบริมฝีปากเขา
ชายหนุ่มตกตะลึง ถึงจะไม่รู้ว่าซูจิ่นที่กำลังอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัดกำลังคิดอะไร แต่กับการโจมตีที่แสนหวานนี้ เขาทั้งไม่ต้องการและไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะไม่ต้องสงสัยว่าตัวซูจิ่นที่เวลานี้ความรู้สึกเปราะบางเป็นพิเศษ ต้องไม่สามารถทนความสะเทือนใจจากการถูกฝ่ายชายปฏิเสธได้อย่างแน่นอน
แต่แล้วความจริงได้พิสูจน์ว่าการกอดจูบของผู้หญิงที่กำลังสติหลุดนั้น เชื่อถือไม่ได้ที่สุดในโลก ขณะที่กำลังแลกจูบกันอย่างเร่าร้อนดูดดื่ม ริมฝีปากชายหนุ่มก็เจ็บแปลบอย่างรุนแรง เขาผลักเธอออกโดยอัตโนมัติ และเห็นว่าเธอแลบลิ้นน้อยๆ ออกมาเลียเลือดของเขาบนริมฝีปากด้วยสีหน้าลำพอง สีที่แดงสดนั้นทั้งงดงามบาดตาและดั่งอิ่มเอมในรสสวาท
อิ๋งเฮ่าเยว่ไม่ใช่คนใจดีมาแต่ไหนแต่ไร มาตอนนี้ได้เห็นเลือดของตัวเอง ก็ยิ่งโมโหสุดขีด หรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องหญิงสาวเขม็งโดยไม่พูดสักคำ...ห้ามดุวาและห้ามใชกำลังทำรายผูหญิงสินะ
ซูจิ่นได้กัดเมื่อกี้แล้ว ค่อยได้ระบายอารมณ์โมโหที่อัดแน่นอยู่ในอกออกไป แต่พอไม่มีอารมณ์โมโหนั้นช่วยหนุน สถานะซูเปอร์ไซย่าของเธอก็หายวับไปทันที พลังต่อสู้ลดฮวบลงไปสิบหลักอย่างรวดเร็ว ยังดีที่ไอคิวค่อยฟื้นตัวจากติดลบกลับมาเป็นปกติ พอพบว่าสายตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นออกจะอันตรายชอบกล ก็เผลอตัวสั่นยะเยือก เบิกตากว้างกะทันหัน ร้อง “อ๊ะ” เสียงดังลั่น ยกมือชี้ไปทางนอกหน้าต่าง “มีผีเสื้อ!” จากนั้นหมุนตัววิ่งหนีทันที
แต่เห็นได้ชัดว่าอิ๋งเฮ่าเยว่ไม่หลงกล หรือไม่เขาก็คิดว่าต่อให้มีผีเสื้อ ก็ขอคิดบัญชีกับเธอก่อนแล้วค่อยว่ากัน ดังนั้นซูจิ่นยังไม่ทันได้ออกวิ่งก้าวแรก ก็ถูกเขาลากตัวกลับมา โยนลงไปบนโซฟาเต็มแรง ก่อนจะทาบตัวลงทับ
ห้ามดุวาและห้ามใชกำลังทำรายผูหญิง แต่ยังไงเขาก็ยังมีข้อได้เปรียบของการเป็นผู้ชายอยู่ไม่ใช่หรือ? ถ้าครั้งนี้ไม่จัดการกำราบลูกแมวป่าตัวนี้ให้อยู่หมัด ต่อไปเธอมิขึ้นมาขี่คอเขาเลยหรอกรึ
การออกแรงอย่างหนักหน่วงสามารถทำให้คนเราลืมเรื่องกลุ้มใจทั้งหมดได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ยังไงก็ลืมได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
คนทั้งสองที่ไม่ทราบย้ายสมรภูมิไปยังห้องนอนตั้งแต่เมื่อไร ต่างพากันเริ่มใคร่ครวญถึงปัญหาในโลกความจริงที่ชวนกลัดกลุ้มท่ามกลางอารมณ์อ้อยอิ่งรัญจวนหลังจากอิ่มเอมโดยไม่ได้นัดหมาย
ซูจิ่นใช้ผ้าห่มพันร่างที่เปลือยไว้ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง สีหน้ากลุ้มใจนิดๆ หากในมือมีบุหรี่อีกสักมวนจะยิ่งเพอร์เฟกต์
อิ๋งเฮ่าเยว่ที่ถูกเธอแย่งผ้าห่มไปดูอารมณ์ดีพอสมควรอย่างเห็นได้ชัด ลุกขึ้นอย่างไม่ได้ถือสาเธอ สวมกางเกงอย่างไม่รีบร้อน เปลือยร่างเซ็กซี่ท่อนบน เดินไปดื่มน้ำที่บาร์ในห้องรับแขกหนึ่งแก้ว แถมยังรินน้ำมาให้ซูจิ่นด้วยหนึ่งแก้ว
คอแห้งนิดๆ จริงๆ นั่นแหละ ซูจิ่นรับแก้วน้ำมาดื่มหมดในรวดเดียว แล้วมองหน้าเขา ถามขึ้นกะทันหัน
“คุณชื่ออะไร?”
รู้จักกันมาเกือบสามเดือน หลังจากที่นอนกันไปแล้ว เลิกกันไปแล้ว ทะเลาะกันไปแล้ว ในที่สุดก็นึกสนใจฐานะของเขาขึ้นมาแล้วรึ?
อิ๋งเฮ่าเยว่ไม่รู้ว่าเวลานี้เขาควรจะรู้สึกเซ็งหรือรู้สึกเป็นเกียรติดี
คิดเล็กน้อย แล้วเลือกที่จะสวมเสื้อก่อน จากนั้นตอบสั้นๆ ว่า
“ผมชื่ออิ๋งเฮ่าเยว่”
หญิงสาวหลุบตาลงอย่างไม่ได้ตกใจมากนัก ถอนหายใจเฮือก...ระยะห่างที่มากยิ่งกว่ามาเฟียเสียอีกงั้นหรือ?
ที่แท้เขาไม่ใช่ดาวฤกษ์ของระบบสุริยจักรวาล แต่เป็นดาวแคระขาวนอกกาแล็กซีทางช้างเผือกโน่น
วันนี้ ตั้งแต่ตอนที่เสินอวี่สามารถชิงตัวเธอมาจากเจ้าหน้าที่พิเศษสังกัดหน่วยทหารรักษาพระองค์แห่งราชวงศ์มาได้อย่างสบายๆ และไม่ได้ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่พิเศษคนนั้นจำคนผิด ซูจิ่นก็รู้สึกแล้วว่า ฐานะของเสินอวี่ไม่ธรรมดายิ่งกว่าที่เธอคาดไว้มาก ด้วยเหตุนี้เธอจึงนึกไปถึงแซ่ของพระราชินี และนึกไปถึงเรื่องราวในครอบครัวที่ฉินชวนเคยเล่าให้ฟัง...ว่าเหมือนกับครอบครัวอันดับหนึ่งของราชอาณาจักรไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ใช่หรือ?
ความจริงเธอควรจะเดาได้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ความเป็นจริงมันเหนือจินตนาการมากเกินไป ดังนั้นความเป็นไปได้นี้จึงถูกเธอตัดทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าหน้าที่พิเศษที่มาหาฉัน...ใครเป็นคนส่งมาคะ?” ซูจิ่นถามต่อด้วยสีหน้าราบเรียบ
ในเมื่อผู้ชายตรงหน้าก็คือเจ้าฟ้าชายเฮ่าเยว่ผู้สูงศักดิ์ อย่างนั้นเจ้าหน้าที่พิเศษที่ไปหาเธอ เขาต้องไม่ได้เป็นคนส่งไปอย่างแน่นอน ไม่งั้นคงไม่ต้องรบกวนให้เสินอวี่ออกโรงแล้ว
อิ๋งเฮ่าเยว่เลิกคิดที่จะคาดเดาความเป็นไปได้ของปฏิกิริยาของซูจิ่น...ผู้หญิงซึ่งไม่รู้ว่าสมองโตมาแบบไหน...ที่จะมีต่อเหตุการณ์ใดๆ มานานแล้ว (เพราะมันสุดจะคาดเดาได้มากเกินไปจริงๆ) ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับท่าทีไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อยของเธอแต่อย่างใด และพูดสิ่งที่ตัวเขาสงสัยออกมาตรงๆ
“คนที่เป็นไปได้มากที่สุด คือพี่ชายใหญ่ของผม”
ดูท่าทางที่กำลังแสดงไม่ใช่ “Enemy of the State” แต่เป็น “ศึกลำน้ำเลือด”[2] ที่เกี่ยวข้องกับศึกชิงบัลลังก์ภายในราชวงศ์เสียแล้ว ในดวงตาที่กึ่งหลุบลงของซูจิ่นทอแววเยาะหยันที่ยากจะสังเกต
หญิงสาวนิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ค่อยเงยหน้าขึ้นมองเขา พูดเบาๆ ว่า “คุณช่วยพาฉันกลับบ้านหน่อยเถอะ”
ระหว่างเขากับเธอสนิทชิดใกล้กันมากเกินไป จะให้เธอเปลี่ยนคำเรียกเขาเป็น “ฝ่าบาท” เอาตอนนี้ เธอพูดไม่ออกจริงๆ อย่าว่าแต่เขาเองก็น่าจะชินแล้วเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ต่อให้ไม่ชิน ก็เหลือแค่วันนี้เป็นวันสุดท้าย ก็น่าจะพอทนได้อยู่หรอก
ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิดๆ กำลังจะบอกว่าเธอกลับไปตอนนี้จะไม่ปลอดภัย ก็ได้ยินซูจิ่นอธิบายออกมาเองเสียก่อนว่า
“วางใจเถอะค่ะ ฉันรู้ว่าตอนนี้ที่นั่นอยู่ไม่ได้แล้ว ฉันแค่จะกลับไปเก็บข้าวของ แล้วจะกลับอเมริกาคืนนี้เลย”
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอเมริกากับราชอาณาจักรฉินไม่ค่อยเป็นมิตรกันนักมาแต่ไหนแต่ไร เธอไปซ่อนตัวที่นั่น ต่อให้เป็นมกุฎราชกุมารของราชอาณาจักรฉิน มือก็น่าจะยื่นไม่ได้ยาวขนาดนั้นหรอกมั้ง?
อิ๋งเฮ่าเยว่ตกตะลึงก่อน จากนั้นแค่นหัวเราะอย่างบอกไม่ถูกว่าโมโหหรือเย้ยหยัน
เขาละยอมแพ้เธอแล้วจริงๆ หลังจากกระดองแตก ก็นึกว่าตัวเองเป็นจิ้งจก คิดจะสลัดหางทิ้งแล้วหนีไปรึ?
และตัวเขา...เจ้าฟ้าชายลำดับสามแห่งราชอาณาจักรคนนี้ ก็กลายเป็นหางที่ถูกเธอสลัดทิ้งโดยไม่ต้องพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น?
เธอจะช่วยใช้สมองที่ควรจะเปลี่ยน CPU ได้แล้วของเธอนั่น ลองคิดถึงอนาคตระหว่างเธอกับเขาบ้างไม่ได้รึไง?
เต่ากับจิ้งจกต่างเป็นสัตว์เลือดเย็นทั้งคู่...เป็นประเภทเดียวกับยายคนนี้จริงๆ!
ชายหนุ่มแดกดันอย่างขุ่นเคือง
“คุณนึกว่าหนีไปต่างประเทศก็จะไม่เป็นไรแล้วงั้นรึ? คุณนี่ดูถูกความสามารถด้านการเคลื่อนไหวในต่างประเทศของหน่วยพิเศษแห่งราชอาณาจักรมากเกินไปแล้ว! คิดจะจับคนสักคนกลับประเทศน่ะ ไม่ได้ยากไปกว่าบี้มดสักตัวตายเท่าไหร่นักหรอก” แม้คำพูดนี้จะมีส่วนที่คุยโวเกินจริงเพราะอารมณ์งอน แต่ก็เป็นความจริง
ความหวังของซูจิ่นดับสนิทไปอีกอย่าง แววสงบนิ่งในดวงตาถูกหมอกบางๆ กางกั้น ร่วงตกลงสู่ความเคว้งคว้าง
อิ๋งเฮ่าเยว่มองดูท่าทางอ่อนแอช่วยตัวเองไม่ได้ของเธอแล้ว แทบจะรู้สึกว่าท่าทีเมื่อครู่นี้ของตัวเองเหมือนจะชั่วร้ายเกินไป แต่แล้วก็นึกได้ขึ้นมาทันทีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาใจอ่อนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่ายายคนนี้จะเกิดความคิดเผ่นหนีไปที่ไหนอีก ดังนั้นเขาไม่แค่ไม่ได้ปลอบใจเธอเท่านั้น แต่ยังเสริมเสียงนุ่มอีกด้วยว่า
“ถ้าคุณตกไปอยู่ในมือของพี่ชายใหญ่ผม ก็ภาวนาให้พระคุ้มครองเอาเองเถอะ เพราะข้อเรียกร้องของเขาต้องโหดมากจนผมยอมรับไม่ได้แน่นอน”
ความหมายในคำพูดคือ ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะเอาอะไรไปไถ่ตัวเธอ
ซูจิ่นเบะปาก ทำท่าจะร้องไห้ “งั้นจะทำยังไงดีล่ะ?”
ชายหนุ่มมองซูจิ่นที่ค่อยมีท่าทางของผู้หญิงให้เห็นบ้างจนได้อย่างพออกพอใจ แกล้งทำเป็นคิดหนักอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเลือกสรรคำพูดอย่างระมัดระวัง
“ช่วงสั้นๆ นี้คุณพอจะติดตามอยู่ข้างๆ ผมได้ แต่แผนที่ปลอดภัยแบบถาวร ให้เปิดเผยความสัมพันธ์ของผมกับคุณจะดีกว่า พอคุณมีฐานะอย่างถูกต้องเป็นทางการแล้ว พี่ชายใหญ่ของผมถึงจะไม่กล้าแตะต้องคุณอีก”
ซูจิ่นได้ฟังก็เบิกตากว้าง มองเขาเหมือนมองมนุษย์ต่างดาว อึกอักอยู่พักใหญ่ ค่อยหลุดออกมาว่า
“งั้นฉันสู้ฆ่าตัวตายแต่เนิ่นๆ ไปเลยดีกว่ามั้ง!”
อิ๋งเฮ่าเยว่ฟังแล้วแทบจะวีนแตก ฝืนข่มความคิดอยากจะจับเธอพาดกับเตียงตีก้นหนักๆ ซ้ำอีกยกขึ้นมากะทันหัน กัดฟันพูดว่า
“อยู่กับผม คุณรู้สึกแย่ยิ่งกว่าตายอีกงั้นรึ? ตอนอยู่บนเตียงไม่เห็นคุณจะแสดงออกมาให้เห็นซักนิด” อันที่จริงเมื่อครู่ก่อนเธอรัดเขาแน่นเสียจนเอวเขาแทบหักด้วยซ้ำ
ซูจิ่นเบือนหน้าหนี ถูกคำพูดโจ๋งครึ่มของเขาแทงใจดำจนหน้าแดงเรื่อ
“แค่อยู่กับคุณน่ะไม่ทรมานหรอกค่ะ”
อิ๋งเฮ่าเยว่ค่อยสบายใจขึ้นบ้าง แล้วได้ยินเธอพูดต่อว่า
“แต่การเป็นแฟนของเจ้าฟ้าชายนี่สิจะทรมานมาก พระราชวงศ์จะยอมรับสามัญชนได้หรือ? ประชาชนจะยอมรับที่เจ้าฟ้าชายผู้สูงศักดิ์ของพวกเขาคบกับผู้หญิงที่ธรรมดามากแบบนี้ได้หรือ? ตอนอยู่ด้วยกันน่ะอาจจะยังดี อย่างดีก็แค่ถูกขุดเรื่องของบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรขึ้นมาถากถางแดกดันเท่านั้น แต่ทันทีที่เลิกกัน ฉันต้องกลายเป็นตัวตลกของทุกคนแน่ๆ แล้วต่อไปยังจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง?”
เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในกระดองของตัวเองหรอก ตอนนี้เธอไม่มีกระดองแล้ว แถมยังต้องทนรับแรงกดดันระดับทะเลน้ำลึก มิต้องถูกแรงดันอัดจนแหลกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ หรอกหรือ?
ว่ากันถึงที่สุดแล้ว เธอก็ยังไม่เชื่อใจเขาเลยสักนิด...แววตาชายหนุ่มหมองลง...ไม่เชื่อว่าเขาจะปกป้องเธอได้ ไม่เชื่อในความรู้สึกที่เข้ากันได้ระหว่างเขากับเธอ...นี่เขาเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่า?
“หากว่าคุณต้องการ ผมแต่งงานกับคุณได้” ชายหนุ่มให้คำมั่นเสียงแข็งทื่อ
แม้จะนึกภาพออกว่า เขาจะต้องเผชิญหน้ากับกระแสต่อต้านรุนแรงมากแค่ไหน แต่ด้วยความสามารถและอิทธิพลของเขา เขาไม่สงสัยเลยว่าตัวเองจะสามารถช่วงชิงในสิ่งที่ตัวเองต้องการมาได้
แต่งงาน? เป็นพระชายาของเจ้าฟ้าชาย?
การเป็นพระชายาของเจ้าฟ้าชายในศตวรรษที่ 21 มีข้อดีอะไร?
ซูจิ่นทำการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสมองอย่างรวดเร็ว
จากข้อสรุปที่เธอได้จากการดูและอ่านข่าวซุบซิบของบรรดาพระราชวงศ์ของทั้งในและต่างประเทศมานานปี นอกจากจะถูกฝูงเหยี่ยวข่าวตามไล่ล่าตลอดทั้งวันแล้ว ยังอาจจะพลาดรถคว่ำดับอนาถได้อีกด้วย ข้อดีเพียงข้อเดียวที่มี เห็นจะเป็นได้ลากรถโรลสรอยซ์ลีมูซีนรุ่นลิมิเต็ดไปโลกหน้าด้วยกันละมัง
แน่นอน...ถ้าโชคดีพอยันไปได้ถึงอายุสี่สิบโดยที่ยังไม่ตาย หลังจากเบื่อขี้หน้ากับสวามีแล้ว ก็สามารถจะหย่าและได้รับค่าเลี้ยงดูก้อนมหาศาลมาเลี้ยงไอ้หนุ่มหน้าขาวที่อ่อนกว่าตัวเองสักหนึ่งรอบไว้สักคนได้
ถ้าบอกว่าข้อดีมีน้อยนิดจนน่าสมเพช ข้อเสียก็มีมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว
ชีวิตต้องถูกเปิดเผยแก่สายตาประชาชีที่จ้องเขม็งตลอด 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน กระทั่งแคะจมูกนิดเดียวยังจะถูกชาวบ้านถ่ายรูปไว้ เอาไปลงเป็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งโชว์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร
ถ้าชาติกำเนิดต่ำต้อย ยังต้องทนถูกพระราชินีที่เป็นแม่ผัวโขกสับไปทั้งชีวิตจนตัวเองล้มป่วยกระเสาะกระแสะ อายุหดสั้นลงทุกวัน
ถ้าคลอดลูกชายให้ไม่ได้ วันทั้งวันก็จะถูกประชาชนทั่วประเทศเฝ้าเป็นห่วงเป็นใยเรื่องปัญหาบนเตียงของสองสามีภรรยา กระทั่งความถี่ในการมีเซ็กซ์กันยังโดนถามถึง
ถ้าโชคร้ายกว่านี้อีกนิด ไปเจอสวามีเจ้าชู้เข้า ยังต้องแสดงเรื่อง “ศึกรักจอมราชันย์”[3] เวอร์ชันปัจจุบันมาสร้างความบันเทิงให้ประชาชนทั่วโลกอีกต่างหาก...
ดังนั้น สรุปจากสารพัดข้อที่ได้ร่ายมาข้างต้น ซูจิ่นมีเหตุผลมากเพียงพอที่จะเชื่อว่า สมองเธอน้ำเข้าเมื่อไหร่นั่นแหละ เธอถึงจะอยากเป็นพระชายาของเจ้าฟ้าชาย
ในยุคที่เทพนิยายพังทลายนี้ ความเป็นจริงนานัปการได้บอกพวกเราว่า เจ้าชายกับซินเดอเรลล่าไม่มีทาง “ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนับจากนี้ไป”
ชาติตระกูล การใช้ชีวิต แนวคิด ทัศนคติด้านการใช้จ่าย สารพัดปัจจัยต่างจะกัดกร่อนสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ระหว่างซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายจนหมดสิ้น
ลงเอยแบบดี สุดท้ายทั้งสองยังคงสามารถพูดว่า “ลาก่อน” ต่อกันได้อย่างเป็นมิตร
ลงเอยแบบแย่ อดีตคู่รักจะกลายมาเป็นคู่อาฆาต ถึงขนาดต่างคนต่างสาวไส้อีกฝ่ายออกมาแฉกัน
ดังนั้นตอนจบของนิทาน ปกติจึงมักจะจบที่นาทีที่รักกัน โดยไม่ใช่ว่าให้นิทานดำเนินต่อไปจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม
“สำหรับคุณแล้ว การแต่งงานคืออะไรคะ?” ซูจิ่นนิ่งเงียบไปนาน เพราะไม่เห็นว่าการปฏิเสธเจ้าฟ้าชายผู้ทระนงไปตรงๆ จะเป็นวิธีคุยกันที่ดีนัก ด้วยเหตุนี้เธอจึงเลือกที่จะหยั่งถามถึงปัญหาที่ตัวเธอเองก็อยากจะรู้คำตอบอย่างมากก่อน “การแต่งงานกับผู้หญิงที่เพิ่งจะรู้จักกันได้แค่สามเดือน ไม่มีเบื้องหลังด้านการเมืองอะไรเลย และไม่ได้เป็นแม้แต่คนในตระกูลขุนนางเสียด้วยซ้ำ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่รัชทายาทลำดับสองของราชอาณาจักรควรจะทำนะคะ”
อยู่ๆ ก็ถูกซูจิ่นถามคำถามซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวเขาไม่เคยขบคิดอย่างถี่ถ้วนมาก่อน...หรือหลีกเลี่ยงที่จะขบคิดโดยไม่รู้ตัว อิ๋งเฮ่าเยว่ถึงกับตกตะลึง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
ความจริงถ้าเปลี่ยนเป็นเสินอวี่มาเผชิญหน้ากับปัญหานี้ จะต้องพูดหน้าด้านๆ ออกมาทันทีว่า “ที่แต่งงานก็เพราะว่าผมหลงรักคุณเข้าแล้ว” ถึงแม้มาเจอกับซูจิ่นที่เลิกเชื่อสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” มานานแล้ว คำพูดนี้ก็ไม่มีผลเหมือนกันอยู่ดีก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังพูดออกมาได้
แต่สำหรับอิ๋งเฮ่าเยว่ที่ทั้งไม่ถนัดและดูแคลนการประจบเอาใจผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไร ความรักเป็นสิ่งที่มีไว้หลอกเด็กสาวเท่านั้น ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูแล้ว เขาเห็นว่าการเอาคำตอบพรรค์นี้มากลบเกลื่อนแบบขอไปทีกับซูจิ่น ยายโอตาคุสมองพิการ ต้องถูกคุณเธอหัวเราะเยาะเอาแน่นอน ดังนั้นจึงไม่สามารถจะถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าความคิดและแนวคิดของซูจิ่นกับอิ๋งเฮ่าเยว่จะแตกต่างกันมากแค่ไหน แต่ท่าทีที่มีต่อความรักของคนทั้งสองกลับเหมือนกันอย่างผิดคาด...
แต่ถ้าไม่ใช่เพราะความรักที่แสนน้ำเน่า ทำไมอยู่ๆ เขาถึงเกิดความคิดอยากจะแต่งงานกับเธอเล่า?
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังสับสนอยู่ในใจอย่างงุนงง ซูจิ่นก็แอบค้อนควักใส่
เป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ ด้วย อิ๋งเฮ่าเยว่ไม่ได้เตรียมใจเรื่องการแต่งงานไว้มากพอเลย
หญิงสาวฉวยโอกาสที่เขายังสะสางความคิดของตัวเองไม่เสร็จดี โจมตีคืบหน้าไปอีกก้าว
“ถ้าแค่เพราะชีวิตของฉันได้รับผลกระทบเนื่องจากคุณ คุณจึงอยากจะรับผิดชอบต่อฉันด้วยเกียรติของอัศวินอันสูงส่ง ฉันเห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นเลยค่ะ”
ชายหนุ่มขาดการไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งเรื่องเหตุผลของการแต่งงานก็จริง แต่การที่ซูจิ่นจัดให้การขอแต่งงานทางอ้อมครั้งนี้เป็นเพราะต้องการรับผิดชอบ กลับทำให้เขารู้สึกต่อต้านโดยไม่รู้ตัว
คิ้วเข้มได้รูปขมวดบางๆ อยากจะเถียงกลับไป แต่ไม่รู้ควรจะพูดว่ายังไง สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่พักใหญ่ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างปุบปับว่าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้ เขากำลังถูกซูจิ่นจูงจมูกอยู่ตลอด
จะแต่งงานต้องมีเหตุผลด้วยหรือ?
ในฐานะหนึ่งในมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 การแต่งงานไม่ใช่ว่าแค่หาคนที่ดูแล้วสบายตา อยู่ด้วยแล้วสบายใจสักคนก็ใช้ได้แล้วหรอกหรือ?
เจ้าฟ้าชายแล้วยังไงหรือ? เรื่องลูกท่านหลานเธอต้องแต่งงานเพื่อการเมือง ต้องแต่งกับคนที่ชาติตระกูลเหมาะสมกันเท่านั้น เป็นเรื่องเมื่อศตวรรษก่อนโน่นแล้ว ในความเป็นจริง พระราชินีคนก่อนของพระจักรพรรดิ...พระราชินีซุ่นซูซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็เป็นแค่ผู้ดีตกยากที่เหลือแต่ชื่อเท่านั้น ก่อนที่เธอจะแต่งเข้าสู่ราชวงศ์ เธอเป็นแค่นางพยาบาลเสียด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่พระจักรพรรดิจะทรงรักเธออย่างลึกซึ้งยิ่งเลย จนทำให้ลำเอียงรักใคร่มกุฎราชกุมารที่เธอให้กำเนิดอย่างสูญเสียความเที่ยงธรรม (แน่นอน การลำเอียงรักใคร่มากๆ นี้ เกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออกกับการที่พระราชินีซุ่นซูต้องสวรรคตก่อนวัยอันควรด้วยอุบัติเหตุลึกลับเช่นกัน)
เมื่อคิดได้กระจ่างในประเด็นนี้ ชายหนุ่มก็กระโดดออกจากวงล้อมตรรกะความคิดของซูจิ่นอย่างเด็ดเดี่ยว ปฏิเสธที่จะติดหนึบอยู่กับเธอในปัญหาเรื่องนี้ แค่นเสียงเย็นชา
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ตอนนี้คุณก็จำเป็นต้องได้รับการ ‘ดูแล’ เป็นพิเศษอยู่ดี และทันทีที่คุณมาอยู่ข้างๆ ผม คุณก็ต้องถูกพระราชวงศ์รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องจับตาดูอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นคุณจะปรากฏตัวด้วยฐานะคู่นอนหรือว่าที่คนที่จะแต่งงานกับผม เป็นทางเลือกของคุณเอง”
คู่นอน?
ซูจิ่นอาจจะไม่สนใจเรื่องแต่งงานก็จริง แต่ก็มีอคติกับการถูกเรียกด้วยคำนี้มากกกกอย่างไม่ต้องสงสัย
หญิงสาวขมวดคิ้วกัดริมฝีปาก ถามเจื่อนๆ ว่า
“ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นแล้วเหรอคะ?”
อิ๋งเฮ่าเยว่พูดเสียงเรียบเรื่อย “เสียใจด้วยครับ ข้างตัวผมนอกจากสาวใช้ ไม่มีขุนนางฝ่ายในใกล้ชิดคนไหนทั้งสิ้น” ความหมายคือนอกจากสาวใช้กับสองตัวเลือกเมื่อกี้ ไม่มีตำแหน่งอื่นให้เลือกอีก
ครั้งนี้ถึงตาซูจิ่นทำหน้าปั้นยากบ้าง
สาวใช้? คู่นอน? หรือว่าคู่หมั้น?
ชายหนุ่มนั่งชมสีหน้าดิ้นรนไม่รู้จะเลือกข้อไหนดีของซูจิ่นอย่างสบายอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเสริมว่า
“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะยังไม่กังวลถึงปัญหาเรื่องแต่งงานในตอนนี้หรอก เพราะต่อให้ทั้งคุณและผมต่างตัดสินใจแบบนี้ทั้งคู่ กว่าจะเดินไปถึงก้าวนั้น ก็ยังต้องอีกช่วงใหญ่อยู่ดี แน่นอน ขอแค่คุณยินยอม ผมย่อมจะทำตามที่ได้ลั่นปากไว้ในวันนี้”
เธอกลัวว่าหลังจากเลิกกันแล้วจะกลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะเยาะไม่ใช่หรือ? ถึงตอนนั้นมีแต่แต่งงานกันเท่านั้นที่จะเลี่ยงสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างแท้จริง
พูดถึงเรื่องเจรจาและแผนการ มือใหม่อย่างซูจิ่นนั้นห่างชั้นกับการเป็นคู่ต่อกรของอิ๋งเฮ่าเยว่ที่โตมาในรั้วในวังมาก เพียงแต่ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่พักอยู่กับซูจิ่น ชายหนุ่มไม่ค่อยอยากจะใช้สมองไปคิดหาทางบังคับให้เธอทำอะไรเท่านั้น มาตอนนี้เมื่อเขาเกิดอยากจะทำอะไรขึ้นมา เขาย่อมต้องเป็นผู้กุมสถานการณ์สถานเดียว...เหมือนกับเวลาอยู่บนเตียง ที่ซูจิ่นก็แย่งเป็นผู้กุมสถานการณ์ไม่เคยได้นั่นแหละ...
หญิงสาวถูกเขาบีบเข้าสู่มุมอับทางความคิดอย่างง่ายดาย คิดแล้วคิดอีกก็เหลือแค่แต่งงานทางเดียวที่ดูน่าเดินหน่อย จึงเถียงอย่างเจ็บใจว่า
“แต่แต่งงานเพราะเหตุผลแบบนี้ จะไม่งี่เง่าเกินไปเหรอ? แล้วทันทีที่เหตุผลนี้ไม่เหลืออยู่ ก็ต้องหย่ากันงั้นเหรอ?”
ยังไม่ทันได้แต่งงาน ก็เริ่มคิดเรื่องหย่าแล้วเรอะ?
ชายหนุ่มนึกหงุดหงิดระคนอึดอัดอยู่ในใจ แต่เปลือกนอกกลับแค่ยิ้มเอื่อยๆ ในส่วนลึกของดวงตาอ่อนโยนสีสนิมเหล็กมีแต่แววเย็นชา
“คุณจะกลัวอะไร? ต่อให้วันหน้าหย่ากัน คุณก็จะได้ค่าเลี้ยงดูก้อนโต แถมการได้ชื่อว่าเป็นอดีตพระชายาของเจ้าฟ้าชาย จะทำให้มีมหาเศรษฐีผู้ดีมียศมาเรียงแถวขอคุณแต่งงานจนนับไม่หวาดไม่ไหว และถ้าคุณคลอดลูกชายให้สักคน ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ วันหน้ามีโอกาสสูงมากที่คุณจะได้เลื่อนขึ้นเป็นพระชนนี จะคิดยังไงคุณก็ไม่ขาดทุนหรอกมั้ง?”
เห็นซูจิ่นยังคงหน้าเฉยสนิทไม่มีหวั่นไหว ชายหนุ่มอดใจไม่อยู่แดกดันว่า
“อย่าว่าแต่ถ้าคุณไม่อยากจะกลายเป็นบุคคลหายสาบสูญ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่น”
จบคำพูดแค่นี้...
ด้วยเหตุนี้...ซูจิ่นผู้รักชีวิตยิ่งนัก...จึงได้ถูกประโยคสุดท้ายนี้เกลี้ยกล่อมสำเร็จอย่างแท้จริงจนได้ฉะนี้แล
แต่อิ๋งเฮ่าเยว่ไม่เคยนึกเลยว่า อารมณ์โมโหชั่ววูบจนทำให้ร่ายสารพัดข้อดีของการหย่าออกมาด้วยความงอนของเขา ได้ทิ้งผลข้างเคียงที่รุนแรงให้แก่การแต่งงานของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะซูจิ่นได้ปักใจอย่างเหนียวแน่นเสียแล้วว่า ขอเพียงรอดชีวิตไปจนถึงตอนหย่าได้ ก็จะสามารถวิ่งโผไปหาชีวิตใหม่ที่แฮปปี้แสนสุขีได้...
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องในภายหลังทั้งนั้น
จะยังไงซูจิ่นก็ยังเป็นหนึ่งในบุคคลของกลุ่มสังคมอยู่ ไม่สามารถไปที่เจมม่ากับอิ๋งเฮ่าเยว่ในทันทีเหมือนอยู่ๆ ก็ระเหยหายไปจากโลกนี้ได้ ดังนั้นก่อนจะจากไป จึงมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องสะสางจัดการ เช่นว่าลาออกจากงาน เช่นว่าบอกลากับเพื่อนๆ เช่นว่าพยายามหาทางอธิบายกับพ่อแม่ถึงเหตุผลที่ต้องไปต่างประเทศกะทันหันว่าเธอแค่อยากจะลาหยุดยาวๆ เท่านั้น...
ความจริงตามหลักการแล้ว การลาออกจากบริษัทควรจะลาล่วงหน้าหนึ่งเดือน จะได้มีเวลามากพอที่จะโอนงาน จากนั้นจึงค่อยออกไปได้ แต่เพราะมีเสินอวี่...คุณหมอผู้มีอาชีพเสริมนับไม่ถ้วนอยู่ด้วย ใบรับรองแพทย์ที่เขียนบอกว่าซูจิ่นเป็นโรค xxx จำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วนแค่ใบเดียว ทำให้ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลอนุญาตให้เธอลาออกได้ทันทีโดยไม่พูดพล่ามอะไรทั้งสิ้น กระทั่งวันหยุดประจำปีที่ยังคงติดลบอยู่ก็ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย ในใจผู้อำนวยการยังแอบนึกดีใจด้วยซ้ำที่ซูจิ่นไม่ได้ขอลาป่วย
ยังดีที่เหวินฉี่ตงย้ายไปเริ่มทำงานที่หวนอวี่ตั้งแต่สัปดาห์นี้ไป ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องลำบากคิดหาคำอธิบายกับเขาพอสมควร
ทางด้านผู้อำนวยการหยวน ก็ใช้เหตุผลเรื่องป่วยกลบเกลื่อนผ่านไปได้เหมือนกัน ตอนซูจิ่นที่รู้สึกผิดอยู่ในใจบอกบรรยายเรื่องอาการป่วยของตัวเอง เธอไม่กล้ามองหน้าผอ.หยวนเลยสักแวบเดียว ยังดีที่ผอ.หยวนหลงคิดไปว่าเธออารมณ์หดหู่ จึงไม่แค่มองไม่ออกว่าซูจิ่นกำลังโม้อยู่เท่านั้น แถมยังตั้งใจช่วยปลอบใจเธออีกหลายคำ ว่าหลังจากหายป่วยแล้ว ให้กลับมาทำงานได้ทุกเมื่อ
ซูจิ่นได้ฟังก็ยิ่งละอายใจเข้าไปใหญ่...เพียงแต่เหตุผลที่แท้จริงนั้น เธอพูดไม่ออกจริงๆ
เพราะเหตุผลที่แท้จริง...“ซูจิ่นกำลังถูกคนเพ่งเล็ง และมีสิทธิ์ถูกจับตัวไปได้ทุกเมื่อ”...ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อถือยิ่งกว่าบอกว่าเป็นโรคประหลาดเสียอีก...
สงสัยถ้าเธอบอกไปแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะต้องคิดว่าพักก่อนเธอทำงานเครียดเกินไปจนมีอาการประสาทหลอนแน่ๆ เพราะจะยังไงอยู่ในบริษัท ภาพยนตร์ที่คนทั่วไปได้สัมผัสกัน ก็มีแค่หนังรักโรแมนติก หรือหนังชิงความเป็นใหญ่ในวงการธุรกิจเท่านั้น ส่วนหนังมาเฟียดวลปืนกันจัดอยู่ในจำพวกจะเห็นได้ก็แต่เฉพาะในโรงภาพยนตร์
การอธิบายเหตุผลที่ต้องออกนอกประเทศกะทันหันแก่เหล่าเพื่อนฝูงนั้นง่ายกว่ากันมาก เธอแค่โทรศัพท์ไปบอกว่าพักก่อนเธอเหนื่อยมาก เลยอยากไปเมืองนอกผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อยเท่านั้น
ซูจิ่นขึ้นชื่อมากเรื่องรักสบาย เกลียดงานหนัก เรื่องจำพวกทำงานครึ่งปีหยุดพักครึ่งปีแบบนี้ ก็เหมือนเป็นเรื่องที่เธอทำได้ลงคอจริงๆ นั่นแหละ ถึงยังไงอย่างเธอต่อให้ไม่มีรายรับสักครึ่งปีก็ไม่มีทางอดตายอยู่แล้ว
สาวมีอันจะกิน ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีนี แต่เงินรองรังแค่นี้ยังพอมีอยู่หรอก...
ถึงอย่างนั้นหูจิงที่พักนี้ได้เงินก้อนไม่ใหญ่มากมาหนึ่งก้อน จึงกำลังเที่ยวสอดส่ายมองหาบ้านไปทั่วอย่างกระตือรือร้น ไม่คิดจะให้ซูจิ่นสะบัดแขนเสื้อจากไปทั้งอย่างนี้ จึงรีบเรียกประชุมแก๊งสี่สาวด่วนจี๋เพื่อจะจัดงานเลี้ยงอำลาเล็กๆ ให้ซูจิ่น
น้ำใจที่ยากจะปฏิเสธ แถมพอซูจิ่นที่มองอนาคตของตัวเองในแง่ลบสุดขีดนึกถึงว่า บางทีเธออาจจะไม่รอดชีวิตกลับมาเจอหน้าพวกเพื่อนๆ อีกแล้ว ก็เศร้าเสียใจจนเกือบจะร้องไห้โฮออกมา ด้วยเหตุนี้เธอจึงทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าไม่พอใจของอิ๋งเฮ่าเยว่ที่อยู่ข้างๆ รับปากไปร่วมงานเลี้ยงอำลาทันที
ถึงยังไงเมืองปู้ก็ถือเป็นถิ่นของเสินอวี่ แค่คุ้มครองเธอคืนเดียว น่าจะไม่เป็นปัญหามากหรอกมั้ง
ถ้ากำหนดแน่นอนว่าจะต้องมีองครักษ์พิทักษ์บุปผาหนึ่งคน เสินอวี่เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างดีอย่างไม่เป็นที่กังขา เพราะเขาไม่ต้องกลัวเรื่องเผยตัวในที่สาธารณะ
แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าฟ้าชายผู้โดดงานมารั้งอยู่ในเมืองปู้โดยพลการ ไม่พอพระทัยที่จะให้ญาติผู้พี่ผู้เลื่องชื่อลือชาด้านเป็นเพลย์บอยมาเป็นองครักษ์พิทักษ์บุปผาให้แฟนสาวของตน จึงมองเสินอวี่กับซูจิ่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่อึดใจใหญ่ ค่อยเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า
“ฉันจะไปกับเธอเอง”
“บาร์ซูเหอ” ก็คือบาร์ที่เขาได้พบกับเธอนั่นใช่ไหมล่ะ? ที่นั่นน่าจะไม่มีใครจำเขาได้หรอก
เพราะประโยคนี้เอง เสินอวี่จึงต้องร่วงวูบจากตำแหน่งองครักษ์พิทักษ์บุปผาลงมาเป็นหัวหน้าขบวนคุ้มกันภัย[4] นำบรรดาทหารรักษาพระองค์นอกเครื่องแบบมายืนเฝ้ายามตากลมหนาวที่หน้าประตูบาร์แทน
ก็ใครใช้ให้ของที่รับคุ้มกันครั้งนี้สูงค่าเกินไปเล่า...
ไม่น่ารักเลยจริงจริ๊ง เสินอวี่นึกบ่นญาติผู้น้องอยู่ในใจอย่างสุดเซ็ง
<>::<>::<>
ตอนที่ซูจิ่นกับอิ๋งเฮ่าเยว่ไปถึงบาร์ซูเหอ อีกสามสาวต่างมาถึงกันก่อนแล้ว พอเห็นซูจิ่นพาผู้ชายมาด้วย แถมผู้ชายคนนั้นยังสวมแว่นดำ มาดเท่ขาดใจอีกต่างหาก ก็พากันตกตะลึงเล็กๆ
สาวๆ นัดพบกัน การมีผู้ชายโผล่มาด้วยนั้นแปลกมาก แถมการที่ข้างตัวของซูจิ่นมีผู้ชายโผล่มา ยิ่งแปลกหนักเข้าไปใหญ่ เพราะไม่เคยได้ยินเลยว่าคุณเธอมีแฟนใหม่แล้ว
แค่เห็นสายตาของสามสาว ซูจิ่นก็รู้แล้วว่าทั้งสามกำลังคิดอะไรอยู่ เธออยากจะตัดปัญหาด้วยการบอกว่า “นี่คือบอดี้การ์ดของฉัน” มาก แต่พอนึกถึงว่าหลังจากนี้ยังต้องอธิบายต่ออีกว่า ทำไมถึงต้องมีบอดี้การ์ด แน่นอนว่ายังต้องคำนึงถึงปฏิกิริยาของท่านเจ้าฟ้าชายผู้สูงศักดิ์ที่จะมีต่อคำอธิบายแบบนี้ด้วย หญิงสาวก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเลิกล้มความตั้งใจ และแนะนำกับเพื่อนๆ ว่า
“นี่คือเพื่อนฉัน”
รู้สึกได้ถึงสายตาที่แม้จะมีแว่นดำขวางกั้น ยังคงสามารถฆ่าคนได้ของอิ๋งเฮ่าเยว่ ซูจิ่นตัวสั่นยะเยือก รีบเปลี่ยนคำพูดว่า
“เอ้อ...แฟนฉันน่ะ”
สามสาวที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามได้ฟัง ก็พากันหันขวับมาเพ่งสายตาจับที่ใบหน้าของชายหนุ่มเขม็งทันที หมายจะใช้สายตาที่เทียบได้กับรังสีแกมมาของตนกรีดทะลุแว่นดำของเขา
ดูเหมือนอิ๋งเฮ่าเยว่เองก็รู้สึกเหมือนกันว่าการสวมแว่นดำออกจะเสียมารยาท จึงถอดแว่นดำออกอย่างรู้กาลเทศะ พยักหน้าเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท “สวัสดีครับ ผมชื่อฉินชวน”
ในดวงตาของสามสาวต่างระเบิดรูปหัวใจออกมานับไม่ถ้วนทันที หลังจากเงียบกริบกันไปหลายวินาที หูจิงค่อยร้องลั่นว่า
“อ๊า! คุณคือคนที่เคยเห็นที่นี่เมื่อครั้งก่อน...?”
พูดได้ครึ่งเดียวก็หยุด หันไปมองซูจิ่นอย่างมีนัย...สายตานั้นเหมือนกำลังพูดว่า “เจ๋งนี่นา แน่มากเลยหล่อน ผู้ชายจีบยากขนาดนี้ หล่อนยังคั่วสำเร็จจนได้”
ฉินชวนยิ้มบางๆ เส้นโครงหน้ายิ่งดูอ่อนโยนสง่างาม
“ใช่ครับ พบกันครั้งที่สองแล้ว”
ขณะที่หูจิงถูกรอยยิ้มนี้ทำเอาสติหลุดลอย โหยวโยวดูจะมีภูมิต้านทานความหล่อค่อนข้างสูงอย่างเห็นได้ชัด สังเกตดูอิ๋งเฮ่าเยว่เงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วโพล่งถามขึ้นว่า
“คุณฉินทำงานอะไรหรือคะ?”
ฉินชวนเตรียมตัวไว้แล้วว่าต้องถูกสัมภาษณ์แน่นอน จึงตอบอย่างใจเย็น
“ผมเป็นทหารครับ”
“ว้าว!” สือเสียวหย่าถอนหายใจออกมาอย่างชื่นชม เธอเป็นพวกนิยมคนในเครื่องแบบ พอนึกภาพตอนชายหนุ่มตรงหน้าสวมเครื่องแบบทหาร ก็เกิดอาการวิงเวียนคล้ายจะเป็นลมขึ้นมาทันที
หลังจากโหยวโยวถามไปแล้ว ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปเป็นแผนการหลังจากลางานแล้วของซูจิ่น แน่นอนว่าซูจิ่นบอกแค่ว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ หลับหูหลับตาว่าไปเรื่อย
ตอนที่ดื่มลงไปมากจนต้องไปเข้าห้องน้ำ โหยวโยวขอไปกับซูจิ่นด้วย ช่วงที่ออกมาล้างมือ โหยวโยวพูดขึ้นว่า
“แต่งกับทหารน่ะยุ่งยากมากนะ เธอต้องคิดให้ดีๆ ล่ะ”
ในราชอาณาจักร ทหารได้รับความคุ้มครองเต็มที่ เวลาหย่า ถ้าฝ่ายที่เป็นทหารไม่ยินยอม ต่อให้ฟ้องศาลไปก็หย่าไม่ได้
ซูจิ่นมองหน้าเพื่อนสาวผ่านกระจกแต่งหน้า พยักหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“อื้อ ฉันจะคิดให้ดีๆ ขอบใจมากนะที่เตือน” แต่ในใจกลับร้องไห้โฮ
โหยวโยว...เธอไม่รู้หรอก แต่งกับผู้ชายคนนี้น่ะ ยุ่งยากสาหัสกว่าแต่งกับทหารแน่ๆ แต่ฉันน่ะหมดสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องนี้ไปแล้ว...
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] “พักตร์ฟ้าน้ำเคราะห์” หมายถึง ผู้ชายที่เป็นตัวนำโชคร้าย มาจากสำนวนเดิมว่า พักตร์ชาดน้ำเคราะห์; พักตร์ฟ้า หมายถึง ผู้ชาย
[2] ในต้นฉบับใช้ชื่อภาพยนตร์ว่า《九龙夺嫡》(Jiu long duo di : จิ่วหลงตั๋วตี๋) ซึ่งแปลว่า บุตรมังกรทั้งเก้าชิงตำแหน่งเป็นผู้สืบสกุล ซึ่งไม่เคยมีการสร้างภาพยนตร์หรือละครชื่อนี้มาก่อน ดิฉันจึงได้แปลชื่อนี้เป็น “ศึกลำน้ำเลือด” ที่มีเนื้อหาในลักษณะเดียวกันแทนค่ะ - หลินโหม่ว ผู้แปล
[3] ศึกรักจอมราชันย์ (War and Beauty) เป็นละครซีรีส์ของฮ่องกง เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการหักเล่ห์ชิงเหลี่ยม ชิงรักหักสวาทในวังหลังของราชวงศ์ชิง
[4] ขบวนคุ้มกันภัย คือกลุ่มพนักงานของสำนักคุ้มกันภัย ซึ่งมีหน้าที่คุ้มกันคนหรือสินค้าไปส่งยังจุดหมายตามที่ได้รับว่าจ้างมา