ตอนที่ 9 ตวนหวางสองสามีภรรยาที่น่าประหลาด (1)
เวลาสิบวันผ่านไปอย่างง่ายดาย
ซิงหุนกับหย่งเยี่ยได้หลอมรวมเป็นร่างเดียว ต่อให้เด็กชายชุดม่วงในโหยวหลีกู่ยังมีชีวิตอยู่ เชื่อว่าก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้เช่นกันว่าตัวเขาคือตัวจริง
หิมะตกลงมาหนาตา ดั่งราวห่าฝนในหน้าร้อน ทอดสายตามองไป มีแต่สีขาวโพลน ไม่อาจมองทะลุได้
“เมื่อออกจากหุบเขา ข้าก็คืออาจารย์คนใหม่ของเจ้า”
หลี่เหยียนเหนียนหรี่ตาลงเล็กน้อย สุราชิงโจวแดงอุ่นได้ที่กำลังดีทำให้จื๋อซื่อหนุ่มรู้สึกเสพสุขอย่างยิ่ง มีคนพรรณนาว่า สุราที่ใช้ข้าวเกาเหลียงแดงแห่งชิงโจวบ่มออกมา คือสีผึ้งแดงบนเรียวปากอิสตรี ชวนให้ถวิลหา จื๋อซื่อหนุ่มหลุบตาลงเหลือบมองสีแดงระเรื่อที่แผ่ไอร้อนภายในจอกกระเบื้องเคลือบขาว รอยยิ้มผุดพรายบางๆ
หย่งเยี่ยชงชาอย่างแช่มช้า มือนิ่งไม่มีสั่นสักนิด สงบนิ่งดุจสนใหญ่ เด็กชายพลันพบว่า วิชานี้ที่เฉิงเตี๋ยอีสอนให้มีประโยชน์อย่างมาก วิถีชาชะล้างใจ มีเวลาให้เขาได้ย่อยคำพูดของหลี่เหยียนเหนียนพอดี
เด็กชายไม่ชอบให้จื๋อซื่อหนุ่มมาเป็นอาจารย์ของตน ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะมีเรื่องสอนเขามากมายก็ตามที
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียกข้าว่า ‘ซือฝุ’ จะต่อหน้าหรือลับหลังคนอื่นก็ไม่ต้องทั้งนั้น สิ่งที่ข้าสอนเจ้า ต้องเป็นสิ่งที่เจ้าชิงชังรังเกียจอย่างแน่นอน นี่เป็นปกติวิสัยของมนุษย์” จื๋อซื่อหนุ่มยิ้มหยันตัวเอง
หย่งเยี่ยยกมือขึ้นอย่างนุ่มนวล ค่อยๆ รินน้ำเดือดในการาดรดถ้วยชา กลิ่นชาชะกลิ่นเปลือกส้มและกลิ่นสุราให้จางลง อากาศภายในห้องสดชื่นขึ้นในบัดดล เด็กชายวางกาลงอย่างพอใจ สูดหายใจ แล้วยิ้มหวานออกมา
“เชิญซือฝุขอรับ”
หลี่เหยียนเหนียนไม่ได้รับถ้วยชาในมือเด็กชายมา คำ “ซือฝุ” นี้ทำให้จื๋อซื่อหนุ่มผิดคาดอย่างเห็นได้ชัด
“บอกแล้วว่าไม่ต้อง ข้าไม่ดื่มชา”
“ต่อไปหากมีโอกาส ศิษย์จะอุ่นสุราให้ซือฝุขอรับ” หย่งเยี่ยเอ่ยยิ้มๆ
ทั้งสองต่างมองหน้าอีกฝ่าย ดวงตาคู่นั้นของหย่งเยี่ยราวกับไร้เดียงสาไร้พิษภัย จริงใจสุดเปรียบปานจริงๆ
เด็กชายมองแววกังขาของอีกฝ่ายออก อมยิ้มเอ่ยว่า
“ไม่ต้องมองหน้ากันไปมองหน้ากันมาดอก ผู้ประสาทวิชาคืออาจารย์ สิ่งที่ซือฝุจะสอนข้า ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น”
รอยยิ้มของหย่งเยี่ยทำให้จื๋อซื่อหนุ่มตาพร่าราวกับแสงแดดบนพื้นหิมะสะท้อนเข้าตา เขากุมจอกสุราหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า
“ตอนนั้นหากส่งเจ้าไปเรือนโบตั๋น เจ้าจะทำให้จิงตูต้องบ้าคลั่ง”
“เพล้ง!” หย่งเยี่ยหน้าตึง ซัดถ้วยชาลงใส่พื้น แต่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม “ยามขัดใจมักต้องระบายกับสิ่งของน่ะขอรับ!”
หลี่เหยียนเหนียนชะงัก ไฟโทสะวาบขึ้นในดวงตา
“ซือฝุย่อมจะไม่ถือสาหาความข้า หากถกถึงความสำรวมมีมารยาท หย่งเยี่ยหรือจะสู้ซือฝุได้?” ในใจเด็กชายด่าไปอีกประโยค เจ้ามันไม่ใช่คนด้วยซ้ำ!
หลี่เหยียนเหนียนถูกพูดยกยอ จึงค่อยคลายโมโหลงบ้าง คิดๆ ดูหย่งเยี่ยก็แค่เก้าขวบ เรือนโบตั๋นเองก็ไม่ใช่สถานที่ดีงามอะไร มิน่าเล่าหย่งเยี่ยถึงได้โกรธ จึงกล่าวเสียงเคร่ง
“เข้าไปในวังแล้ว อย่างไรการพูดจาจะไม่สะดวกเหมือนตอนนี้ ถึงแม้เจ้าเพิ่งจะเก้าขวบ ชิงอีก้วยเห็นเจ้าเป็นเด็กน้อย ข้ากลับมองว่ามีบางเรื่องเจ้าต้องเข้าใจได้อย่างแน่นอน”
“ซือฝุโปรดบอกขอรับ” เด็กชายทราบดีว่าอีกฝ่ายคิดจะบอกภารกิจหลังจากไปถึงวังตวนหวาง
“อวี้เจียตี้มีราชโองการเรียกตัวซื่อจื่อไปเรียนหนังสือร่วมกับราชโอรสทั้งสามหลังปีใหม่ ก่อนหน้านี้ตวนหวางมักจะยกเรื่องที่ซื่อจื่อป่วยเป็นข้ออ้างในการบ่ายเบี่ยงเสมอ อวี้เจียตี้ทรงสงสารภาติยะ ทรงฟังคำแนะนำจากแพทย์หลวงแล้วเห็นว่า การให้ซื่อจื่อเรียนหนังสือร่วมกับเหล่าราชโอรส จะมีประโยชน์ต่อการช่วยคลายปมในใจของซื่อจื่อ จึงทรงยืนกรานคำเดิม”
หย่งเยี่ยเข้าใจแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าโหยวหลีกู่ถือหางองค์ชายคนไหน? คิดจะให้เขาฆ่าองค์ชายคนที่มีหวังจะได้ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์มากที่สุด? หรือว่าให้ตวนหวางเป็นแพะรับบาป แบกรับคำประณามว่าปล่อยปละละเลยให้โอรสเป็นฆาตกร ยุแยงให้ตวนหวางกับอวี้เจียตี้บาดหมางกัน?
“องค์ชายใหญ่อุปนิสัยอ่อนโยน ทั้งยังประสูติแต่หลี่ซื่อ[1]พระสนมคนโปรด อวี้เจียตี้จึงโปรดปรานมากที่สุด เพียงแต่ทรงอ่อนโยนเกินไป ดังนั้น เจ้าจงช่วยท่านให้มากหน่อย”
เขาเดาผิดหรือนี่? ให้เข้าใกล้ชิดกับว่าที่โอรสสวรรค์แต่ยังเล็ก เมื่อวันหน้าองค์ชายผู้นี้ขึ้นกุมอำนาจใหญ่ เท่ากับตัวเขาได้ควบคุมทั้งแผ่นดิน! คือแผนการคุมตัวโอรสสวรรค์บัญชาปวงขุนนาง[2]หรือ? หย่งเยี่ยได้ข้อสรุปใหม่อีกข้อ แต่จะดูยังไงตัวเขาก็ไม่ขาดทุน
“องค์ชายรองกับองค์ชายสามเล่า?”
“องค์ชายรองประสูติแต่หวงโฮ่ว[3] น่าเสียดายที่ความคิดมากเล่ห์ ฝีมืออำมหิต อวี้เจียตี้ไม่โปรด จึงทรงเชือนแชไม่ยอมแต่งตั้งรัชทายาทเสียที องค์ชายสามอายุเท่ากับเจ้า พระมารดาคือหลิวซื่อ บุตรีของแม่ทัพสยบอานุภาพ สอนองค์ชายสามจนมีนิสัยบุ่มบ่ามเถรตรง ไม่เป็นที่โปรดปรานของอวี้เจียตี้เช่นกัน เข้าใจหรือยัง?”
“เข้าใจแล้วขอรับ หากองค์ชายใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากวังตวนหวาง ต้องสามารถมีชัยองค์ชายรองที่ประสูติแต่หวงโฮ่วได้เป็นแน่ เพียงแต่จำเป็นต้องมีคนช่วยสักหน่อย อย่าให้ถูกองค์ชายรองรังแก”
จื๋อซื่อหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ “มีเจ้าอยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่ คบหาให้สนิทกับท่านไว้ พวกข้าก็วางใจแล้ว”
ง่ายๆ แค่นี้จริงๆ รึ? หย่งเยี่ยเห็นว่างานสบายเกินไปแล้ว เป็นหวางเยี่ยและซื่อจื่อที่มีอำนาจมากที่สุดให้ดีๆ เป็นเพื่อนสนิทกับองค์ชายใหญ่ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะได้เป็นว่าที่โอรสสวรรค์มากที่สุด อนาคตดูแล้วมีแต่ความสดใส
โหยวหลีกู่ฝึกอบรมนักฆ่า แล้วเหตุไฉนถึงได้ทำเรื่องดีๆ เพื่อประชาราษฎร์บ้านเมือง? เขาไม่มีทางลืมกลิ่นคาวเลือดที่เด็กอายุ ๗-๘ ขวบหนึ่งพันคนเข่นฆ่ากันในหอไม้ได้ไปตลอดกาล เขาไม่ขอเชื่อว่าเรื่องมันจะเรียบง่ายปานนี้
นึกถึงฐานะของตัวเอง หย่งเยี่ยสังหรณ์ร้ายอยู่ในใจ ตวนหวางสองสามีภรรยาเป็นด่านโหดหินของเขาอยู่แล้ว วังหลวงกับบรรดาองค์ชายยิ่งเป็นด่านมหาโหดหินกว่า
ชิงอีซือฝุบอกว่า หากมีอันตรายให้หนีไป แผ่นดินกว้างใหญ่ ใช่ว่าจะมีแค่แคว้นอานแห่งเดียวที่อาศัยอยู่ได้
นี่เป็นกลยุทธ์สุดท้ายของหย่งเยี่ย
ครบกำหนดสิบวัน หลี่เหยียนเหนียนยืนอยู่ในลานเรือน พูดยิ้มๆ กับหย่งเยี่ย
“วันนี้เราจะกลับจิงตูกัน คิดว่าหวางเยี่ยกับหวางเฟยต่างเฝ้ารอจนร้อนใจแย่แล้ว”
หย่งเยี่ยยิ้มตอบ จื๋อซื่อหนุ่มถามขึ้นกะทันหัน
“จำเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน ตอนที่พวกเจ้าเดินออกมาจากหอได้หรือไม่?”
เด็กชายงุนงง มองบรรดาบ่าวทาสที่ยืนอยู่ในลานเรือน
ภาพนี้คล้ายกับเมื่อครั้งนั้นที่ตัวเขาและเด็กคนอื่นๆ ยืนอยู่ตรงหน้าหลี่เหยียนเหนียนจริงๆ ตอนนั้นอำนาจลิขิตเป็นตายถูกกุมอยู่ในมือหลี่เหยียนเหนียน จื๋อซื่อหนุ่มคิดจะฆ่าเขา เขาก็ไร้ซึ่งกำลังจะต้านทานโดยสิ้นเชิง มาบัดนี้...
คิดถึงตรงนี้ เด็กชายพลันใจหายวาบ
“อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!” หลี่เหยียนเหนียนยิ้มน้อยๆ
เด็กชายมองเห็นดวงตาของหญิงสองคนที่แสดงเป็นอี่หงกับหล่านชุ่ยทอแววหวาดผวา บนสันกำแพงพลันปรากฏคนถือหน้าไม้นับจำนวนไม่ถ้วนโผล่ขึ้นกะทันหัน ยิงลูกดอกเข้าใส่เหล่าบ่าวทาสในลานเรือนดังห่าฝน ไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย คิดจะห้ามก็ไม่ทัน
หิมะถูกย้อมเป็นสีเลือดในพริบตา หลังเสียงร้องโหยหวนดังระงม ได้กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
คนถือหน้าไม้เหล่านี้...ความจำของหย่งเยี่ยดีมากเสมอมา สายตาไม่เลวเสมอมา ดูออกว่าคนเหล่านี้คือทหารม้าหลายสิบนายที่อยู่ด้านหน้าและท้ายขบวนรถเมื่อขามานั่นเอง
“จงจำสิ่งที่ข้าจะสอนเจ้าให้ขึ้นใจ ห้ามหลงเหลือสิ่งใดที่อาจจะกลายเป็นช่องโหว่เผยความลับโดยเด็ดขาด” หลี่เหยียนเหนียนกระซิบเบาๆ ที่ริมหูเด็กชาย “ไปกันเถิดขอรับ ซื่อจื่อ” จื๋อซื่อหนุ่มเดินไปทางประตูบ้านพักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลี่เอ้อร์ค้อมตัวติดตามหลังเจ้านายอย่างกระชั้นชิด
หย่งเยี่ยตะลึงงัน แล้วรีบตามไป
หน้าประตูมีรถม้าเมื่อขามาทั้งแปดคันจอดอยู่ ทหารม้าทั้งสี่สิบนายยืนอยู่ด้านหน้าและท้ายขบวนรถ ทำราวกับไม่ได้ยินเสียงดังภายในบ้านพักใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อขึ้นไปบนรถม้าแล้ว จื๋อซื่อหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ ว่า
“กำลังคิดถึงสี่สิบคนนี้?”
“ถูกต้อง” หย่งเยี่ยหัวเราะเบาๆ
“เจ้านิ่งมาก สามปีก่อนเป็นเช่นนี้ สามปีให้หลังก็เช่นกัน กู๋จู่ไม่ได้เลือกคนผิด” จื๋อซื่อหนุ่มไม่ได้ตอบคำถาม มองหน้าเด็กชายอย่างลึกซึ้ง “อีกสักระยะหนึ่ง ผลงานของซื่อจื่อจะไม่ธรรมดา”
“ความจริงแล้ว ท่านควรจะเรียกข้าว่า ‘ส้าวเหยีย[4]’!” รอยยิ้มของหย่งเยี่ยยิ่งขยายกว้าง บ่าวทาสภายในวังทุกคนต่างเรียกเขาว่า “ส้าวเหยีย” มีแต่คนนอกวังถึงจะเรียกเขาว่า “ซื่อจื่อ”
หลี่เหยียนเหนียนคือหนึ่งในจื๋อซื่อของวัง การเรียกเขาว่า “ซื่อจื่อ” เท่ากับยกฐานะของตัวเอง ตอนอยู่ในบ้านพัก เขาเรียกหลี่เหยียนเหนียนว่า “ซือฝุ” ในเมื่อออกมาจากบ้านพักแล้ว หลี่เหยียนเหนียนก็เป็นแค่บ่าวทาสของเขาเท่านั้น
หย่งเยี่ยกล่าวจบ ไม่ได้มองหน้าจื๋อซื่อหนุ่ม ยื่นมือไปเลิกม่านรถขึ้น ชะโงกศีรษะออกไปดู ตำแหน่งที่บ้านพักตั้งอยู่มีกลุ่มควันดำลอยโขมง “หลี่จื๋อซื่อดำเนินการเด็ดขาด หย่งเยี่ยรับการสั่งสอน”
หลี่เหยียนเหนียนคล้ายจะยิ้ม รอยยิ้มนี้ทำให้เด็กชายรู้สึกว่า ยังมีเรื่องที่เขาไม่รู้กำลังจะเกิดขึ้นอีก
สิบวันให้หลัง รถม้าได้เข้าสู่สถานที่แห่งแรกซึ่งสามารถเรียกว่า “เมือง” ได้ หย่งเยี่ยมองหอเหนือประตูเมืองอันสูงตระหง่านแล้วคลี่ยิ้ม ในที่สุดก็เข้าสู่ที่ที่มีผู้คนปกติแล้ว
ทั้งขบวนได้เหมาปีกตึกฝั่งตะวันตกของโรงเตี๊ยมเสียงเหอ[5]ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง หย่งเยี่ยได้เห็นโรงเตี๊ยมเป็นครั้งแรก ก็นึกถึงตอนไปเที่ยวเมืองโบราณ เห็นเสี่ยวเอ้อร์[6] ที่พาดผ้าขี้ริ้วไว้บนบ่า ก็นึกถึงว่าเดี๋ยวเสี่ยวเอ้อร์จะเข้ามาเช็ดโต๊ะพลางถามว่าเค่อกวน[7]จะกินอะไรดี? เด็กชายอดยิ้มไม่ได้
หลี่เหยียนเหนียนสืบเท้าไปข้างหน้า ผายมือในท่าเชิญ
“ส้าวเหยีย รับประทานมื้อเย็นในห้องเถิดขอรับ ข้างนอกคนพลุกพล่านวุ่นวายนัก ไม่เหมาะควรกับฐานะ”
หย่งเยี่ยผิดหวังนิดๆ เขาโตจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นบ้านเรือนสมัยโบราณ เด็กชายข่มความสนใจใคร่รู้อันรุนแรงลง พยักหน้า เข้าไปในเขตเรือน
รับประทานอาหารเย็นเสร็จ ไม่มีใครรบกวนเด็กชาย เขานอนบนเตียงแล้วหงุดหงิดนัก หลับตาลงสัมผัสรับรู้กลิ่นอายรายรอบอยู่เงียบๆ เขารู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด คืนนี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน
ยามโฉ่ว[8] หย่งเยี่ยได้กลิ่นควันฉุนมาก ประตูห้องของเขาถูกถีบเปิดในเปรี้ยงเดียว หลี่เหยียนเหนียนถือกระบี่เล่มหนึ่งในมือปรากฏกายขึ้นตรงหน้า ยิ้มให้เขาพลางบอกว่า
“มีคนบุกปล้น ส้าวเหยีย! เรารีบหนีกันเถิด!”
ความเคลื่อนไหวของจื๋อซื่อหนุ่มรีบร้อน สีหน้ากลับใจเย็น หย่งเยี่ยคิดในใจ งิ้วที่แสดงให้คนนอกดู! เด็กชายได้แต่กระโดดลงจากเตียง พูดอย่างรับมุกว่า
“หลี่จื๋อซื่อ ท่านต้องคุ้มครองข้าให้ปลอดภัยให้ได้ล่ะ!”
“ส้าวเหยียวางใจเถิดขอรับ!” ภายใต้แสงไฟจากข้างนอกที่สาดส่อง รอยยิ้มของจื๋อซื่อแห่งโหยวหลีกู่แลดูประหลาดยิ่ง
หย่งเยี่ยทอดถอนอยู่ในใจ ทหารม้าสี่สิบคนนั้นจบสิ้นแล้ว
หลี่เหยียนเหนียนจูงมือเด็กชายพุ่งปราดออกจากเขตเรือน หลี่เอ้อร์จูงม้าสองตัวรอท่าอยู่แล้ว จากนั้นสามคนกับสองตัวจึงได้เริ่มหนีตายไปทางจิงตู
“แสดงงิ้วต้องแสดงให้ครบถ้วน” หลี่เหยียนเหนียนเป็นอาจารย์ที่ดีมาก จะคอยสอนสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้จริงแก่หย่งเยี่ยทุกเวลา
“เหตุใดถึงไม่ฆ่าพวกเขาเสียที่บ้านพัก?”
“เพราะจำเป็นต้องมีคนเห็นพวกเขาคุ้มครองเจ้าลงจากเขา”
“พวกเขาอยู่ที่บ้านพักตั้งสิบวัน ไม่นึกระแวงบ้างเลยหรือ?”
จื๋อซื่อหนุ่มยิ้มแล้ว “พวกเขาเป็นคนของข้าทั้งหมดมาแต่แรก ข้าแค่จะให้เจ้ารู้ไว้ว่า คนของเราเองใช่ว่าจะฆ่าไม่ได้ ซึ่งจะมีข้อดีสองข้อ ข้อแรก ตวนหวางยิ่งไม่มีทางสงสัย ส่วนข้อที่สอง ข้าคิดมาตลอดว่า คนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะขายข้ามากที่สุดก็คือคนของข้าเอง อย่าว่าแต่ คนที่เข้าไปในหุบเขามีมากเกินไปแล้ว”
“เหตุใดท่านถึงไม่ฆ่าหลี่เอ้อร์เสียด้วยเล่า? เขารู้มากที่สุดนะ!” เด็กชายชี้ไปที่หลี่เอ้อร์ซึ่งอยู่บนม้าตัวข้างๆ
“ส้าวเหยีย ไม่ต้องยุแยงแล้ว หลี่เอ้อร์เป็นบ่าวในบ้านข้า ฆ่าคนของตัวเองนั้นได้ แต่การฆ่าคนที่ภักดี จะทำให้คนอื่นหัวใจหนาวเยือก จะไม่มีใครภักดีกับท่านอีก”
หย่งเยี่ยเบ้ปาก มองเห็นดวงตาของหลี่เอ้อร์ทอแววสำนึกขอบคุณและภักดีอย่างจริงใจต่อจื๋อซื่อหนุ่ม ทั้งยังถลึงตาดุร้ายใส่เขา เด็กชายนึกอยากจะหัวเราะลั่นจริงๆ
ซื่อจื่อถูกโจมตีระหว่างเดินทางลงจากเขากลับจิงตู ข่าวนี้ถูกส่งไปถึงวังตวนหวางอย่างรวดเร็ว
“เวลานี้หลี่เหยียนเหนียนกับซื่อจื่อเดินทางถึงที่ใดแล้ว?” สีหน้าของตวนหวางหลีกู่ดำทะมึนประหนึ่งท้องฟ้าก่อนพยับฝนจะกระหน่ำ น้ำเสียงดุจลิ่มน้ำแข็งกลางเหมันต์ ทั้งหนาวเหน็บและแข็งกระด้าง
เล่าลือกันว่าเมื่อครั้งอนุชาร่วมอุทรของพระเจ้าอวี้เจียตี้ท่านนี้นำทัพออกศึก ท่านอายุเพียงสิบเจ็ดปี ตอนกลับมาจากสมรภูมิครั้งแรก ม้าของท่านแทบจะทรุดหมอบเพราะน้ำหนักของศีรษะที่ท่านตัดมาได้ นับแต่นั้นไม่ว่าท่านจะยิ้มอบอุ่นดุจลมวสันต์หรือทำหน้าเรียบเฉย ล้วนไม่มีใครยอมเชื่ออีกเลยว่าตวนหวางคือคนดีมีเมตตา
ผู้เดียวที่สามารถทำให้หัวใจของตวนหวางอ่อนยวบได้ ก็คือหวางเฟยของท่าน ธิดาโทนสุดรักของมหาเสนาบดีจางฉีหลิ่ง
ฟังว่าเมื่อปีนั้น ในงานโคมไฟเทศกาลหยวนเซียว[9]ของจิงตู ตวนหวางได้พบกับธิดาท่านมหาเสนาบดีที่มาชมโคมไฟเป็นครั้งแรก ตวนหวางหน้าด้านตื๊อเชิญจางเสียวเจี่ย[10]ร่วมเดินชมโคมไฟด้วยกัน และถูกจางเสียวเจี่ยตบหน้าไปฉาดใหญ่
หนึ่งฉาดนี้ตบจนตวนหวางไม่ยอมล้างหน้าไปหลายวัน ไม่เพียงแต่เชิญจางเหลียนเฉ่า จิตรกรชื่อดังที่สุดของจิงตูมาใช้พู่กันวาดตามรอยฝ่ามือของจางเสียวเจี่ยบนใบหน้าอย่างประณีตเท่านั้น ยังหน้าระรื่นไปประชุมราชการทั้งใบหน้าเช่นนี้อีกด้วย
ในท้องพระโรง อวี้เจียตี้เห็นแล้วพิโรธยิ่ง ตบหน้าอนุชาอีกหนึ่งฉาด ปวงขุนนางพากันห้ามปราม มีแต่มหาเสนาบดีจางฉีหลิ่งที่ยืนดูเฉยๆ
ตวนหวางที่แก้มทั้งสองข้างต่างถูกตบเอ่ยยิ้มๆ ว่า
“ปี้เซี่ย[11]ประทานหนึ่งฝ่ามือแก่เฉินตี้[12] นี่คือทรงรักเฉินตี้ ตบคือจูบด่าคือรัก เฉินตี้มิกล้าโอดครวญพ่ะย่ะค่ะ” ระหว่างที่พูด สายตาได้จ้องเขม็งไปที่มหาเสนาบดีจาง
อวี้เจียตี้ได้แต่ตรัสกับมหาเสนาบดีจางว่า “ในเมื่อธิดาของท่านมีความสัมพันธ์ทางผิวกายกับตวนหวางแล้ว ท่านมหาเสนาบดีคือเสาหลักของบ้านเมือง เรื่องสมรสครั้งนี้ให้เจิ้น[13]เป็นผู้จัดการเถิด จะไม่ให้ธิดาของท่านต้องเสียเกียรติแต่สักนิดอย่างแน่นอน”
ได้ฟังพระดำรัสนี้ของอวี้เจียตี้ มหาเสนาบดีจางโกรธจัดจนมือเท้าสั่น เขาเป็นกวีเอกแห่งยุค เป็นผู้นำของปวงขุนนาง มีลูกศิษย์ลูกหานับไม่ถ้วน ต่อให้อยากจะก้มหน้ายอมจำนน ภายในท้องพระโรงเช่นนี้ ก็ต้องพยายามยืดตัวตรงกล่าววาจาอย่างดุดันอยู่ดี
“หากตวนหวางสามารถทำให้บุตรน้อยพอใจได้ เฉิน[14]ย่อมไม่มีคำว่ากล่าว หากปี้เซี่ยจะทรงออกราชโองการ เฉินจะกลับบ้านไปเตรียมทำพิธีศพเพื่อขอบพระทัยในพระกรุณาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ตวนหวางกล่าวคำสาบานกลางท้องพระโรงว่าจะไม่ใช้วิธีบังคับโดยเด็ดขาด จากนั้นปวงขุนนางและชาวบ้านภายในจิงตูก็ได้เห็นตวนหวางที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาอ่อนแล้วอ่อนอีก
ตัวอย่างเช่น อยู่ๆ พ่อครัวของคฤหาสน์มหาเสนาบดีจางก็ร้องไห้โฮมาขอให้เสียวเจี่ยช่วยเหลือ เนื่องจากที่นาของบ้านเขาถูกขึ้นค่าเช่ากะทันหัน ครอบครัวเขาจ่ายข้าวเปลือกค่าเช่าไม่ไหวก็ต้องคืนที่นา ไม่มีที่นาก็ทำมาหากินไม่ได้ ทั้งครอบครัวหลายสิบปากท้องอาศัยเงินค่าจ้างของเขาคนเดียวอยู่รอดไม่ได้
แน่นอน...ที่นาผืนนี้ถูกตวนหวางซื้อไว้ มหาเสนาบดีจางจะมีอำนาจสักเท่าไร ก็ยุ่งเกี่ยวกับที่นาของตวนหวางไม่ได้อยู่ดี
จางเสียวเจี่ยช่วยจัดการนำที่นาของทางคฤหาสน์มาให้ครอบครัวของพ่อครัวเช่า พ่อครัวร้องไห้บอกว่าคนในครอบครัวเขาทั้งหมดต่างถูกตวนหวางซื้อไปเป็นข้าทาสในวังแล้ว เขาต้องแน่ใจว่าคนในครอบครัวปลอดภัยดี ต่อไปถึงจะมาเป็นพ่อครัวของท่านมหาเสนาบดีจางได้
ด้วยเหตุนี้จางเสียวเจี่ยจึงไปถกเหตุผลกับตวนหวางอย่างโกรธเกรี้ยว ตวนหวางพยักหน้ายอมลดค่าเช่าให้ทันที พร้อมกับเชิญจางเสียวเจี่ยกินข้าวด้วยกัน
และตัวอย่างเช่น...สรุปว่าสุดท้ายเมื่อจางเสียวเจี่ยเห็นหน้าตวนหวาง ก็จะคลี่ยิ้ม รอยยิ้มนี้ยังงดงามยิ่งกว่ายามดอกโบตั๋นในจิงตูสะพรั่งบานอยู่หลายส่วน ตอนจบของนิทานคาดเดาได้ง่ายมาก ตวนหวางได้หญิงงามมาครองสมดังใจปอง ทั้งยังไม่เคยแต่งตั้งเช่อเฟย[15]หรือแต่งนางบำเรอคนใดอีก
ตวนหวางวัยใกล้สามสิบ มีโอรสเพียงคนเดียว...หย่งเยี่ย
ซื่อจื่อหวนคืนจิงตู กลับถูกคนบุกโจมตี องครักษ์สี่สิบนายที่ไปด้วยกันต่างตายหมดสิ้น หนีออกมาได้เพียงจื๋อซื่อหลี่เหยียนเหนียนกับบ่าวรับใช้หลี่เอ้อร์ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ยืนแจ้งข่าวอยู่เบื้องล่างตวนหวางจึงถูกคำถามประโยคนี้ของเจ้านายทำเอาตื่นตระหนกจนลิ้นพันกัน คำพูดประโยคเดียวถูกแบ่งเป็นหลายท่อน ค่อยอธิบายสถานการณ์ได้กระจ่าง
“ให้นายกองหลินนำอัศวินเสือดาวห้าร้อยนายไปรับซื่อจื่อกลับมา” ตวนหวางออกคำสั่ง
ทุกคนในวังกะพริบตาปริบๆ ไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตัวเอง
“หวางเยี่ย...หากมิใช่กรณีพิเศษ ห้ามใช้งานทหารรักษานครหลวงนะพ่ะย่ะค่ะ...แล้วยังทั้งกอง...” หลิวฟูจื่อ[16]ที่ปรึกษากองทัพประจำวังเอ่ยเตือน
“เปิ่นหวาง[17]คือเสาหลักของบ้านเมืองฤๅไม่?”
“หวางเยี่ยมีผลงานการรบเกริกก้อง ศักดานุภาพสะท้านแผ่นดิน ตราบใดที่มีหวางเยี่ยอยู่ แคว้นอื่นหรือจะกล้ามารุกรานโดยง่ายดาย...”
ยังประจบไม่ทันเสร็จ ตวนหวางชิงตัดบทเสียก่อน
“เป็นศัตรูกับเปิ่นหวาง ก็คือเป็นศัตรูกับแคว้นอาน เป็นศัตรูกับแคว้นอาน...นี่มิใช่กรณีพิเศษรึ?!”
หลิวฟูจื่อไม่เอ่ยอะไร เอาแต่เช็ดเหงื่อ
“จงสั่งลงไป สืบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ดูว่าแคว้นซ่งที่ชายแดนเกิดคิดไม่ซื่อใช่หรือไม่” ตวนหวางกล่าวเสริมไปอีกข้อ
หลิวฟูจื่อโค้งคำนับต่ำ “หวางเยี่ยปราดเปรื่อง!”
เขาแอบนึกนับถือความเฉลียวฉลาดเจ้าแผนการของตวนหวางอยู่ในใจ แคว้นซ่งถูกขนาบอยู่ระหว่างแคว้นอานกับแคว้นเฉินมาโดยตลอด ชัยภูมิสำคัญเปี่ยมอันตราย และวางตัวเรียบร้อยจนหาเหตุผลเปิดศึกไม่ได้เสมอมา สถานที่ที่ซื่อจื่อถูกโจมตีอยู่ในแคว้นอาน แต่อยู่ห่างจากแคว้นซ่งเพียงระยะเดินทางไม่กี่วัน ตวนหวางจะยัดข้อหานี้ให้แคว้นซ่ง แคว้นซ่งก็ได้แต่รับไว้ทั้งน้ำตา ใครใช้ให้ทางวังเสียทหารองครักษ์ไปตั้งสี่สิบนายเล่า? โจรกระจอกดักปล้นทางไม่มีความสามารถปานนี้หรอกนะ
ถ้าไม่ใช่เพราะตวนหวางรักถนอมหวางเฟยสุดหัวใจ ถือซื่อจื่อเป็นแก้วตาดวงใจ หลิวฟูจื่อจะสงสัยอย่างยิ่งว่านี่เป็นแผนการที่ตวนหวางวางไว้
นั่งบนหลังม้าห้อตะบึงมาครึ่งเดือน หย่งเยี่ยหงุดหงิดแล้ว เขาไม่ชินกับการขี่ม้าตัวเดียวกับหลี่เหยียนเหนียน ไม่ชินกับการซุกอยู่ในวงแขนของหลี่เหยียนเหนียน จึงยืดตัวตรงพยายามอยู่ให้ห่างจากจื๋อซื่อหนุ่มให้มากที่สุด ครึ่งเดือนผ่านไป เขาเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
ยามที่มองเห็นกำแพงเมืองสีเทาตุ่นปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้งจนได้ เด็กชายอ้าปากหาวถามว่า “ผ่านเมืองโดยไม่เข้าไปอีก?”
“ไม่ เราจะเข้าเมืองไปพักโรงเตี๊ยมกัน ที่นี่ห่างจากเมืองหลวงแค่ระยะเดินทางหนึ่งวัน ถือว่าปลอดภัยมาก”
นี่เป็นคำพูดที่น่าฟังที่สุดในครึ่งเดือนมานี้ของจื๋อซื่อหนุ่ม หย่งเยี่ยเหยียดมุมปาก อยู่กับหลี่เหยียนเหนียนนั่นแหละ ไม่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
<>::<>::<>
[1] หลี่ซื่อ : หลี่ เป็นแซ่; ซื่อ แปลว่า ตระกูล คนจีนในยุคโบราณ ไม่นิยมเรียกชื่อผู้หญิง จะเรียกเพียงแซ่ โดยมีวิธีเรียกคือ “แซ่ + ซื่อ”
[2] “คุมตัวโอรสสวรรค์บัญชาปวงขุนนาง” หมายถึง บุคคลอื่นที่อาศัยนามโอรสสวรรค์ออกราชโองการบัญชาปวงขุนนางให้ทำตามความต้องการส่วนตัวของตน
[3] “หวงโฮ่ว” คือคำ “ฮองเฮา” ในภาษาจีนกลาง หมายถึง พระราชินี หรือพระมเหสีเอกของฮ่องเต้
[4] “ส้าวเหยีย” แปลว่า นายน้อย ลูกชายของเจ้านาย
[5] “โรงเตี๊ยมเสียงเหอ” แปลว่า โรงเตี๊ยมสันติมงคล
[6] “เสี่ยวเอ้อร์” คือ พนักงานบริการทั่วไปภายในร้านอาหารและโรงเตี๊ยม
[7] “เค่อกวน” คือคำเรียกลูกค้าอย่างให้เกียรติ แปลว่า คุณลูกค้า
[8] “ยามโฉ่ว” คือเวลา ๐๑.๐๐ - ๐๓.๐๐ น.
[9] “เทศกาลหยวนเซียว” ตรงกับวัน ๑๕ ค่ำเดือนอ้าย คือเทศกาลเล่นโคมไฟ จะมีการละเล่นโคมไฟหลากหลายชนิด
[10] “เสียวเจี่ย” ในยุคโบราณ เป็นคำที่ใช้เรียกบุตรสาวขุนนางหรือบุตรสาวคหบดีมีทรัพย์ แปลได้ว่า คุณหนู
[11] “ปี้เซี่ย” คือสรรพนามที่ปวงขุนนางข้าราชบริพารทั้งหลายใช้เรียกฮ่องเต้ยามสนทนากับฮ่องเต้ต่อหน้าพระพักตร์
[12] “เฉินตี้” คือสรรพนามสำหรับเรียกแทนตัวเองของพระอนุชาเวลาตรัสกับพระเชษฐาที่เป็นฮ่องเต้
[13] “เจิ้น” คือคำเรียกแทนตัวเองของฮ่องเต้ แปลว่า ข้า/เรา
[14] “เฉิน” เป็นคำเรียกแทนตัวเองของขุนนางเวลาสนทนากับฮ่องเต้ของตน
[15] “เช่อเฟย” แปลว่า พระชายารอง (ขององค์ชาย เจ้าชาย หรือรัชทายาท)
[16] “ฟูจื่อ” ปกติคือคำเรียกอาจารย์ผู้สอนวิชาความรู้ด้านบุ๋นในสมัยโบราณ ในที่นี้เป็นคำเรียกผู้ชายมีการศึกษาอย่างให้เกียรติ
[17] “เปิ่นหวาง” แปลว่า ตัวข้าผู้เป็นหวาง เป็นคำเรียกแทนตัวเองอย่างไว้ตัวของเจ้านายชั้นหวาง