ตอนที่ 10 ต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิง
ความจริงแล้วพื้นฐานภาษาจีนของหย่งเยี่ยดีมาก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการสั่งสอนของคุณพ่อในชาติก่อนของเขาผู้หลงใหลในตราประทับ พ่อของเขาชอบยืดอกพูดอย่างภูมิใจอยู่บ่อยๆ ว่า “ต่อให้ภาพวาดดีแค่ไหน ตราประทับนี่สิถึงจะเป็นพู่กันที่เติมตา” [1]
พ่อของเขาหมายความว่า การพิสูจน์ภาพอักษรนั้น บ่อยครั้งที่อาศัยตราประทับบนภาพในการพิสูจน์[2] ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตราประทับ พ่อของเขาจะสามารถพูดเป็นต่อยหอยได้ทั้งวัน ตัวเขาได้ยินได้ฟังนานวันเข้า จึงพลอยมีความรู้เรื่องภาพอักษรไปด้วย เรื่องทำภาพเลียนแบบยิ่งแนบเนียนไร้ที่ติ ชาติก่อนถ้าเขาไม่เป็นนักฆ่า ก็ต้องถูกพวกทำของปลอมขายดึงตัวไปเข้าแก๊งอยู่ดี
แต่เขากลับเกลียดการแต่งโคลงกลอนและคัดลายมือมาก มหาเสนาบดีจางฉีหลิ่งท่านตาของเขาทราบข่าวเรื่องเขากลับมาแล้ว และใช้คนส่งผลงานรวมบทกวีใหม่มาให้หนึ่งเล่ม ตามหลักแล้วเขาควรจะท่องจำบทกวีเหล่านี้ไว้ทั้งหมด วันหน้าจะได้เอื้อนออกมาได้ทุกเมื่อเพื่อเอาใจท่านตา แต่เขาไม่ชอบวิธีสอนแบบให้ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง เน้นยัดเยียดความรู้อย่างมาก จึงโยนหนังสือทิ้งไปอีกทาง
อี่หงนึกว่าเจ้านายน้อยอารมณ์ไม่ดีเพราะท่าทีของตวนหวางกับหวางเฟย จึงไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งหลายวันให้หลังเห็นหนังสือบทกวีเล่มนั้นยังคงถูกวางทิ้งอย่างไม่ไยดีอยู่กลางกองหนังสือ ค่อยถามอย่างแปลกใจ
“ท่านมหาเสนาบดีเป็นผู้ที่ส้าวเหยียเทิดทูนมากที่สุดนะเจ้าคะ เมื่อก่อนนอกจากเอื้อนบทกลอนของท่านมหาเสนาบดี ล้วนไม่เห็นส้าวเหยียเอ่ยปากพูดเลย”
“เมื่อก่อนข้าพูดติดอ่าง มีแต่เวลาเอื้อนกลอนค่อยพูดได้คล่องหน่อย ถึงได้ยอมเอื้อนกลอน ตอนนี้หายดีแล้ว ย่อมจะไม่ต้องเอื้อนกลอนแล้ว” หย่งเยี่ยแถให้ตัวเอง
“ที่แท้ที่ส้าวเหยียไม่ยอมพูดเป็นเพราะอย่างนี้เอง!” อี่หงเหมือนค่อยโล่งอก
เด็กชายปรายตามองสาวใช้คนโปรด ถามยิ้มๆ
“เป็นไร? กลัวว่าข้าจะโกรธเสด็จพ่อกับท่านแม่หรือ? เสด็จพ่อบารมีสะท้านสี่ทิศ มีโอรสคนเดียวกลับเป็นไอ้ใบ้ ท่านย่อมจะไม่ชอบแน่ละ”
“ใกล้ถึงปีใหม่ หวางเยี่ยต้องรับแขกแทบทุกวัน หากทรงว่างเมื่อไร ย่อมจะมาใกล้ชิดกับส้าวเหยียแน่นอนเจ้าค่ะ อย่างไรพวกท่านสองพ่อลูกไม่เคยพูดกันเลยมาตั้งสิบปี ย่อมมีบ้างที่จะยังคงขัดเขิน ส้าวเหยียอย่าได้ร้อนใจไปเลย”
เด็กชายเห็นอี่หงมักจะหวังดีกับเขาเสมอ ก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจ ยิ้มบางๆ กล่าวอย่างคล้อยตามว่า
“นั่นสิ! ใกล้ปีใหม่แล้ว อี่หงเป็นห่วงว่าหากข้าไปพบท่านตาโดยไม่อ่านบทกวีของท่านเลย ท่านตาจะไม่พอใจละสิ? ข้าจะจำบทดีๆ สัก ๒-๓ บทเอาใจให้ท่านตาอารมณ์ดีก็แล้วกัน”
อี่หงค่อยอมยิ้ม รีบไปหยิบหนังสือรวมบทกวีมาให้ แล้วไปชงชา
หย่งเยี่ยคว้ามือนางไว้ พูดว่า
“ข้าชงเอง ข้าเพิ่งจะหัดชงชามา พอดีว่าเก็บหิมะดอกเหมยกระปุกนั้นมาด้วย ข้าจะชงชาให้พวกเจ้าดื่มเอง”
ไม่กี่วันมานี้อี่หงค่อยๆ สนิทสนมกับเจ้านายน้อย ทราบเพียงว่าหลังจากเด็กชายหายป่วย ก็ยอมสนิทชิดใกล้กับคนอื่นบ้างแล้ว นางไม่อยากทำให้เด็กชายหมดสนุก จึงยกอุปกรณ์ต่างๆ มารับใช้เขาชงชา
“นั่งสิ!” หย่งเยี่ยบอกให้สาวใช้ทั้งสามนั่งลง ก่อนจะชงชาตามขั้นตอนอย่างประณีต
หิมะผสมดอกเหมยค่อยๆ เดือดอยู่ในกา กลิ่นหอมชื่นใจเริ่มกรุ่นกำจายภายในห้อง
เด็กชายเหลือบสายตาขึ้นมองสาวใช้ทั้งสาม อี่หงงามผ่าเผยภูมิฐาน หล่านชุ่ยงามเรียบร้อยน่ารัก อินเอ๋อร์งามร่าเริงเฉลียวฉลาด ดวงตาดำขลับทั้งสามคู่ไม่แปดเปื้อนสันดานหยาบของสังคมแม้แต่น้อย ถือการรับใช้เขาเป็นความสุขสูงสุดอย่างไม่นึกเสียใจ
หากไปอยู่ในยุคปัจจุบัน ทั้งสามต้องเป็นนักฆ่าสาวชั้นเลิศอย่างแน่นอน สามารถเข่นฆ่าจนเหล่าบุรุษต่างทิ้งอาวุธยอมจำนนโดยไม่ต้องสู้
หย่งเยี่ยเอียงกาเล็กน้อย กลิ่นน้ำชาพลุ่งออกมาหอมตลบ เขาอมยิ้มเคาะแท่นน้ำชา “ใช้ได้แล้ว!”
สาวใช้ทั้งสามต่างหลงใหลในอิริยาบถอันสง่างามของเจ้านายน้อยและกลิ่นน้ำชาที่หอมอวลจมูกอยู่แต่แรก พากันเหม่อมองอย่างเคลิบเคลิ้ม ครั้นได้ยินที่เด็กชายพูด ค่อยตื่นจากภวังค์หน้าแดงเรื่อเอ่ยขอบคุณเบาๆ ประคองถ้วยชาขึ้นละเลียดลิ้มชิม
ริมฝีปากแดงสดเผยอน้อยๆ อุธัจไร้เดียงสาเช่นหญิงสาวทั่วไป หย่งเยี่ยถอนหายใจเอ่ยว่า
“อี่หงกับหล่านชุ่ยอายุสิบหกปีแล้วกระมัง? มีใครอยู่ในใจหรือยัง? หากข้าส้าวเหยียช่วยส่งเสริมได้ จะช่วยพวกเจ้าแน่นอน”
อี่หงกับหล่านชุ่ยหน้าแดงจัดทันที อินเอ๋อร์ยิ้มแล้ว “หล่านชุ่ยถูกยกให้คนอื่นแล้วเจ้าค่ะ เป็นคนในวังเรานี่เอง หวางเฟยบอกว่าเข้าฤดูใบไม้ผลิก็จะให้นางออกเรือนเจ้าค่ะ”
หย่งเยี่ยนึกสนใจขึ้นมาทันที “คนไหนในวังเราหรือ?”
“หลี่เหยียนเหนียนหลี่จื๋อซื่ออย่างไรเล่าเจ้าคะ! หน้าตาดี นิสัยดี...”
หล่านชุ่ยเอามือปิดปากอินเอ๋อร์อย่างร้อนใจ หย่งเยี่ยหน้าตึง
“เขาแก่กว่าหล่านชุ่ยตั้งสิบปีเป็นอย่างน้อย หรือยังไม่แต่งงานอีก?”
อินเอ๋อร์กำลังหัวเราะพลางหลบหล่านชุ่ยเป็นพัลวัน ดิ้นรนเผยออกมาหนึ่งประโยค “หลี่จื๋อซื่อแต่งงานใหม่น่ะเจ้าค่ะ หลี่ฟูเหรินล้มป่วยจากไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว”
หล่านชุ่ยขัดเขินสุดขีด ลุกขึ้นคารวะเอ่ยขอตัว พุ่งออกจากประตูห้องไปทั้งใบหน้าแดงก่ำ
หย่งเยี่ยหมดอารมณ์ทันที เขากำลังคิดว่าสักวันจะต้องฆ่าหลี่เหยียนเหนียนให้ได้ ไม่นึกว่าเจ้านั่นจะแต่งงานกับหล่านชุ่ย ด้วยหน้าตาและความสามารถของหลี่เหยียนเหนียน หล่านชุ่ยต้องชอบเจ้านั่นแน่นอน แต่เขาไม่ชอบ
เด็กชายได้สติ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงเปลี่ยนเป็นใจอ่อนอย่างนี้ ยอมปกป้องกระทั่งสาวใช้?
ความเปลี่ยนแปลงที่นึกไม่ถึงเหล่านี้ ทำให้เขาหมดอารมณ์สนุกโดยสิ้นเชิง
อี่หงมองความนัยออก ถอนหายใจเอ่ยว่า “หากส้าวเหยียเสียดายหล่านชุ่ยจริงๆ มิสู้ขอฟูเหรินรับนางไว้เถิด”
หย่งเยี่ยตะลึงพรึงเพริด คำ “สามีเด็ก” วาบขึ้นในศีรษะทันที แล้วนึกท้อใจจนอยากจะเอาหัวโขกกำแพง เขายิ้มขื่นพลางคิดในใจ ผ่านปีใหม่จะอายุสิบขวบ ผ่านไปอีกไม่กี่ปี...
“อุ๊ย ผ่านไปอีกไม่กี่ปี ส้าวเหยียเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ทราบต้องเป็นสตรีแบบใดจึงจะคู่ควรกับส้าวเหยียนะเจ้าคะ!” อินเอ๋อร์สังเกตเห็นสีหน้าบึ้งตึงของเจ้านายน้อยอย่างความรู้สึกไว รีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที
หย่งเยี่ยลุกพรวดขึ้นยืน เดินออกไปข้างนอกทันควัน
อี่หงบ่นอินเอ๋อร์ไม่ขาดปากว่าไม่ควรพูดเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ นางนึกร้อนใจอยู่บ้าง คงไม่ใช่ว่าส้าวเหยียนึกสนใจหล่านชุ่ยเข้าจริงๆ ดอกนะ?
ออกจากประตูห้องมา ไอหนาวที่พุ่งปะทะใบหน้าทำให้สมองหย่งเยี่ยโปร่งโล่ง เด็กชายนึกเสียใจอยู่บ้างว่าไม่ควรเผยอารมณ์โดยง่ายดาย ตัวเขาข่มอารมณ์ไม่อยู่แบบนี้ ต่อไปจะต่อกรกับโหยวหลีกู่ได้ยังไง? ตัวประกอบเล็กๆ อย่างหลี่เหยียนเหนียนแค่คนเดียวยังทำเอาเขารับมือลำบาก แล้วจะฆ่ามันได้ยังไง?
เด็กชายสูดกลิ่นดอกเหมยเหมันต์ลึกๆ พึมพำว่า
“กายกระดูกเนิ่นนานผันแปรไป ใจคงมั่นยังมีใดจะกล่าว?”[3]
กิ่งเหมยแก่คดงอกิ่งนั้นมีหิมะพอกอยู่หนา บนกลีบดอก หิมะสุมเป็นก้อนเล็กจิ๋วก้อนแล้วก้อนเล่า ยังคงมีกลีบเหมยซึ่งเฉิดฉายดุจแสงตะวันเล็ดลอดออกมาจากหิมะสีขาว หย่งเยี่ยมองดู จิตใจค่อยๆ ผ่อนคลาย สุดท้ายหัวเราะเสียงหยัน
รถถึงหน้าภูย่อมมีทาง เรือถึงหัวสะพานย่อมตรงเอง[4] เวลานี้วังแห่งนี้มีความลับไม่สิ้นสุด ถือเสียว่าหาสมบัติก็บันเทิงดี อย่าว่าแต่...เป็นซื่อจื่อผู้มีอำนาจที่สุดของแคว้นอาน เป็นคุณชายผู้กรุ้มกริ่มที่สุดของจิงตู ความบันเทิงนี้ไม่ใช่น้อยๆ
เด็กชายกำลังชมทิวทัศน์เพียงลำพังอย่างสบายอารมณ์ พลันรู้สึกว่ามีคนเข้ามาในเรือนกวนอวี้ เขาเก็บสีหน้าครุ่นคิด ยิ้มพลางกลับไปที่ห้อง
“อี่หง อินเอ๋อร์ ปีใหม่มีอะไรน่าสนุกบ้าง?”
สองสาวใช้ที่กำลังเก็บกวาดแท่นน้ำชาถูกอารมณ์เบิกบานของเจ้านายน้อยระบาดใส่พอสมควร เห็นว่าส้าวเหยียช่างมีนิสัยเป็นเด็กแท้ เดี๋ยวเดียวก็อารมณ์ดีอีกแล้ว
“ปีนี้ส้าวเหยียหายดี หวางเยี่ยกับหวางเฟยต้องยอมให้ส้าวเหยียออกไปเที่ยวข้างนอกแน่ๆ เจ้าค่ะ วันปีใหม่บนถนนจะมีคณะแสดงมากมายทยอยกันเชิดสิงโตเพื่อเป็นสิริมงคล ตกค่ำทางวังจะจุดดอกไม้ไฟ...”
อินเอ๋อร์ยังพูดไม่ทันจบ หล่านชุ่ยก็เลิกม่านเข้ามาบอกว่า
“หวางเยี่ยส่งคนมาเชิญส้าวเหยียไปหาเจ้าค่ะ”
หย่งเยี่ยชะงักงัน ทำไมตวนหวางถึงอยากพบเขา? คิดอีกทีก็เข้าใจ อย่างไรยังคงเป็นซื่อจื่ออยู่ จะไม่พบหน้าเลยสักครั้งย่อมไม่ได้ จริงไหม?
“ส้าวเหยียไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ หวางเยี่ยไม่โปรดคนที่ตัวสั่นเวลาพูดกับท่านที่สุด ส้าวเหยียเจ้าคะ ส้าวเหยียหายดีแล้ว อย่ากลัวหวางเยี่ยอย่างเมื่อก่อนอีกนะเจ้าคะ” อี่หงเหมือนจะรู้ผลลัพธ์นี้อยู่แล้ว เอ่ยปลอบและเตือนสติเจ้านายน้อยไม่ขาดปาก
เช่นนี้รึ? ในใจหย่งเยี่ยพอจะจับทางได้แล้ว
หล่านชุ่ยช่วยผูกสายผ้าคลุมมีหมวกขลิบขนสัตว์ให้เจ้านายน้อย เอ่ยยิ้มๆ “ส้าวเหยียตามหลี่ซื่อไปนะเจ้าคะ ตอนค่ำพวกหนูปี้จะทำมื้อดึกไว้รอท่า”
หย่งเยี่ยฟังแล้วนึกเศร้าใจอีกครั้ง พูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ข้าดูว่าหลี่เหยียนเหนียนไม่ใช่คนดีอะไร หล่านชุ่ยอย่าแต่งงานกับเขาเลย ไว้วันหลังข้าค่อยเลือกคนดีๆ ให้เจ้านะ”
หล่านชุ่ยหน้าแดงเรื่อ เร่งว่า
“ส้าวเหยียรีบไปเถิดเจ้าค่ะ อย่าให้หวางเยี่ยทรงรอนาน”
เด็กชายเห็นสีหน้านาง นึกถึงหน้าตาสง่างามคมคายของจื๋อซื่อหนุ่ม รู้ว่าหล่านชุ่ยมีใจให้เจ้านั่นไปแล้ว เขาแอบถอนหายใจ ต่างคนต่างมีชะตาของตน เขาไร้กำลังจะฝืนลิขิตฟ้า จึงยิ้มพลางหยิกแก้มหล่านชุ่ย พูดว่า
“ตอนเจ้าออกเรือน ส้าวเหยียจะส่งของขวัญพิเศษให้เจ้า”
“ส้าวเหยีย!” หล่านชุ่ยเอ็ดงอนๆ
“หึหึ ข้าจะไปพบเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้แหละ ไปเร่งให้ทรงรีบให้เจ้าออกเรือนไปไวๆ!” เขาหัวเราะก้องพลางเดินออกไป เดินถึงประตูพลันเหลียวกลับมาอีกครั้ง “แต่งกับไก่ทำตามไก่?”[5]
หล่านชุ่ยโมโหจนไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีขึ้นมาทันที อี่หงจับแขนหล่านชุ่ยพลางพูดยิ้มๆ
“ส้าวเหยีย เลิกกระเซ้าหล่านชุ่ยได้แล้วเจ้าค่ะ!”
หย่งเยี่ยกะพริบตา มือลูบใบหน้า ถอนหายใจอย่างจนใจ
“ความจริงข้าเป็นสามีเด็กก็ใช่ว่าจะไม่ได้...”
“ส้าวเหยีย!” สามสาวใช้ขึ้นเสียงพร้อมกัน
เด็กชายส่ายหน้า จากไปด้วยสีหน้าแสนเสียดาย
แสงอาทิตย์แห่งเหมันต์คั่นด้วยกระดาษบุหน้าต่างสาดส่องสว่างไสวไปทั้งห้อง หย่งเยี่ยหลับตาลงยังรู้ว่าขนนกยูงที่ปักอยู่ในแจกันศิลาดลสองหูซึ่งวางอยู่บนหิ้งป๋อกู่[6]นั่น หวางเฟยเก็บได้ตอนที่ท่านกับตวนหวางไปท่องเที่ยว
บนโต๊ะทำงาน สี่สมบัติแห่งห้องอักษร[7]ทั้งชุดที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษโดยร้านม่อฟังจาย[8] คือของขวัญวันเกิดที่หวางเฟยมอบให้ตวนหวาง
“ภาพนานาโคมไฟเทศกาลหยวนเซียว” บนผนังภาพนั้น ตวนหวางวาดเองกับมือเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเมื่อครั้งแรกพบหวางเฟย...
ห้องทำงานห้องนี้ หลี่เอ้อร์ บ่าวรับใช้คนสนิทของหลี่จื๋อซื่อแห่งเขตเรือนชั้นในเป็นผู้ทำความสะอาดด้วยตัวเอง คนนอกห้ามเข้าโดยพลการ
บางครั้งหย่งเยี่ยก็นึกนับถือหลี่เหยียนเหนียนอย่างมาก เพื่อให้รู้เรื่องของซื่อจื่อทั้งหมด หมอนั่นถึงกับยอมจีบหล่านชุ่ย เพื่อป้องกันใครสงสัย ยังคิดจะแต่งงานกับหล่านชุ่ยอีกด้วย กระทั่งห้องทำงานของตวนหวางซึ่งเป็นสถานที่สำคัญแห่งนี้ ก็ส่งหลี่เอ้อร์มาทำความสะอาดจนรู้ทะลุปรุโปร่ง
ตวนหวางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ชิงชันถือหนังสือพลางมองดูโอรสอย่างไม่สนใจนัก ท่านเหลือบดูเด็กชายเช่นนี้ตั้งแต่เขาเข้ามาในห้อง
ไม่ได้พบหน้ามาครึ่งปี ร่างกายหย่งเยี่ยดูสมบูรณ์กว่าเมื่อก่อน ผิวยังคงซีดขาวเช่นเดิม ท่านอยากเห็นสิ่งที่ตัวท่านอยากจะเห็นอย่างมาก ทว่าเด็กชายเอาแต่ก้มหน้า
ตวนหวางไม่ร้อนใจ ท่านมั่นใจในสายตาของท่านมาก ท่านเคยมองหน้าคนผู้หนึ่งเขม็งนิ่ง มองเห็นฝ่ายนั้นค่อยๆ ลนลาน ร่างค่อยๆ สั่นสะท้าน หัวเข่าค่อยๆ อ่อนยวบ จากนั้นคุกเข่าลงกับพื้นดังตึงร้องขอชีวิต
หวางเฟยถามท่านอย่างประหลาดใจว่าคนผู้นั้นเป็นอะไรไป? ตวนหวางยิ้มแล้วตอบว่า : แสดงงิ้วน่ะ
ดังนั้นท่านกำลังรอ...รอให้หย่งเยี่ยผู้นี้ก็ถูกท่านจ้องจนหลุดสีหน้าที่ท่านอยากจะเห็นออกมาเช่นกัน
หย่งเยี่ยยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ในห้อง
ไม่ว่าอย่างไรท่าทีของตวนหวางก็ดูไม่เหมือนคนเป็นพ่อคนเลย เด็กชายรู้สึกว่าสายตาของตวนหวางเหมือนมีดอันคมกริบ กำลังเฉือนเสื้อผ้าของเขาออกทีละชั้นๆ
แทนที่จะบอกว่าตวนหวางกำลังมองดูเขา รอให้เขาเอ่ยปากพูด มิสู้บอกว่าตวนหวางกำลังพิจารณาดูเขาขึ้นๆ ลงๆ หย่งเยี่ยอดรู้สึกอึดอัดไม่ได้ พลันนึกถึงคำพูดของอี่หงตอนที่เขาขอตัวจากมา จึงก้มหน้าลง ทำตัวสั่นนิดๆ
“ฟังว่าตอนกลางคืนเจ้ากล้านอนคนเดียวแล้ว?”
ตวนหวางเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวังเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงกระแสแดกดันอย่างชัดเจน ยามโอรสของท่านเจอหน้าท่านเหมือนหนูเจอแมว ขี้ขลาดเสียจนไม่กล้านอนคนเดียว แค่คิดก็ขายขี้หน้าแล้ว
“...อื้อ” คำตอบของหย่งเยี่ยเหมือนกำลังสูดจมูกมากกว่า
ตวนหวางตะคอกดังลั่น
“พูดดังๆ หน่อย! ให้มันดูเอาถ่านกว่านี้!”
หย่งเยี่ยสะดุ้งตัวสั่น ตวนหวางแค้นใจจนเงื้อหนังสือในมือคิดจะขว้างใส่ พลันเห็นเด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างปุบปับ ท่านตกใจจนชะงักงัน
“เสด็จพ่อ!” หย่งเยี่ยยิ้มหน้าระรื่นมองท่าน ไม่มีวี่แววหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นขาดแววเฉยชาเช่นวันวาน เพิ่มประกายสุกใส ประกายสว่างไสวบนดวงหน้าเป็นสิ่งที่ตวนหวางไม่เคยเห็นมาก่อน
มือที่เงื้อขึ้นของท่านลดลงช้าๆ ดวงตาทอแววเย็นเยียบ แววประหลาดใจถูกซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว คลี่ยิ้มออกมา
“เอาถ่านแล้วจริงๆ! กล้าล้อเล่นกับพ่อเทียว” เอ่ยพลางเดินไปหยุดยืนตรงหน้าโอรส ก้มหน้าลงสำรวจดูเด็กชาย
สายตาหย่งเยี่ยมิได้ระย่อแม้แต่น้อย พริบตานั้นเด็กชายได้เปลี่ยนใจ ไม่แสดงท่าทีขี้ขลาดเหมือนอย่างซื่อจื่อในอดีตอีก ความรู้สึกของเขาบอกเขาว่า นี่ต่างหากคือสิ่งที่ตวนหวางอยากจะเห็น และเมื่อตวนหวางได้เห็นในสิ่งที่ท่านอยากจะเห็น เขาจึงจะได้รู้ในสิ่งที่เขาอยากจะรู้...เหตุใดตัวเขากับเด็กชายชุดม่วงถึงได้หน้าเหมือนกันขนาดนี้? เหตุใดบนฝ่าเท้าของเขาถึงได้มีดอกไม้หนึ่งดอก?
หย่งเยี่ยก็กำลังพินิจดูตวนหวางเช่นกัน เขาเคยเห็นหวางเยี่ยท่านนี้ในม้วนภาพมาแล้ว ท่านคู่ควรกับตวนหวางเฟยอย่างที่สุด
ตวนหวางอยู่ในวัยที่มีเสน่ห์มากที่สุดสำหรับบุรุษเพศพอดี สุขุมเป็นผู้ใหญ่และมั่นใจในตัวเอง หลี่เหยียนเหนียนเป็นเพียงจื๋อซื่อของเขตเรือนชั้นใน ยังดูสูงศักดิ์ยิ่งไปทั้งตัว กระนั้นเมื่อเทียบกับตวนหวาง หย่งเยี่ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าคนหนึ่งคือกุ้งน้ำตื้น อีกคนคือมังกรสมุทร ดังเช่นเฉิงเตี๋ยอีกับตวนหวางเฟยต่างเป็นหญิงงามเฉกเดียวกัน ในตัวตวนหวางเฟยกลับมีสิ่งที่ทำให้มองเห็นปุบ สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าแบบใดที่เรียกว่า บุคลิกท่วงทีอัน “งามล้ำเป็นเอกในแดนดิน”
พ่อแม่คู่นี้เลอเลิศเกินไป ทำให้หย่งเยี่ยพูดไม่ออกจริงๆ
หนึ่งผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กน้อยต่างฝ่ายต่างพิจารณากัน รอยยิ้มบนเรียวปากของตวนหวางกดลึกขึ้นทุกขณะ
“ข้าดูถูกหุยหุนเกินไปเสียแล้ว หมอเทวดาช่างสมคำร่ำลือ หลี่เหยียนเหนียนเพียรเกลี้ยกล่อมข้าถึงสองปีกว่า กลับมิได้เสียเวลาเปล่า”
หย่งเยี่ยใจหายวาบ คำพูดนี้หมายความว่ายังไง?
เด็กชายซ่อนเร้นความคิด คลี่ยิ้มอย่างใสซื่อ
“หุบเขาของหุยหุนซือฝุงดงามมาก มีทุ่งหญ้าใหญ่มากๆ อยู่ด้วย มีดอกไม้บานเต็มทั้งทุ่ง ขอเพียงข้าวิ่งเข้าไปกลางดงดอกไม้ เป็นต้องนอนหลับทุกครั้ง หุยหุนซือฝุบอกว่าเวลาข้าหลับจะพูดโน่นพูดนี่มากมาย และถามว่าพอข้าตื่น เหตุใดถึงไม่ยอมพูดเสียแล้วเล่า?”
“อ้อ? แล้วเจ้าตอบเขาว่าอย่างไร?” ดวงตาตวนหวางทอแววสนใจ ดวงตาสุกใสที่กลอกไปมาของหย่งเยี่ยทอประกายแห่งชีวิตชีวาที่กาลก่อนไม่เคยเห็น ในความไร้เดียงสาแฝงแววเจ้าเล่ห์นิดๆ ช่างเหมือนหวางเฟยที่ท่านได้เห็นในตอนนั้นเหลือเกิน
หย่งเยี่ยเข้าใจว่าตวนหวางสนใจสภาพภายในหุบเขามากกว่า ระหว่างเดินทาง หลี่เหยียนเหนียนเคยบอกเขาว่า คนในวังทุกคนต่างห้ามเข้าหุบเขา ต้องรออยู่ข้างนอกทั้งหมด แม้จะเป็นตวนหวางผู้ทรงอำนาจ ก็ต้องยอมอ่อนข้อให้โหยวหลีกู่อยู่หลายส่วน
เด็กชายรู้สึกว่าตัวเขาชักจะเจ้าเล่ห์มากขึ้นทุกที เขาก้มหน้าลงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง พลันยื่นมือออกไปกอดตวนหวางอย่างปุบปับ สะอื้นว่า “เสด็จพ่อ พ...พวกท่านอย่าไม่แยแสข้านะ”
น้ำเสียงนี้ผสานกับดวงตาที่แดงก่ำ แม้ศิลายังถูกเร่งให้ผลิดอกบาน ตวนหวางตัวแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด อึดใจให้หลังค่อยกอดตอบร่างเล็กๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ไม่หรอก...จะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว”
หย่งเยี่ยเงยหน้าขึ้น ในดวงตายังคงมีน้ำคลอคลอง ใบหน้าได้ยิ้มกว้างอย่างสดใสสุดเปรียบปาน
“ข้า...ปีใหม่จะเล่นดอกไม้ไฟกับข้าได้ไหม? แล้วก็...พาข้าออกไป...อุ้มข้าดูเชิดสิงโต? ข้ายังอยากจะขี่ม้าด้วย และอยากจะจับกระต่ายได้ง่ายๆ เหมือนอย่างลูกศิษย์น้อยของหุยหุนซือฝุ แล้วก็...”
ทุกครั้งที่เด็กชายพูดออกมาหนึ่งเรื่อง สีหน้าตวนหวางก็อ่อนโยนขึ้นหนึ่งส่วน อุ้มร่างเล็กๆ ขึ้นให้สายตาเสมอกันโดยไม่รอให้เด็กชายพูดจบ
“เจ้าเป็นลูกของข้า เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“ข้าหิวแล้ว กินข้าวกับข้านะ” หย่งเยี่ยพูดยิ้มๆ
ตวนหวางเลิกคิ้ว หัวเราะก้องพูดว่า “ได้ กินข้าว!”
หย่งเยี่ยแอบหัวเราะในใจ ทำตามมารยาทในการกินที่ฝึกมาด้วยการถูกหลี่เหยียนเหนียนให้กินแล้วคาย คายแล้วกินอยู่สามวันในบ้านพักอย่างไร้ที่ติ
ได้เห็นหย่งเยี่ยเลือกเนื้อแดงในถ้วยโจวออกมา แววเย็นชาเสี้ยวนั้นในดวงตาของตวนหวางค่อยสลายไปในที่สุด กลับเพิ่มความกังขาขึ้นหลายส่วน
ท่านได้เห็นในสิ่งที่ท่านอยากจะเห็น กลับทำให้ท่านคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ
ความเคยชินของหย่งเยี่ย ใบหน้าของหย่งเยี่ย สีหน้าในกาลก่อน...แล้วยังในยามนี้ของหย่งเยี่ย
ตวนหวางปวดศีรษะนิดๆ เริ่มสงสัยสายตาของตัวเองเป็นครั้งแรก ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม
แต่ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวปลอม เพียงใบหน้าที่เหมือนหวางเฟยราวกับพิมพ์นี้ ก็ทำให้ท่านอดเอ็นดูไม่ได้แล้ว
เป็นอย่างที่เราคาดจริงๆ ด้วย หย่งเยี่ยคิดในใจ ตวนหวางรับมือยากมากๆ จื๋อซื่อของเขตเรือนชั้นในที่สามารถติดต่อกับหมอเทวดาของโหยวหลีกู่ได้ และสามปีมานี้เที่ยววิ่งรอกไปมาระหว่างจิงตูกับโหยวหลีกู่เพื่อรักษาอาการป่วยของซื่อจื่อ พยายามเกลี้ยกล่อมตวนหวางสุดกำลังให้ส่งตัวซื่อจื่อไปรักษา มีหรือไม่สะกิดให้ตวนหวางนึกสงสัย? หย่งเยี่ยรู้สึกว่าสมองหลี่เหยียนเหนียนน้ำเข้าจนเพี้ยนไปแล้ว
หากตวนหวางรักลูกจริง ทำไมถึงไม่ยอมส่งซื่อจื่อไปรักษาตัวที่โหยวหลีกู่ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน?
เด็กชายถึงกับเห็นว่า การที่โอรสหายป่วย อยู่ในการคาดการณ์ของตวนหวางอยู่แล้ว และที่ให้เด็กชายชุดม่วงไปโหยวหลีกู่ เหมือนกับตวนหวางไม่ได้แยแสความเป็นตายของโอรสเลย
แต่ที่หย่งเยี่ยอยากรู้มากที่สุด คือความสัมพันธ์ของตัวเขากับคนในครอบครัวนี้ เพราะเขาหน้าเหมือนซื่อจื่อมากเกินไป
“เสด็จพ่อ ท่านว่าแปลกหรือไม่? ที่หุบเขาของหุยหุนซือฝุ ข้าเหมือนจะเห็นเด็กคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับข้ามากๆ พอข้าอยากจะดูให้ชัดๆ หุยหุนซือฝุก็ส่งเขาจากไปเสียแล้ว” หย่งเยี่ยดื่มโจวพลางเปรยขึ้นอย่างแนบเนียน
สายตาเด็กชายหลุบต่ำ จับที่มือตวนหวาง มือใหญ่แข็งแรงที่วางบนเข่าคู่นั้นกระตุกวูบ แล้วกลับมานิ่งสนิทดังเดิมอย่างรวดเร็ว
“จริงรึ? หน้าเหมือนเจ้ามากจริงๆ หรือ?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เหมือนมากๆ เลย”
ตวนหวางมิได้เอ่ยอะไรอีก ลูบศีรษะเขา กล่าวยิ้มๆ ว่า
“โลกนี้มีคนหน้าเหมือนกันก็ไม่ได้แปลกอะไร อย่างท่านแม่เจ้ากับบรรดาเจี่ยเม่ย[9]ร่วมตระกูลของนาง สมัยยังเด็กก็หน้าตาเหมือนกันมาก”
“อ้อ” หย่งเยี่ยดื่มโจวเสร็จเช็ดปาก คว้ามือตวนหวางมา ชวนยิ้มๆ “เราไปดูกันเถิดว่าท่านแม่กำลังทำอะไรอยู่”
ตวนหวางชะงัก โน้มตัวลงพูดกับเขาว่า
“ช่วงเวลานี้ท่านแม่เจ้ามักจะงีบหลับ อย่าไปกวนนางเลย จริงสิ มะรืนนี้ทางวังหลวงพระราชทานงานเลี้ยงกินข้าวปีใหม่ ไท่โฮ่ว[10]เห็นเจ้าหายดี ต้องโสมนัสมากเป็นแน่ เจ้ากลับเรือนกวนอวี้ไปก่อนเถิด”
ตอนหย่งเยี่ยเดินออกไปข้างนอก ก้าวย่างเนิบช้าเรียบเรื่อย เหมือนดั่งเด็กชายชุดม่วงในหุบเขา ขณะที่ในใจคิดว่า ในโลกนี้คนที่หน้าเหมือนกันมีเยอะขนาดนี้เชียว? เขาไม่เชื่อหรอก มือตวนหวางกระตุกแค่ครั้งเดียวนั้น กลับไม่อาจเล็ดลอดสายตาเขาได้ สะเก็ดไฟแห่งความสงสัยได้ถูกจุดขึ้นภายในใจตวนหวาง เขาจะยืนอยู่ข้างๆ รอดูไฟลามทุ่งก็แล้วกัน
อารมณ์ของหย่งเยี่ยในยามนี้เจิดจ้าสดใสดุจแสงแดดยามเหมันต์ มีตวนหวางที่เล่าขานกันว่าฆ่าคนไม่กะพริบตาคอยช่วยเหลือ ภัยคุกคามที่โหยวหลีกู่มีต่อเขารังแต่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ
ตวนหวางมองดูหย่งเยี่ยเดินจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าได้ปลาสนาการ ฝ่ามือตบเปรี้ยงลงบนโต๊ะทำงานเต็มแรง ขบกรามพูดว่า “หลี่เหยียนเหนียน พวกเจ้าอำมหิตเกินไปแล้ว...สักวันข้าต้องทำลายโหยวหลีกู่ให้จงได้!”
ตวนหวางเดินเข้าไปในเขตเรือนชั้นใน ตวนหวางเฟยกำลังเอนหลังพักผ่อนอยู่บนตั่งอย่างอ่อนเพลีย ตวนหวางโบกมือให้เหล่าสาวใช้ออกไป ผ่อนฝีเท้าเบาลง ยังคงปลุกหวางเฟยตื่นอยู่ดี นางลืมตาขึ้นยิ้มอ่อนๆ
“ข้าไม่ใช่หมูสักหน่อย จะได้นอนหลับอุตุทั้งวัน”
ตวนหวางเดินไปถึงหน้าตั่ง กุมมือพระชายาไว้ นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า
“หย่งเยี่ยบอกว่า เห็นเด็กคนหนึ่งในโหยวหลีกู่...หน้าเหมือนเขามาก”
ตวนหวางเฟยตกใจจนลุกพรวดขึ้นนั่งตัวตรง ตาแดงก่ำทันที
“อยู่ในโหยวหลีกู่จริงๆ หรือ?”
ตวนหวางส่ายหน้า
“ตั้งแต่ตอนที่หลี่เหยียนเหนียนเอ่ยถึงหมอเทวดาหุยหุนเมื่อสามปีก่อน ข้าก็รู้แผนการของพวกมันแล้ว ใจคิดแต่ว่าเด็กคนนั้นอยู่ในโหยวหลีกู่ใช่หรือไม่? แต่สุดท้ายหย่งเยี่ยก็กลับมา ไม่ได้ถูกเปลี่ยนตัว ข้าคิดว่า...เด็กคนนั้นปลอมตัวเป็นหย่งเยี่ยไม่สำเร็จ คงไม่ใช่ว่า...”
น้ำตาตวนหวางเฟยร่วงพรูลงอาบแก้ม พูดเสียงสั่นอย่างเคียดแค้น “ทำไมพวกมันถึงได้เหี้ยมอย่างนี้! อยากได้อะไรหรือไม่เคยให้พวกมัน? แค่เหี้ยมยังพอทำเนา...”
ตวนหวางเอามือปิดปากพระชายาเบาๆ เอ่ยปลอบเสียงอ่อน
“หย่งเยี่ยจะพลอยเสียใจไปด้วย ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย วันนี้เด็กคนนั้นเอ่ยปากขอให้ข้าเล่นกับเขา อย่างไรเจ้าก็เป็น...ของเขา”
ตวนหวางเฟยหันหลังให้อย่างเจ็บแค้นใจ เอ่ยทั้งน้ำตา
“จะให้ข้าดีกับเขาได้อย่างไร? แค่มองเขา ข้าก็ทุกข์ใจแล้ว!”
ตวนหวางกระแอมเจื่อนๆ สองครั้ง เอ่ยเตือนว่า
“บางที...อาจจะอยู่ในโหยวหลีกู่จริงๆ?”
ตวนหวางเฟยหันกายมา จ้องสวามีเขม็ง เอ่ยเน้นทีละคำๆ
“หลายปีปานนี้แล้ว ไม่มีข่าวคราวเลยสักนิด ตอนนี้จะมากจะน้อยก็มีข่าวบ้างเล็กน้อย หรือยังจะกลัวโหยวหลีกู่ด้วย?”
ตวนหวางยิ้มน้อยๆ “เรื่องนี้...ต้องดูแผนการของข้าละนะ”
ดวงตาตวนหวางเฟยวาบประกายแห่งความหวัง ประกายตานี้สยบจิตวิญญาณ ตวนหวางค่อยๆ ช้อนเรือนผมดำขลับของนางขึ้นมาสูดดมลึกๆ หัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “เชื่อข้า ไม่มีผิดแน่นอน!”
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] “พู่กันที่เติมตา” เป็นสำนวนจีน หมายถึง การใส่คำวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งไว้ตรงประเด็นสำคัญของงานเขียนหรือคำพูด ทำให้งานเขียนยิ่งมีมิติ มีชีวิตชีวามากขึ้น
[2] คนจีนโบราณจะใช้ตราประทับแทนลายเซ็น ตัวตราประทับจะแกะสลักจากหินหยก หิน ไม้ หรือโลหะ ใช้ชาดแทนน้ำหมึกในการประทับตรา
[3] “กายกระดูกเนิ่นนานผันแปรไป ใจคงมั่นยังมีใดจะกล่าว!” หมายถึง แม้ร่างกายจะแก่ตัวลงตามวันเวลา แต่จิตใจยังคงยึดมั่นไม่เปลี่ยนผัน
[4] “รถถึงหน้าภูย่อมมีทาง เรือถึงหัวสะพานย่อมตรงเอง” เป็นสำนวนที่ใช้ปลอบใจตัวเอง หมายถึง เมื่อเหตุการณ์มาถึงตรงหน้า ย่อมจะมีหนทางแก้ไขเอง
[5] “แต่งกับไก่ทำตามไก่” มาจากสำนวนเต็มว่า “แต่งกับไก่ทำตามไก่ แต่งกับหมาทำตามหมา” หมายถึง ผู้หญิงแต่งงานกับใคร ก็ต้องปรับตัวตามสามี
[6] “หิ้งป๋อกู่” คือหิ้งไม้สำหรับวางโชว์โบราณวัตถุโดยเฉพาะ เอกลักษณ์คือชั้นวางของภายในหิ้งจะแบ่งเป็นช่องสูงต่ำไม่เสมอกัน (ดูภาพที่ x หน้า x)
[7] สี่สมบัติแห่งห้องอักษร ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก
[8] ร้านม่อฟังจาย แปลว่า ร้าน (น้ำ) หมึกหอม
[9] “เจี่ยเม่ย” แปลว่า พี่สาวน้องสาว; เจี่ย แปลว่า พี่สาว, เม่ย แปลว่า น้องสาว
[10] “ไท่โฮ่ว” คือคำ “ไทเฮา” ในภาษาจีนกลาง แปลว่า พระพันปีหลวง คือพระมารดาของฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบัน และราชินีของฮ่องเต้รัชกาลก่อน