ตอนที่ 9 ตวนหวางสองสามีภรรยาที่น่าประหลาด (2)
โรงเตี๊ยมใหญ่มาก โต๊ะเก้าอี้ไม้ฮั่ว[1]ถูกขัดจนเผยเนื้อไม้ดั้งเดิมสีขาว เถ้าแก่เป็นชายสูงวัยร่างอ้วนอย่างที่คิดไว้ บนไหล่ของเสี่ยวเอ้อร์พาดผ้าขี้ริ้วหนึ่งผืนเช่นเดิม ฉีกยิ้มเต็มที่ตรงเข้ามาต้อนรับ
“เค่อกวนจะเข้าพักหรือรับอาหารขอรับ?”
“เปิดห้องนอน!” หย่งเยี่ยอ้าปากหาวอีกครั้ง ทุบเอวพลางคิดในใจ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สงสัยเขาคงได้หมอนรองกระดูกเคลื่อนแต่ยังเด็กแน่
ไม่รอให้จื๋อซื่อหนุ่มกล่าวคำจำพวกกินข้าว หย่งเยี่ยชิงพูดเพลียๆ
“ที่ควรให้ข้าได้เห็นข้าก็เห็นหมดแล้ว คืนนี้ขอนอนหลับให้สบายได้หรือไม่?”
“ผู้น้อยจะเฝ้ายามให้ซื่อจื่อทั้งคืนเองขอรับ” หลี่เหยียนเหนียนพอใจมากอย่างเห็นได้ชัดที่เด็กชายเข้าใจเจตนาของตน หลังจากประสานมือคารวะให้ ก็ดึงประตูห้องปิด แล้วนั่งลงที่หน้าประตูห้องจริงๆ
หย่งเยี่ยถอนหายใจยาว ที่ทำมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้เขาได้รู้ว่า เพื่อภารกิจนี้ ถึงจะเสียสละมากแค่ไหนก็ไม่น่าเสียดาย หากทำให้พวกมันเสียแผน ผลลัพธ์ของเขาจะเป็นเหมือนบ่าวทาสรับใช้ที่บ้านพัก กับทหารม้าทั้งสี่สิบนายนั้น
พวกมันจะทำอะไรเราได้นะ?
เด็กชายนึกไม่ออกว่ามีอะไรที่ใช้ขู่ตัวเขาได้ ฆ่าเขาหรือ? คงจะมีแต่ข้อนี้กระมัง ถึงได้แสดงกำลังที่แท้จริงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า
คืนนี้ก็นอนได้ไม่เต็มอิ่มเช่นกัน อยู่ๆ คนจำนวนมากพลันฮือเข้ามาในโรงเตี๊ยม หย่งเยี่ยตกใจตื่นอย่างง่ายดาย บ่นอุบว่า
“ขอหลับให้สนิทสักหน่อยก็ไม่ได้”
นอกประตูมีเสียงชุดเกราะกระทบเดือยรองเท้าดังขึ้น
หลี่เหยียนเหนียนเหมือนจะขวางผู้มาไว้
“ท่านนายกองหลิน ส้าวเหยียหลับไปแล้วขอรับ”
“หวางเยี่ยมีบัญชา ขอบคุณหลี่จื๋อซื่อที่ลำบากคุ้มครองส่งซื่อจื่อมาตลอดทาง แต่เพื่อป้องกันโจรร้ายมาบุกซ้ำ หวางเยี่ยทรงกำชับให้พวกข้ารับซื่อจื่อกลับวังทั้งราตรี”
หลี่เหยียนเหนียนเคาะประตูเบาๆ “ส้าวเหยียตื่นหรือยังขอรับ? นายกองหลินรับบัญชาจากหวางเยี่ยมารับส้าวเหยียกลับวังขอรับ”
หย่งเยี่ยหาวหวอดพลางเปิดประตู แล้วต้องอัศจรรย์ใจที่ได้เห็นคนเท่ระเบิดผู้หนึ่ง หุ้มด้วยชุดเกราะสีดำตั้งแต่ศีรษะจดเท้า เจ๋งมากจริงๆ
“หลินหง นายกองอัศวินอหังการปีกซ้าย อัศวินเสือดาวสังกัดกองทหารรักษานครหลวง น้อมพบซื่อจื่อ! ข้ารับบัญชาจากหวางเยี่ยมาคุ้มครองส่งซื่อจื่อกลับจิงตูขอรับ!” นายกองหลินกล่าววาจาหนักแน่นเปี่ยมพลัง
หย่งเยี่ยอยากจะลองลูบชุดเกราะของนายกองหลินอย่างมาก แต่คิดอีกทีก็เห็นว่าวันหน้าหามาใส่สักชุดก็ได้แล้ว การยื่นมือไปลูบนั้นกระจอกเกินไป จึงคลี่ยิ้ม พูดเพลียๆ ว่า
“ขอรบกวนท่านนายกอง...ฮ้าว!” เขาหาวหวอดอีกครั้ง เดินลงไปที่ชั้นล่าง
ทหารในชุดเกราะเงาวับยืนเรียงแถวยาวเหยียดจากห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมไปจนถึงด้านนอกประตู แต่ละคนคึกคักเข้มแข็ง ครั้นได้เห็นหย่งเยี่ย ต่างคุกเข่าข้างเดียวกับพื้นพร้อมกันดังพรึบ ตะโกนก้องโดยพร้อมเพรียง
“น้อมต้อนรับซื่อจื่อกลับวังขอรับ!”
ขบวนอลังการมาก! น่าเกรงขามมาก! เถ้าแก่และหั่วจี[2]ของโรงเตี๊ยมคุกเข่าอยู่กับพื้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
หน้าประตูมีรถม้าจอดอยู่เพียงคันเดียว หย่งเยี่ยไม่กล้าใช้วิชาตัวเบา เขายื่นมือออกไป จับหลี่เหยียนเหนียนพยุงตัวขึ้นรถม้า ครั้นเห็นจื๋อซื่อหนุ่มทำท่าจะตามขึ้นมาบนรถม้า เด็กชายก็เหลียวกลับไปยิ้มให้
“ข้าเพลียมาก ไม่อยากถูกใครรบกวน” คำพูดนี้กลับบอกแก่นายกองหลิน
“ซื่อจื่อโปรดวางใจขอรับ” นายกองหลินเห็นสีหน้าเด็กชายอ่อนเพลียเต็มที่ อารมณ์สงสารพลันเอ่อขึ้นในใจ เข้าใจความรู้สึกเพียรปกป้องบุตรน้อยของตวนหวางอย่างยิ่ง บุตรโทนที่ขาวผ่องน่าเอ็นดูประดุจหยกเช่นนี้ ตอนแรกไม่ยอมพูดเลย อุตส่าห์รักษาจนหายดีแล้ว ยังจะมีคนมาลอบฆ่าอีก กระทั่งคนนอกเห็นเข้ายังอดสงสารไม่ได้ อย่าว่าแต่ตัวตวนหวาง
หลี่เหยียนเหนียนตะลึงนิดๆ หลี่เอ้อร์จูงม้ามาทันทีอย่างรู้สถานการณ์ จื๋อซื่อหนุ่มมองรถม้าแวบหนึ่ง ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้า แค่นยิ้มเย็นชา
นึกว่าได้เป็นซื่อจื่อจริงๆ แล้วจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบรึ? เด็กก็คือเด็กอยู่วันยังค่ำ!
“กลับจิงตู!” นายกองหลินตะโกนก้อง ขี่ม้าร่วมกับหลี่เหยียนเหนียนหนึ่งซ้ายหนึ่งขวา ขนาบคุ้มครองรถม้ามุ่งหน้าไป
หย่งเยี่ยหลบอยู่ในรถม้าแอบหัวเราะ ถ้าอยู่ที่บ้านพักหรืออยู่ที่โหยวหลีกู่ หลี่เหยียนเหนียนจะแก้แค้นเรื่องที่เขาไม่ยอมให้ขึ้นรถม้ายังไงหนอ? เขาตั้งใจจะให้หลี่เหยียนเหนียนรู้เอาไว้ว่า ต่อให้ต้องปฏิบัติภารกิจของโหยวหลีกู่ให้ลุล่วง เขาก็ไม่ใช่ซิงหุนในหุบเขาที่ยอมให้หลี่เหยียนเหนียนชี้นิ้วสั่งได้ตามใจชอบอีกแล้ว นับจากนี้ไป เจ้า หลี่เหยียนเหนียน เป็นแค่บ่าวรับใช้ในวังคนหนึ่งเท่านั้น
อยากได้คำอธิบายหรือ? ง่ายมาก
ซื่อจื่อที่ไปรักษาตัวในหุบเขาได้ครึ่งปี หลังจากกลับมา จะทำอะไรต้องคอยดูสีหน้าหลี่เหยียนเหนียนทุกครั้งแบบนี้ ตวนหวางกับหวางเฟยจะระแวงสงสัยเอาได้
หลับตาลง หย่งเยี่ยหลับไปจริงๆ รถม้าแล่นไปบนทางหลวง บนรถปูพรมเนื้อหนา โยกเยกไปมาขับกล่อมให้ชวนง่วงนัก
ยามอู่[3] เด็กชายได้ยินจื๋อซื่อหนุ่มรวบม่านรถขึ้นร้องเรียกเขาเบาๆ “ส้าวเหยีย ถึงแล้วขอรับ”
หย่งเยี่ยยังไม่ตื่นดี ไม่คิดจะสนใจอีกฝ่ายด้วย หลับตานอนต่อไป
หลี่เหยียนเหนียนร้อนใจนิดๆ อยู่ต่อหน้านายกองหลินเขาไม่สะดวกจะตะโกนเรียกดังๆ เสียด้วย ตอนปล่อยม่านรถลงไฟโทสะได้ลุกฮือขึ้นในใจ เขารู้ดีว่าด้วยพลังฝึกปรือของหย่งเยี่ย ต้องตื่นแล้วแน่ๆ แต่กลับไม่แยแสเขานี่สิ
จื๋อซื่อหนุ่มชักจะปวดศีรษะนิดๆ นึกถึงภารกิจของเด็กชาย ก็แค่นหัวเราะเสียงเย็นแล้วเลิกสนใจ
หย่งเยี่ยหลับตาพักสมองอย่างวางใจยิ่ง เวลานี้เด็กชายกำลังคิดว่า ควรจะใช้ใบหน้าแบบใดไปพบตวนหวางกับหวางเฟยดี กอดอย่างกระตือรือร้นประกาศตัวว่าเขาเปลี่ยนเป็นเด็กปกติแล้ว หรือสุภาพอ่อนแอ นานๆ ทีค่อยพูดออกมาสัก ๒-๓ ประโยคเพื่อแสดงว่าหายป่วยยอมพูดแล้ว? การแสดงออกสองแบบนี้ต่างมีข้อดีของมัน แบบแรกสามารถทำให้ตัวเขากลายเป็นเจ้าพ่อตัวน้อยของจิงตู ทำอะไรตามอำเภอใจได้ แบบหลังสามารถซ่อนเร้นความสามารถจริง ใช้สงบสยบเคลื่อนไหว
เด็กชายยังไม่ทันคิดได้กระจ่างแจ้ง ม่านรถก็ถูกรวบขึ้นอีกครั้ง เสียงกรุ๋งกริ๋งของหยกประดับ[4]เคียงด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมา มีคนขึ้นมาบนรถม้า โอบเขาเข้าสู่วงแขนอันแสนนุ่มนิ่มอย่างรวดเร็ว
หย่งเยี่ยถูกฝังอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นนี้ พร้อมกับปล่อยให้เจ้าของอ้อมแขนเป็นผู้ตัดสินใจทิศทางของอนาคตที่ตัวเขาเองยังไม่ทันได้ตัดสินใจ
เพราะไม่จำเป็นต้องให้เขาเลือก หญิงผู้นี้ได้อุ้มเขาลงจากรถม้า ก้าวฉับๆ เข้าไปในวัง ดูท่าทางคิดจะอุ้มเขาไปนอนบนเตียง
เด็กอายุเก้าขวบตัวหนักแค่ไหน? หย่งเยี่ยพลันรู้สึกว่าน่าสนใจอย่างมาก หญิงผู้นี้อุ้มเขาเดินเข้าไปในวังตลอดทางโดยที่ไม่หอบเลยสักนิด แข็งแกร่งมาก!
เด็กชายสูดกลิ่นหอมที่โชยมาจากร่างของอีกฝ่ายอย่างละโมบ จาก CHANEL ทายไปถึง Christian Dior สุดท้ายเห็นว่ากลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้าตามธรรมชาติแท้ๆ แบบนี้สิชื่นใจกว่า คิดว่าบนตัวนางคงจะพกถุงหอมใส่บุหงา ผู้หญิงชอบของกระจุกกระจิกพวกนี้กันทั้งนั้น หย่งเยี่ยตัดสินใจว่าไว้วันหลังว่างๆ เขาจะทำออกมาแจกสาวๆ มากๆ หน่อย
เข้าไปในห้อง ไออุ่นระลอกหนึ่งพลุ่งมาหา ไม่มีกลิ่นส้มเหม็นๆ ของหลี่เหยียนเหนียน หย่งเยี่ยพอใจมาก
เสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหนึ่งของห้อง แล้วเงียบลงอย่างรวดเร็ว เด็กชายคิดในใจ ในวังเจ้านายชั้นสูงนี่ต่างกันจริงๆ ในห้องนี้มีคนอยู่อย่างน้อยสามคน กลับสามารถเงียบได้ขนาดนี้ กฎของวังตวนหวางไม่ได้เข้มงวดแบบธรรมดา
กลิ่นหอมนั้นอวลอยู่ตรงปลายจมูกมิได้จางหาย หย่งเยี่ยข่มอารมณ์อยากลืมตากะทันหัน แสร้งนอนหลับสนิทต่อไป
เขารู้สึกขอบคุณคนที่อุ้มเขาลงจากรถม้ามาก ทำให้เขาได้ชะลอเวลาประหม่าตื่นเต้นที่ต้องพบหน้าตวนหวางสองสามีภรรยาในทันที ถึงหน้าตาจะเหมือนกัน สีหน้ากิริยาก็เลียนแบบได้เหมือน จะอย่างไรมนุษย์นั้นมีความรู้สึก บางทีคนเป็นพ่อแม่ความรู้สึกอาจจะยิ่งไว เด็กชายกังวลใจเป็นพิเศษว่าจะเกิดปัญหาตรงรายละเอียดปลีกย่อยที่ในหนังสือไม่ได้เขียนบอกไว้ เขาเสียดายอย่างมากที่เด็กชายชุดม่วงพูดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงหลอกถามเรื่องที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่านี้
คิดถึงตรงนี้ เขาพูดกับตัวเองว่า นายนี่เป็นคนเลวจริงๆ เป็นคนสารเลวที่ไม่มีความเห็นใจเลยสักนิด แต่เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ และยังต้องมีชีวิตอยู่อย่างดีด้วย เมื่อคิดดังนี้ เด็กชายค่อยคลายใจ จะมาโทษว่าเขาอำมหิตไม่ได้ จะโทษต้องไปโทษคนที่คิดแผนนี้ขึ้นมาโน่น!
ตั้งแต่ได้รู้ว่าหลี่เหยียนเหนียนคือหนึ่งในจื๋อซื่อของวังตวนหวาง หย่งเยี่ยก็รู้ว่าชะตากรรมของตัวเขาถูกกำหนดแน่นอนมาตั้งแต่ตอนที่เดินออกจากหอน้อยมาเห็นหลี่เหยียนเหนียนเมื่อสามปีก่อนแล้ว
เพราะใบหน้านี้ พวกมันจึงคิดวางแผนนี้กันมาสามปีแล้ว ทั้งยังรอให้เขาฝึกวิชาอย่างอดทนยิ่ง เป็นดังที่หลี่เหยียนเหนียนบอก ปีนี้องค์ชายใหญ่อายุสิบสี่ปี องค์ชายรองอ่อนกว่าองค์ชายใหญ่เพียงไม่กี่เดือน อายุสิบสี่ปีแล้วเช่นกัน องค์ชายสามอายุเท่าเขา แผนการใหญ่ของพวกมันน่าจะดำเนินการอีกหลายปีให้หลังตอนที่พวกองค์ชายโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่กี่ปีนี้ ตัวเขาอาจจะพออยู่อย่างแสนสุขสำราญด้วยฐานะซื่อจื่อได้
ไม่กี่ปีนี้ก็คือเวลาที่ตัวเขาสามารถควบคุมได้ เด็กชายยิ้มบางๆ จากนั้นลืมตาขึ้น
“ส้าวเหยีย?!”
หญิงสาวตรงหน้าร้องเรียกอย่างดีใจ นางตัวสูงใหญ่กว่าคนที่แสดงเป็นนางในบ้านพักกลางเขามาก สูงถึง ๑๗๒ เซนติเมตร มิน่าเล่าถึงได้อุ้มเขาโดยไม่กินแรงสักเท่าไร ใบหน้าของนางดูคุ้นตามาก เครื่องหน้าพอจะนับว่างดงามอยู่
นางคืออี่หงนี่เอง! หย่งเยี่ยพินิจดูอี่หงขึ้นลงไปหนึ่งรอบ สายตาเลื่อนลงจับยังถุงหอมใบน้อยที่ข้างเอวของนาง ปากพูดว่า “น้ำ!”
อี่หงสะดุ้งโหยง จากนั้นใบหน้าพลันเปล่งประกายสว่างไสว
“อินเอ๋อร์ รีบไปบอกหวางเฟยเร็วเข้า ส้าวเหยียพูดแล้ว!”
หย่งเยี่ยยันตัวขึ้นอย่างเกียจคร้าน หล่านชุ่ยรีบหนุนหมอนขวานให้เด็กชายทันที หล่านชุ่ยตัวเล็กอ้อนแอ้น แค่ดูก็รู้ว่าเป็นคนมือไม้คล่องแคล่วกะล่อยกะหลิบ
อี่หงยกน้ำมาให้พร้อมกับบ่นว่า
“ไยส้าวเหยียจึงไม่นอนอีกสักครู่เล่าเจ้าคะ? ตรากตรำบนรถม้ามาทั้งคืน จะไปไหวได้อย่างไร?”
ข้าน่ะอยากนอนจะแย่ ใครใช้ให้ไอ้หลี่เหยียนเหนียนมันโรคจิตเล่า! หย่งเยี่ยบ่นอุบอยู่ในใจ ดื่มน้ำไปหนึ่งอึก ค่อยรู้สึกสบายขึ้นมาก จึงส่ายหน้าพูดว่า “ในห้องคนเยอะเกินไป ข้านอนไม่หลับ”
อี่หงตกใจยิ่ง
“เมื่อก่อนส้าวเหยียกลัวการนอนคนเดียวที่สุดนะเจ้าคะ ถึงจะไม่พูด ตอนกลางคืนกลับไม่ยอมปล่อยให้ข้ากับหล่านชุ่ยขอตัว”
“ตอนอยู่ในหุบเขาข้ามักจะนอนคนเดียว นานวันเข้าจึงชินกับความเงียบเสียแล้วน่ะ” เด็กชายอธิบาย รู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้า นี่ถ้าเขากอดสาวงามซ้ายขวาข้างละคนนอนบนเตียงเดียวกันได้ละก็ คงแสนสุขีหาใดปาน แต่ดันไม่สะดวกนี่สิ มีสาวใช้ทั้งสองอยู่ด้วย เขาก็ไม่ต้องคิดจะทำอะไรแล้ว
ขณะที่กำลังพูด เสียงอ่อนโยนอย่างยิ่งเสียงหนึ่งพลันดังมาจากประตู ราวกับกำลังถอนใจ “พูดได้แล้วจริงๆ”
สาวใช้ภายในห้องพากันทำความเคารพ “หวางเฟย!”
หย่งเยี่ยกึ่งอิงกายอยู่บนเตียง ปากอ้าค้างนิดๆ น้ำลายไหลยืดออกมาจากมุมปาก จ้องเอาๆ ตาไม่กะพริบ
มิน่าเล่าตวนหวางถึงได้กลายจากยอดเหล็กกล้าศตหลอม มาอ่อนแปรผันร้อยรัดดัชนี ผู้ชายถ้าได้แต่งหญิงงามปานนี้กลับบ้าน เท่ากับเป็นเกียรติยศอันเชิดหน้าชูตาหลังจากก่อร่างสร้างตัวสำเร็จเลยทีเดียว!
ดูสิ เมียข้าหน้าตาอย่างนี้! เมียเจ้าล่ะ?
หย่งเยี่ยเข้าใจตวนหวางโดยสิ้นเชิง เขาอดลูบหน้าตัวเองไม่ได้
ตวนหวางเฟยเหมือนกับภาพที่วาดไว้ในหนังสือคู่มือวังตวนหวางเล่มนั้นมาก แต่ภาพวาดจะมาเทียบกับคนจริงได้ยังไง?
เครื่องหน้าของหวางเฟยประณีตยิ่ง หย่งเยี่ยหน้าเหมือนนางมาก หรือพูดให้ถูกต้องคือ ซื่อจื่อคนนั้นหน้าเหมือนนางมาก
ตวนหวางเฟยยืนอยู่ตรงประตูห้องมองดูเด็กชายแต่ไกล สายตานั้นเหมือนสงสารดั่งขัดแย้ง ทั้งยังแฝงแววปวดร้าวอย่างบอกไม่ถูก
เด็กชายพลันตัวสั่นยะเยือก เขาฆ่าบุตรชายสุดที่รักของนาง!
เขาก้มหน้าลงร้อนตัวนิดๆ เขาฆ่าลูกชายของนาง ค่อยแอบอ้างเป็นลูกชายนาง หย่งเยี่ยพลันรู้สึกแสนสงสารหวางเฟย หวังเพียงนางอย่าได้ดูออกเด็ดขาดว่าเขาเป็นตัวปลอม ไม่อย่างนั้นนางคงจะโศกเศร้าเสียใจอย่างมาก เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแค่มองหน้ากันห่างๆ อย่างนี้ เขาก็ใจอ่อนกับตวนหวางเฟยเสียแล้ว
“พวกเจ้าจงปรนนิบัติให้ดีๆ เล่า ส้าวเหยียตรากตรำเดินทางไกลมา ต้องพักผ่อนอีกสักหลายวันจึงจะดี”
ตวนหวางเฟยกล่าวถ้อยคำไม่กี่ประโยคนี้จบ ก็หมุนตัวจากไป
หย่งเยี่ยขยี้ตา ไม่ได้ดูผิดอย่างแน่นอน หวางเฟยคนงามที่เขากำลังเตรียมตัวจะโผเข้าสู่อ้อมแขนผู้นั้นจากไปเสียแล้ว! และอี่หงกับหล่านชุ่ยก็ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ เหมือนเป็นเรื่องปกติมาก
เด็กชายเห็นว่าโหยวหลีกู่บกพร่องในหน้าที่อย่างยิ่ง นี่เหมือนพฤติกรรมของแม่ที่รักลูกทูนหัวทูนเกล้าไหม? ไร้เหตุผลสิ้นดี! ด้วยใบหน้านี้ของเขา กลับไม่สามารถดึงดูดหวางเฟยให้เดินมาถึงหน้าเตียงกอดเขาสักครั้งได้?
มุมปากเด็กชายกระตุก รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอย่างไรชอบกล
ราวกับล่วงรู้ความคิดของเด็กชาย อี่หงรีบเข้ามากุมมือเขาไว้ ปลอบใจว่า “ในใจหวางเฟยนั้นรักส้าวเหยียมากนะเจ้าคะ แต่นิสัยของท่านเป็นเช่นนี้เอง...”
หย่งเยี่ยดึงมือออกอย่างโมโหนิดๆ พลิกตัวเข้าด้านในเตียง พูดว่า “พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าจะนอนอีกสักพัก”
อี่หงถอนหายใจเบาๆ ถอยออกไปจากห้อง
ครั้นภายในห้องเงียบสงัดโดยสิ้นเชิง หย่งเยี่ยค่อยพลิกตัวกลับมาไตร่ตรองโดยละเอียด
หรืออาการออทิสติกของเด็กชายชุดม่วงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้?
หวางเฟยเป็นแบบนี้ ตวนหวางคงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ใกล้ชิดเด็กคนนั้นมากพอ จนทำให้ในใจเด็กคนนั้นอัดอั้นเก็บกดไม่ยอมพูด
หลี่เหยียนเหนียนอยู่ในวังมาหลายปี ถึงขนาดสามารถหาคนมาปลอมแปลงโฉมและเลียนแบบอี่หงกับหล่านชุ่ยเพื่อให้เขาทำความคุ้นเคยได้ แล้วเหตุใดจึงไม่เอ่ยถึงเฉพาะเรื่องตวนหวางกับหวางเฟยไม่สนิทกับซื่อจื่อ?
ตวนหวางยอมส่งกองทหารไปรับเขากลับมา แสดงว่าให้ความสำคัญกับเขามากพอ แต่ครั้นกลับมา ฟังจากน้ำเสียงของหวางเฟย เหมือนจะให้เขาพักอยู่ที่เรือนกวนอวี้[5]เพียงลำพังโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงเรื่องไปพบพ่อแท้ๆ
เรื่องที่เขาคิดหาคำตอบไม่ได้มีมากเกินไป เหล่านี้โหยวหลีกู่ไม่เคยบอกเขามาก่อนทั้งนั้น การนี้ทำให้เขาลำบากใจอย่างมากเรื่องก้าวต่อไปควรทำยังไง แล้วจึงคิดว่าก็ดีเหมือนกัน อยู่คนเดียวไปก่อนเถอะ แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเผยพิรุธแล้ว
คิดถึงตรงนี้ เด็กชายลงจากเตียง แล้วใจหายวาบอีกครั้ง
ดอกไม้บนฝ่าเท้าดอกนั้นผลิบานมานานเกินไป จนตัวเขาเองยังเกือบจะลืมไปเสียแล้ว
เขาก้มหน้าลงดู ยังดีที่เป็นหน้าหนาว สาวใช้จึงไม่ได้ถอดถุงเท้าผ้าของเขาออก การนี้ทำให้เด็กชายตัดสินใจว่า ต่อไปจะลดการให้อี่หงกับหล่านชุ่ยปรนนิบัติลง
ใจกลางห้องนอนมีปี้ซาฉู[6]อยู่หนึ่งบาน ด้านนอกของปี้ซาฉูตั้งเตียงไว้หนึ่งหลัง นี่คือที่ที่อี่หงกับหล่านชุ่ยนอนเป็นเพื่อนเขาในตอนกลางคืน ต้องรื้อออกไป กลางคืนห้ามมีใครมานอนอยู่ข้างๆ เขาเด็ดขาด อันตรายเกินไป
เดินออกจากห้องนอน ข้างนอกคือสวนกว้างใหญ่มาก ห้องเขียนหนังสือของเขาอยู่ตรงห้องข้างด้านตะวันออก[7] อี่หงกับหล่านชุ่ยพักอยู่ห้องข้างด้านตะวันตก ในลานเรือนมีหิมะทับถมกันเป็นชั้นหนาเตอะ ตรงมุมกำแพง กิ่งเหมยแก่คดงอกิ่งหนึ่งกำลังออกดอกบานได้ที่ หย่งเยี่ยคิดถึงเซียนเซิงคนงามนิดๆ
“ส้าวเหยีย ข้างนอกหนาวนัก ไยจึงออกมาเล่าเจ้าคะ?”
อี่หงและหล่านชุ่ยกำลังช่วยอินเอ๋อร์ทำกับข้าว ทั้งสามคิดว่าจะทำอาหารที่หย่งเยี่ยชอบกินให้เขาอารมณ์ดีขึ้นสักหน่อย
ตะวันพลบสาดส่องจนลานเรือนสว่างไสว หย่งเยี่ยยิ้มละไม
“ขอกระปุกใส่น้ำที่สะอาดๆ ให้ข้าสักใบเถิด”
รอยยิ้มของเจ้านายตัวน้อยทำให้อี่หงกับหล่านชุ่ยตะลึงจังงังไปอึดใจใหญ่ ค่อยกระวีกระวาดพุ่งเข้าไปหากระปุกในครัว
หย่งเยี่ยรับกระปุกมาแล้ว ก็ไปกวาดหิมะบนดอกเหมยใส่กระปุก อี่หงออกตัวเก้อๆ “เมื่อก่อนส้าวเหยียไม่ชอบยิ้มน่ะเจ้าค่ะ”
“เมื่อก่อนข้าไม่รู้ว่าข้างนอกมีของน่าสนุกมากมายปานนี้ ตอนนี้รู้แล้ว ข้าดีใจมาก”
หย่งเยี่ยสะสมหิมะได้เต็มกระปุก ก็เด็ดดอกเหมยใส่ลงไป ค่อยส่งกระปุกให้อี่หง สั่งว่า “ตากไว้สองวันล่ะ รอจนหิมะละลายแล้ว ข้าจะชงชาให้พวกเจ้าดื่ม”
อี่หงขานรับอย่างถูกโปรดจนผวา[8] ประคองกระปุกดั่งประคองของล้ำค่าเดินเข้าไปในห้อง
ใกล้ถึงเวลาอาหาร อินเอ๋อร์ก็หิ้วปิ่นโต[9]เถาหนึ่งเข้ามาบอกว่า หวางเฟยสั่งให้ทางครัวทำให้เป็นพิเศษ
“หวางเฟยช่างรักส้าวเหยียเหลือเกิน!” อี่หงพูดยิ้มๆ
หย่งเยี่ยรู้สึกเป็นมิตรกับอี่หงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ตบม้านั่งข้างๆ ตัวเอ่ยชวนว่า “นั่งลงกินเป็นเพื่อนข้าทุกคนเถิด”
สาวใช้ทั้งสามเอามือปิดปากหัวเราะโดยไม่ยอมนั่งลง
หย่งเยี่ยก็ไม่บังคับ คีบอาหารหนึ่งคำ ทำท่าบอกให้อี่หงเข้ามาหา ป้อนให้นางกิน แล้วไล่ป้อนให้หล่านชุ่ยกับอินเอ๋อร์จนครบไปหนึ่งรอบ
เห็นท่าทางมือไม้ปั่นป่วนทำตัวไม่ถูกอย่างน่าเอ็นดูของพวกนาง ในใจเด็กชายภูมิใจหาใดปาน กินอาหารมื้อนั้นอย่างสมใจเป็นที่สุด
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ อี่หงเอ่ยยิ้มๆ
“น้ำร้อนเตรียมเสร็จแล้ว หนูปี้ปรนนิบัติส้าวเหยียนะเจ้าคะ”
หย่งเยี่ยสะดุ้ง รีบส่ายหน้าพูดว่า
“ข้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต่อไปข้าจะอาบเอง ห้ามพวกเจ้าแอบดูนะ!”
“หลังปีใหม่ย่างฤดูใบไม้ผลิ ส้าวเหยียถึงจะเต็มสิบขวบเจ้าค่ะ ยังเป็นเด็กอยู่เลย” หล่านชุ่ยพลอยกระเซ้าอยู่ด้านข้าง
หย่งเยี่ยชักสีหน้า “ใครว่าข้าเป็นเด็ก? อีกอย่าง นับจากวันนี้ไป กลางคืนข้าจะนอนคนเดียว พวกเจ้าอย่ามารบกวนข้าล่ะ!”
อี่หงกับหล่านชุ่ยเห็นเขาอารมณ์เสีย ก็คิดในใจว่าวันนี้ส้าวเหยียถูกหวางเฟยเย็นชาใส่จึงอารมณ์ไม่ดี อยากให้ตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ไวๆ จึงรับคำอย่างเข้าใจ
หย่งเยี่ยค่อยวางใจได้ ชวนพวกนางสองคนคุยเล่นเรื่อยเปื่อยอีกครู่หนึ่ง ค่อยกลับเข้าไปในห้อง
หย่งเยี่ยอยู่ในห้องศิลาจนเคยชิน จะตาสว่างในตอนกลางคืน หลังจากฝึกวิชาตามลำพังได้ครู่หนึ่ง เขาก็ค้นพบอย่างภูมิใจยิ่งว่า วิทยายุทธ์ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว จึงผ่อนคลายตลอดทั้งร่าง สัมผัสรับรู้กระแสปราณทั้งภายในและภายนอกห้องอยู่เงียบๆ
หลังผ่านยามจื่อ[10] เด็กชายลุกจากเตียงคลุมผ้าคลุม เปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา
แสงจันทร์ดั่งสายน้ำสาดส่องสู่พื้นหิมะ รอบด้านเงียบสงัดสุดเปรียบปาน หย่งเยี่ยนึกถึงข้อตกลงระหว่างเขากับหลี่เหยียนเหนียนก่อนจะมาที่วัง แล้วถอนหายใจยาว
นี่ถ้านัดพบกับน้องนาง เขาคงแล่นไปหาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าอะไรแล้ว ส่วนตอนนี้น่ะหรือ ถึงนี่จะเป็นฤดูที่หยดน้ำจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง แต่ปล่อยให้หลี่เหยียนเหนียนทนหนาวอีกสักพักจะเป็นไรไปเล่า?
เด็กชายเดินทอดน่องไปจนถึงเขามอ หลี่เหยียนเหนียนยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว หย่งเยี่ยหัวเราะเบาๆ
“ความจริงซือฝุไม่ต้องใจร้อนปานนี้ก็ได้ ออกมาตั้งแต่คืนแรกเช่นนี้อันตรายยิ่ง”
หลี่เหยียนเหนียนสวมชุดดำปิดบังใบหน้ายืนอยู่ในเงามืด เอ่ยถามเบาๆ
“เจ้าเห็นแล้ว?”
“เห็นอะไรขอรับ?”
“หวางเยี่ยกับหวางเฟยไม่ชิดใกล้ซื่อจื่อ”
“เหตุใดไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้?”
หลี่เหยียนเหนียนยิ้ม
“เจ้านึกว่าเป็นซื่อจื่อแล้ว พวกข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้อีกอย่างนั้นรึ? ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้า เจ้าต้องไปไขว่คว้าเอาเองทั้งสิ้น คิดจะได้รับความโปรดปรานจากตวนหวางอย่างแท้จริงและได้รับอำนาจในวันหน้า เจ้าก็ต้องทำตามที่ข้าบอก ข้ามองว่าเจ้าเป็นคนฉลาดมาโดยตลอด เจ้าไม่มีทางปฏิเสธภารกิจนี้ ซึ่งภารกิจนี้ก็ไม่ได้มีผลเสียใดๆ กับเจ้าเช่นกัน”
“ที่แท้ซือฝุยังมีเรื่องที่ปิดบังทางหุบเขาไว้ด้วย งดงามแท้!”
หย่งเยี่ยยอมรับว่าที่จื๋อซื่อหนุ่มพูดนั้นถูกต้อง ถ้าไม่ทำภารกิจนี้ พวกมันจะเอาชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ ขณะที่ยอมรับทำภารกิจนี้ ทั้งหมดทั้งมวลในอนาคต ต้องดูโชคชะตาของตัวเขาแล้ว
“คนเป็นอาจารย์ย่อมต้องทุ่มเทให้สุดกำลังสักหน่อย เรียนรู้ไว้หรือยัง? จะกับใครก็ห้ามทุ่มเทให้จนหมดใจ คนเรานั้นหากหมดประโยชน์เสียแล้ว จะอายุยืนได้ยาก”
“ขอบพระคุณซือฝุที่ชี้แนะ หากข้าบอกให้ทางหุบเขาทราบว่า ซือฝุยังปิดบังบางสิ่งจากพวกเขา ทางโหยวหลีกู่จะทำอย่างไรกับซือฝุขอรับ?”
หลี่เหยียนเหนียนมองหน้าเด็กชายอย่างนึกสนุก
“เจ้าจะขายกระทั่งอาจารย์เลยรึ?”
“ศิษย์ไม่ชั่วช้า อาจารย์ไม่รักขอรับ!” หย่งเยี่ยยิ้มอย่างไร้เดียงสายิ่ง
รอยยิ้มนี้ทำให้ในปากหลี่เหยียนเหนียนขมเฝื่อนนิดๆ เริ่มคิดว่าตัวเขาสอนหย่งเยี่ยได้ดีเกินไปเสียแล้วใช่หรือไม่?
“คำถามสุดท้าย หากซือฝุตายไป ทางหุบเขาจะให้ใครมาติดต่อกับข้าขอรับ?”
มุมปากหลี่เหยียนเหนียนกระตุก พูดเสียงเย็นชา
“เจ้าอยากให้ข้าตาย?”
“ซือฝุจะตายได้อย่างไร? หย่งเยี่ยเป็นห่วงว่าเวลามีเรื่องด่วนแล้วหาตัวซือฝุไม่พบ ควรทำอย่างไรต่างหากขอรับ”
“เรือนโบตั๋นของจิงตู” หลี่เหยียนเหนียนกล่าวจบก็จากไปอย่างเงียบเชียบ
หย่งเยี่ยมองเงาหลังของฝ่ายนั้นอย่างหงุดหงิดหัวเสีย ตัวเขายังต้องฝึกอีกระยะหนึ่งถึงจะมีฝีมือเท่ากับหลี่เหยียนเหนียน
เด็กชายนั่งดูดวงจันทร์อยู่ข้างเขามอ
เหตุใดตวนหวางกับหวางเฟยถึงได้ไม่ใกล้ชิดซื่อจื่อ?
มีใครเขาเป็นพ่อแม่อย่างสองคนนี้บ้าง?
เรื่องนี้มีอะไรแอบแฝงอยู่กันหนอ?
เห็นได้ชัดว่าหลี่เหยียนเหนียนเข้าใจว่าเป็นเพราะซื่อจื่อไม่ยอมพูด ทำตัวห่างเหินกับตวนหวางและหวางเฟย แต่ตอนนี้เขายอมพูดแล้วแท้ๆ หวางเฟยยังคงอยู่ห่างมาก ถึงขนาดไม่ยอมย่างเท้าเข้าประตูห้องเขาแม้แต่ก้าวเดียว
หย่งเยี่ยคิดหาคำตอบไม่ได้
นั่งอยู่ข้างนอกจนชักจะหนาว เด็กชายมองดูรอยเท้าบนพื้นหิมะ รู้สึกได้ว่ารอบด้านไร้ผู้คน จึงโคจรพลังภายในปาดลบร่องรอยอย่างระมัดระวัง ค่อยกลับห้องไปนอนอย่างวางใจ
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] “ไม้ฮั่ว” คือ ไม้เบิร์ช (Birch) นิยมนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์
[2] “หั่วจี” คือพนักงานประจำของร้านค้า เช่น เด็กขายของ เด็กเสิร์ฟอาหาร เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม ฯลฯ
[3] “ยามอู่” คือเวลา ๑๑.๐๐ - ๑๓.๐๐ น.
[4] “หยกประดับ” คือหยกสำหรับห้อยประดับตรงเอว (ดูภาพที่ x หน้า x)
[5] “เรือนกวนอฺวี้” แปลว่า เรือนเบาะสานหยก
[6] “ปี้ซาฉู” คือสิ่งก่อสร้างอย่างหนึ่งในยุคโบราณของจีน ใช้แบ่งพื้นที่ภายในห้อง ลักษณะคล้ายหน้าต่างฝรั่งเศสที่ยาวตลอดแนวห้อง มีช่องประตูอยู่ตรงกลาง (ดูภาพที่ x หน้า x)
[7] “ห้องข้าง” (เซียงฝาง) คือชื่อของเรือนย่อยใน “เรือนสี่บรรจบ” ซึ่งเป็นบ้านสไตล์จีนโบราณแบบหนึ่ง “ห้องข้าง” จะอยู่สองฝั่งตะวันออกและตะวันตกของ “ห้องใหญ่” ซึ่งเป็นตัวเรือนหลัก (ดูภาพที่ x หน้า x)
[8] “ถูกโปรดจนผวา” หมายถึง เนื่องจากได้รับการโปรดปรานเอ็นดูมากเกินควร ทำให้รู้สึกผิดคาดและไม่สบายใจ
[9] ปิ่นโตในสมัยโบราณของจีน ทำจากไม้ และมีขนาดใหญ่มาก ใช้บรรจุอาหารที่ใส่ในจานชามแล้ว (ดูภาพที่ x หน้า x)
[10] “ยามจื่อ” คือเวลา ๒๓.๐๐ - ๐๑.๐๐ น.