ตอนที่ 11 งานเลี้ยงราตรีในพระราชวัง (1)
พระราชวังของจิงตู...เมืองหลวงแห่งแคว้นอาน ยิ่งใหญ่โอฬารเช่นดั่งพระราชวังทุกแห่ง
หย่งเยี่ยมองดูกำแพงวังอันสูงใหญ่มองไม่เห็นสุดปลาย แสนอิจฉาฮ่องเต้
คำนวณตามราคาเฉลี่ยตารางเมตรละห้าพันหยวน กลุ่มคฤหาสน์ของฮ่องเต้ต้องจ่ายหลายพันล้านหยวนเป็นอย่างน้อย ถ้าเขามีเงินมากขนาดนี้ เขาไม่มีทางอาศัยอาชีพนักฆ่าหากินแน่นอน พึงทราบว่าโหยวหลีกู่ให้เงินเดือนเขาแค่เดือนละสองตำลึงเท่านั้น
เงินสองตำลึงซื้อที่ได้กี่ตารางเมตร? หย่งเยี่ยนึกถึงเถ้าแก่อ้วนที่ตลาดของโหยวหลีกู่อย่างสุดเซ็ง เสื้อบางๆ ที่ซื้อให้ชิงอีซือฝุยังตั้งราคาเสียตั้งสิบตำลึง
แต่ฮ่องเต้กลับฟุ่มเฟือยถึงขนาดให้พระสนมแต่ละนางอยู่คฤหาสน์หนึ่งหลัง คฤหาสน์แต่ละหลังต้องมีคนกวาดพื้นสองคน คนทำอาหารสองคน คนเฝ้าประตูสองคน คนรับใช้ดูแลเรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับสองคน คนแต่งหน้าสองคน คนเทกระโถนสองคน...
หย่งเยี่ยคิดแบบค่อนข้างมีมนุษยธรรมว่า ต้องสองคนถึงจะผลัดกันพักผ่อนได้
ฮ่องเต้ยังจ้างขันทีอีกนับไม่ถ้วนมาคุมพนักงานเหล่านี้ เพื่อรับประกันว่าบรรดาภรรยาจะสามารถตั้งอกตั้งใจปรนนิบัติท่านได้ และจ้างบอดี้การ์ดอีกนับไม่ถ้วนเพื่อรับประกันความปลอดภัย
นี่แค่เรื่องภายในบ้าน ก็พอๆ กับบริหารกิจการหนึ่งแล้ว ยังไม่นับเรื่องจัดการกิจธุระของแคว้น
พอคิดแบบนี้ เด็กชายก็รู้สึกว่าฮ่องเต้เป็นอภิมหาเศรษฐีเฒ่าที่น่าสงสาร มีเงินมากถึงขีดสุด กลัวนักหนาว่าสักวันจะถูกโค่นล้ม ถูกคนอื่นแย่งเก้าอี้ประธานบริษัท ต้องหมดเงินสิ้นอำนาจ พอคิดเรื่องเหล่านี้ทุกวี่วัน ก็จะไม่มีวันที่ได้ผ่อนคลายจิตใจเลย
เด็กชายแอบใคร่ครวญอยู่ในใจ ตัวเขาขอใช้ชีวิตรวยแค่นิดหน่อยก็พอใจแล้วดีกว่า มีเงินมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดี
“วังหลวงงดงามมากใช่ไหม?” ตวนหวางถามเขาอยู่ข้างๆ
หย่งเยี่ยประเมินทุกอย่างของวังหลวงด้วยสายตาระดับมืออาชีพอย่างมาก
เขาไม่เคยมาวังหลวง ในคู่มือวังตวนหวางบอกว่าซื่อจื่อผู้นี้ไม่เคยเข้าวังหลวงมาก่อน ตวนหวางเสาะหาหมอมีชื่อไปทั่ว ไท่โฮ่ว อวี้เจียตี้ส่งหมอหลวงมาตรวจ เรื่องทั้งหมดล้วนดำเนินการอยู่ในวังตวนหวาง
ฟังว่าไท่โฮ่วยังเคยไปเยือนวังตวนหวางเพื่อเยี่ยมหลานย่าตัวน้อยที่ไม่ยอมพูดคนนี้อีกด้วย ตวนหวางขอร้องให้มหาเสนาบดีจางรีบแต่งกลอนบทใหม่มาล่อให้หย่งเยี่ยเอ่ยปากพูด กระนั้นไท่โฮ่วยังคงเสด็จกลับไปอย่างเศร้าเสียใจอยู่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ไท่โฮ่วต้องเศร้าเสียใจ หย่งเยี่ยจึงไม่เคยเผยโฉมต่อหน้าเสด็จย่าอีกเลย
เด็กชายเหลียวมองโน่นนี่ไปตลอดทางโดยไม่ปิดบังความสนใจใคร่รู้ที่มีต่อพระราชวัง ได้เห็นการผสมผสานกันลงตัวอย่างสมบูรณ์ของการแกะสลักแบบสามมิติเต็มตัว การแกะสลักแบบลายฉลุ และการแกะสลักแบบนูน ก็ชักจะคันมือนิดๆ ค่อยนึกขึ้นได้ว่าตัวเขายังมีวิชาที่ถนัดอีกหนึ่งอย่าง ไว้วันไหนเลิกเป็นซื่อจื่อไปหนีตาย ไม่แน่ว่ายังอาจจะอาศัยวิชานี้หากินได้ จึงอดภูมิใจนิดๆ ไม่ได้
พระราชวังของแคว้นอานเป็นแบบจีนจ๋า นี่คือข้อสรุปที่หย่งเยี่ยได้ เพราะตำแหน่งของตำหนักต่างๆ ที่นี่คล้ายกับที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่งอย่างมาก บนแนวเส้นตรงผ่ากลางพระราชวังร้อยเรียงด้วยท้องพระโรงและบรรดาตำหนักสูงใหญ่ รอบด้านประดับด้วยตำหนักระดับรองลงไปและหอห้องต่างๆ ขับเน้นถึงอำนาจบารมีของโอรสสวรรค์ เขามองเห็นพระตำหนักสูงใหญ่ ณ ใจกลางแห่งนั้นได้แต่ไกล คิดในใจว่าที่นั่นคือห้องประชุมที่ใหญ่โตและสูงศักดิ์ที่สุดของแคว้น
ฮ่องเต้จะเรียกขุนนางตื่นเช้ามาเข้าประชุมตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางทุกวัน ถือว่ายังมีมนุษยธรรมมากอยู่ เพราะอย่างไรที่นี่ไม่มีทั้งโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และคอมพิวเตอร์ กลางคืนจึงเข้านอนกันแต่สองทุ่ม นอนไปจนตีสามครึ่ง รับรองว่าได้นอน ๗-๘ ชั่วโมง เลิกประชุมราชการแล้ว ก็มีเวลาอีกมากมายให้พักผ่อนหาความบันเทิง
เด็กชายแอบคิดในใจ สงสัยตัวเขาคงไม่ชินกับเวลาทำงานแบบนี้แน่ ถ้ามาสายทุกวันจะถูกโบยไม้พลองกลางท้องพระโรงไหมนะ?
เรือนสี่บรรจบ[1] ในพื้นที่สี่เหลี่ยมเกาะเกี่ยวกันกรอบแล้วกรอบเล่า ตำหนักใหญ่เชื่อมกับตำหนักริม[2]ประกอบกันเป็นเขตเรือน กำแพงแดงหลังคาเหลืองเฉกเดียวกัน อิฐสุวรรณระเบียงหยกเฉกเดียวกัน ชื่อของพระราชวังยังคงเรียกว่า “นครต้องห้ามจื่อ”[3] เช่นเดิม ปราณจื่อมาแต่บูรพา ดาวจื่อเวย[4]เป็นดาวจักรพรรดิ...ขอเพียงเป็นยุคโบราณ ความคิดก็จะครือๆ กัน
รอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากเด็กชาย นึกถึงประโยคดังมากประโยคนั้น : นึกว่าเปลี่ยนมาใส่ชุดเกราะแล้วฉันจะจำนายไม่ได้เรอะ?[5]
ดูไปพลางคิดไปพลางตลอดทาง จังหวะนี้ได้ยินตวนหวางเอ่ยถามเขา จึงหัวเราะหึหึ ตอบว่า “ไม่สบายเท่าวังเราพ่ะย่ะค่ะ!”
คำตอบของเด็กชายทำให้ตวนหวางงุนงง กระซิบถามว่า
“เพราะเหตุใด?”
“หวงซั่ง[6]มีราชโอรสสามท่าน เสด็จพ่อมีข้าแค่คนเดียว ข้าไม่ต้องย้ายออกไปอยู่ข้างนอกพ่ะย่ะค่ะ” หย่งเยี่ยตอบยิ้มๆ
ตวนหวางอดยิ้มไม่ได้ ค่อยๆ ย้อนใคร่ครวญคำตอบของโอรส สายตาที่มองดูเด็กชายเพิ่มแววครุ่นคิดขึ้นอีกชั้น
หลังหย่งเยี่ยหายป่วย ที่แท้ความคิดอ่านเฉียบคมปานนี้ เด็กอายุสิบขวบกลับสามารถกล่าวคำพูดที่แฝงนัยลึกซึ้งได้ ประโยคเดียวกินความถึงกลิ่นคาวเลือดและการเข่นฆ่าประหัตประหารมากมายเท่าไร ที่เกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงพระราชวังอันวิจิตรงดงามแห่งนี้ ตวนหวางจำเป็นต้องมองโอรสใหม่เสียแล้ว
หย่งเยี่ยไม่ได้สังเกตสีหน้าของตวนหวาง เด็กชายตื่นเต้นมาก ชาติก่อนเขาเป็นคนไม่มีหน่วยงานสังกัด ได้แต่ฟังคนอื่นเล่าถึงความครึกครื้นเวลาบริษัทจัดเลี้ยงปีใหม่ทุกปี ไม่นึกฝันว่าวันนี้จะได้กินเลี้ยงแบบนั้นให้หายอยากบ้าง
ตวนหวางเฟยพลันถอนหายใจออกมาเบาๆ จูงมือเด็กชาย
“ที่นี่กว้างเกินไป เดินกับเหนียง[7]นะ”
หย่งเยี่ยตะลึง สัมผัสที่มือช่างนุ่มนิ่ม เขาจึงเบิกบานใจ คิดจะเอ่ยปากพูด แต่เห็นว่าบางทีตวนหวางเฟยอาจจะไม่ชอบ จึงเลิกล้มความคิดนี้
ตวนหวางที่เดินอยู่ด้านข้างปรายตามองสองแม่ลูก ท่าทางที่หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กน้อยจูงมือกันเดินช่างดูปรองดองปานนั้น ท่านเผลอใจอ่อนยวบอย่างห้ามไม่อยู่ กระซิบบอกโอรสว่า
“หย่งเยี่ยไม่เคยเห็นหวงซั่งมาก่อน จะกลัวหรือไม่?”
เด็กชายส่ายหน้า วังหลังหญิงงามสามพันนาง เขากลัวแต่ว่าคืนนี้ตัวเองจะดูเพลินจนตาบอดเสียมากกว่า
“เด็กดี จำไว้ล่ะว่าให้เรียก ‘หวงซั่ง’ ก่อน ค่อยเรียก ‘เสด็จลุง’! ต้องพูดออกมาล่ะ” ตวนหวางวางใจในตัวโอรสมากขึ้นทุกที โอรสคนนี้สร้างความประหลาดใจที่น่ายินดีให้ท่านได้ทุกครั้งที่คุยกัน ท่านนึกทอดถอนนิดๆ และภูมิใจหน่อยๆ อย่างไรก็เป็นลูกของท่านละนะ ตวนหวางรู้สึกว่ามี “ความรู้สึกของคนเป็นพ่อ” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในกายท่าน
หย่งเยี่ยพยักหน้า เห็นตวนหวางกับหวางเฟยเหมือนค่อยโล่งอก ก็พูดยิ้มๆ “เสด็จพ่อวางพระทัยเถิด หย่งเยี่ยจะกล่าวทักทายดีๆ แน่นอน ไม่มีทางทำให้วังเราต้องขายหน้าดอกพ่ะย่ะค่ะ”
งานเลี้ยงปีใหม่จัดขึ้นที่ตำหนักบรรทมของไท่โฮ่ว...พระตำหนักอวี้ชิ่ง ในวังหลัง นี่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตโอ่อ่าเป็นรองเพียงพระตำหนักบรรทมของฮ่องเต้...พระตำหนักหลงเสียง เหนือบันไดหินหยกขาว ประตูตำหนักทาสีแดงเปิดออกกว้าง นางกำนัลและขันทียืนเรียงแถวยาวลงไปถึงด้านล่างของบันไดหิน
ยามครอบครัวตวนหวางทั้งสามคนมาถึง เสียงรายงานยาวเหยียดดังสะท้อนเนิ่นนานอยู่ภายในห้องโถงใหญ่อันเวิ้งว้าง
สนมนางในจากแต่ละตำหนักและบรรดาราชโอรสราชธิดาต่างเข้านั่งประจำที่กันหมดแล้ว เมื่อเข้าสู่พระตำหนักอวี้ชิ่ง หย่งเยี่ยตาลายไปหมดทันที
สายลมหอมกรุ่นโชยมาเป็นระลอก เสียงสรวลเสสนทนา เสียงหยกประดับ เสียงปิ่นระย้าแกว่งไกวดังเบาๆ มาจากรอบด้าน เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองตวนหวางเฟยที่สุขุมเยือกเย็น เห็นว่านางงดงามที่สุดอยู่ดี เขาอดภูมิใจนิดๆ ไม่ได้ มือกุมแน่นขึ้น คางเชิดขึ้นสูงเหมือนตวนหวาง
“ซื่อจื่อของตวนหวางหรือ?”
“คล้ายตวนหวางเฟยเหลือเกิน ช่างงามแท้!”
“ฟังว่าเมื่อก่อนเป็น...ปัญญาอ่อน!”
“...เป็นใบ้กระมัง!”
เสียงทางด้านหลังกระซิบกันเบามาก แต่กระทั่งเข็มตกหนึ่งเล่มในความมืด หย่งเยี่ยยังรู้สึกได้ เสียงซึ่งซ่อนอยู่ในที่ลับเหล่านี้ถูกเขาได้ยินถนัดถนี่ทุกถ้อยคำ เด็กชายรู้สึกว่าตวนหวางเหลือบมองมาอย่างห่วงใย เขาคงรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ แล้วรู้สึกได้ว่าตวนหวางเหมือนค่อยโล่งอก
หย่งเยี่ยเดินอยู่ด้านหลังตวนหวาง มองไม่เห็นสีหน้าของท่าน แต่รู้สึกได้ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ เบาลง เขาลอบยิ้ม สายตาของเสด็จพ่อเขาท่านนี้ดุเสียยิ่งกว่าดุ คนที่ถูกปรายตามองจงหุบปากแต่โดยดีจะดีที่สุด ตวนหวางท่านจะได้ไม่ว้ากใส่
มือเล็กๆ ถูกตวนหวางเฟยกุมแน่นกว่าเดิม ความต้องการปกป้องที่เผยออกมาโดยธรรมชาตินี้ทำให้หย่งเยี่ยนึกตื้นตัน ไม่ว่าตวนหวางเฟยจะเย็นชากับเขาหรือไม่ ก็ไม่อนุญาตให้คนนอกทำร้ายเขาแม้ผมสักเส้น
ไท่โฮ่ว อวี้เจียตี้ หวงโฮ่ว ต่างยังไม่เสด็จ หลังจากตวนหวางอมยิ้มเอ่ยทักทายเสด็จอาชราและจิ้งอานโหวเป็นต้น ก็นั่งลงที่โต๊ะเดียวกัน ที่นั่งของหย่งเยี่ยอยู่รวมกับบรรดาราชโอรสราชธิดา
ตวนหวางเฟยจูงหย่งเยี่ย เอ่ยเสียงนุ่มกับขันทีว่า “ซื่อจื่อมาวังหลวงเป็นครั้งแรก กงกงช่วยดูแลให้มากหน่อยเถิด”
ขันทีผู้นั้นรับคำถี่ๆ เดินนำหย่งเยี่ยไป
ตอนเดินตามขันทีไปยังมุมห้องโถงใหญ่ เด็กชายอดเหลียวหลังกลับไปดูไม่ได้ เห็นตวนหวางเฟยยังคงยืนมองเขาอยู่ที่เดิม จุดอ่อนนิ่มภายในใจของเด็กชายถูกกระแทกใส่โดยแรง บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือกังวล นางช่างเหมือนแม่ของเขาเหลือเกิน เด็กชายถอนหายใจเบาๆ
โต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องโถงใหญ่โต๊ะนี้มีองค์ชายนั่งอยู่สามคน องค์หญิงสี่คน ซื่อจื่อสองคนและจวิ้นจู่[8]หนึ่งคน ทุกคนต่างเคยเห็นหน้ากันมาแล้ว จึงคุ้นเคยกันดี กำลังหัวเราะสนทนากัน ครั้นเห็นขันทีพาหย่งเยี่ยเข้ามา ก็พากันเบิกตากว้างมองดูเด็กชายหน้าใหม่อย่างสนใจใคร่รู้
หย่งเยี่ยเห็นว่าเป็นกลุ่มเด็กๆ แม้จะมีราชโอรสอยู่ด้วย เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะถวายบังคมอย่างไร จึงคลี่ยิ้มแล้วนั่งลงยังที่นั่งท้ายสุด
“หย่งเยี่ยเกอเกอ[9]!” อยู่ๆ เด็กหญิงน้อยวัยหกขวบก็ลุกพรวดจากที่นั่งวิ่งมาที่เขาร้องเรียกเขาเสียงหวาน
หย่งเยี่ยยังไม่ทันได้ดูราชโอรสทั้งสาม ได้ยินเสียงเรียกนี้ก็หันหน้าไป ได้เห็นดวงตาดำสนิทคู่หนึ่ง เรือนผมดำขลับดุจไม้มะเกลือ สวมเสื้อนวมชายยาวที่ปกเสื้อขลิบขนสุนัขจิ้งจอกขาว ขับเน้นผิวให้ยิ่งขาวผ่องกว่าหิมะ ริมฝีปากแดงเรื่อฟันขาวสะอาด
เจ้าหญิงสโนไวท์! เขาอดยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กหญิงไม่ได้ เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
“ข้าชื่อเฉียงเวย![10] ข้าคือเฉียงเวยจวิ้นจู่ในจิ้งอานโหว! หย่งเยี่ยเกอเกอ ท่านสวยจังเลย!” เสียงของเด็กหญิงใสเสนาะไพเราะ ตะโกนจนได้ยินกันหมดทั้งโต๊ะ
หย่งเยี่ยอยากจะหอมแก้มเด็กหญิงแรงๆ สักฟอดจริงๆ น่ารักชะมัดเลย
“เฉียงเวยต่างหากที่สวย ต่อไปต้องเป็นหญิงงามล้ำแน่ๆ!”
“ข้าชอบหย่งเยี่ยเกอเกอ! ไว้โตแล้วข้าแต่งงานกับท่านนะ?”
หย่งเยี่ยตกตะลึง หัวเราะหึหึออกมา ฉับพลันนั้นเสียงตวาดกระด้างจัดดังขึ้นทันที
“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! ยังไม่ถวายบังคมเปิ่นกง[11]เลยนะ! ไม่รู้จักมารยาท!”
หย่งเยี่ยชะงัก หันไปมอง เห็นคนพูดรูปงามมาก โครงหน้าคมสันชัดเจน สวมชุดทอจากผ้าต่วนดำปักลายมังกรสี่เล็บดั้นเมฆในวงกลม[12] ใช้ปิ่นหยกดำยึดมวยผม ชุดที่สวมคือชุดราชพิธีของราชโอรสนั่นเอง ผู้พูดปรายหางตามองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ
ด้านซ้ายขององค์ชายผู้นี้มีเด็กหนุ่มอายุเท่ากันหน้าตาคมคายนั่งอยู่ สวมชุดผ้าต่วนปักลายมังกรสี่เล็บเช่นกัน เพียงแต่เป็นสีม่วง ผมก็เสียบยึดด้วยปิ่นหยกม่วง ตลอดทั้งร่างแผ่กลิ่นอายบุคลิกนุ่มนวลประดุจหยก
ด้านซ้ายของเด็กหนุ่มชุดม่วง คือเด็กหนุ่มในชุดผาวสีเขียวที่อายุพอๆ กับเขา หย่งเยี่ยทราบว่านี่คือราชโอรสทั้งสามของแคว้นอานนั่นเอง จึงยิ้มพลางลุกขึ้นยืน ประสานมือโค้งกายคารวะราชโอรสทั้งสาม
“หย่งเยี่ยเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรก ไม่ทราบมารยาท ถวายบังคมองค์ชายทั้งสามท่าน ถวายบังคมองค์หญิงทุกท่านพ่ะย่ะค่ะ สวัสดีซื่อจื่อเกอเกอทั้งสองท่าน”
“เอ้อร์ตี้[13] หย่งเยี่ยมาที่วังหลวงเป็นครั้งแรก เขายังเล็ก ผู้ไม่รู้ไม่พึงตำหนิ” องค์ชายใหญ่หลี่เทียนโย่วเอ่ยปากคลี่คลายสถานการณ์อย่างอ่อนโยน
องค์ชายรองหลี่เทียนรุ่ยที่เป็นผู้ตวาดว่าหย่งเยี่ยแค่นเสียงเฮอะ
องค์ชายสามหลี่เทียนเสียงไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงพินิจดูหย่งเยี่ยอย่างสนใจใคร่รู้
องค์ชายใหญ่เป็นเช่นที่หลี่เหยียนเหนียนบอกไว้จริงๆ สุภาพอ่อนโยน กลิ่นอายตำราเต็มตัว นิสัยดีมาก หย่งเยี่ยนึกถึงภารกิจที่โหยวหลีกู่สั่งมา รีบยิ้มตอบองค์ชายใหญ่เพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณ
“เฉียงเวย กลับมา!” หลี่เทียนรุ่ยกระชากเสียง
หย่งเยี่ยหันไปมองเฉียงเวย เห็นเด็กหญิงทำปากยื่นทันที แสดงสีหน้าไม่เต็มใจแต่ก็กลัว เด็กชายเข้าใจสาเหตุที่องค์ชายรองหาเรื่องเขาในบัดดล มุมปากเขากระตุก
หึงเด็กผู้หญิงอายุแค่หกขวบเนี่ยนะ? อยากจะหัวเราะเป็นบ้า...
หย่งเยี่ยยังคงยิ้มละไม เรื่องแบบนี้อย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า ตัวเขาเพิ่งจะสิบขวบ ยังไม่อยากเป็นศัตรูกับองค์ชายรองในตอนนี้
“ข้าอยากนั่งติดกับหย่งเยี่ยเกอเกอ!” เฉียงเวยกัดริมฝีปากแล้วพูดโพล่งเสียงดัง มือขยุ้มตัวเสื้อด้านหน้าของหย่งเยี่ยไว้แน่น
หย่งเยี่ยไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี กล่อมเด็กหญิงว่า
“อย่าดื้อสิ ที่นั่งของเจ้าอยู่ตรงโน้น รีบกลับไปนั่งที่ซะนะ”
“ข้าไม่ชอบเขา ข้าชอบหย่งเยี่ยเกอเกอ! ข้าจะนั่งตรงนี้!” เฉียงเวยเรียกขันทีมา ออกคำสั่งว่า “ย้ายที่นั่งของข้ามาตรงนี้!”
ขันทีตัวแข็งทื่อ
หย่งเยี่ยปวดศีรษะตุบๆ ทันที แอบเหลือบมองไป สายตาองค์ชายรองเหมือนจะพ่นไฟได้ ใบหน้าคมสันดำทะมึนจนแข่งกับท้องฟ้าราตรีข้างนอกได้สบาย
เราควรทำยังไงดี? หย่งเยี่ยถอนหายใจ ลุกขึ้นยืน อุ้มเฉียงเวยขึ้นให้นั่งบนเก้าอี้ของเขา ก่อนจะเดินเนิบๆ ไปถึงตรงหน้าองค์ชายรอง ประสานมือคารวะ “หย่งเยี่ยข้ามมาโดยพลการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะทำแบบนี้ เฉียงเวยกัดริมฝีปาก น้อยใจจนน้ำตาคลอหน่วย เด็กหญิงถูกทะนุถนอมเอาใจมาตั้งแต่เล็กจนโต แม้แต่องค์ชายรองที่เป็นราชโอรสของหวงโฮ่วยังให้ความสำคัญต่อนางอย่างมาก หย่งเยี่ยกลับไม่ไว้หน้านางเลย
หลี่เทียนรุ่ยมองหน้าญาติผู้น้อง ค่อยมองสีหน้าของเฉียงเวย ไฟริษยาพลันลุกฮือในใจ แค่นหัวเราะเย็นชาพูดว่า “เจ้าคู่ควรด้วยรึ!”
หย่งเยี่ยชะงักงัน เขากำลังกลุ้มใจว่าควรจะกลับหลังหันเดินจากไปดีไหม จะอย่างไรก็ห้ามทำให้วังตวนหวางต้องขายหน้าเด็ดขาด
ได้ยินหลี่เทียนโย่วเอ่ยยิ้มๆ ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
“ซานตี้[14] ไปนั่งติดกับเอ้อร์ตี้เถิด หย่งเยี่ยมานั่งข้างๆ ข้านี่”
องค์ชายสามหลี่เทียนเสียงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย เดินไปถึงตรงหน้าองค์ชายรองที่หน้าตาบึ้งตึง ยิ้มระรื่นพูดว่า
“เอ้อร์เกอ[15] ข้านั่งติดกับท่านนะ!”
ดูท่าทางองค์ชายสามคนนี้นิสัยตรงไปตรงมาแต่ก็ดูสถานการณ์เป็น ถึงจะอายุเท่าเขา ก็ประมาทไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้หย่งเยี่ยจึงยิ้มให้องค์ชายสามอีกราย ผูกความแค้นกับองค์ชายรองแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปแล้ว เขาไม่อยากมีศัตรูเพิ่มอีกคนหรอกนะ เด็กชายทำการวิเคราะห์องค์ชายทั้งสามทีละคน ขณะที่เดินไปนั่งลงทางด้านซ้ายขององค์ชายใหญ่
หลี่เทียนรุ่ยแค่นยิ้มเย็นชา โพล่งขึ้นอีกประโยค
“ไอ้หน้าขาว!”[16]
หย่งเยี่ยลูบหน้าตัวเอง พูดยิ้มๆ
“ ‘ไอ้หน้าขาว’ หมายถึงหน้าขาวมากหรือพ่ะย่ะค่ะ? วันนี้ใบหน้าเหนียงเนี่ยง[17]ทุกท่านต่างขาวมากกันทั้งนั้น!” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่หลี่เทียนโย่ว “ฝ่าบาทใหญ่ก็หน้าขาวมากเหมือนกัน!”
หลี่เทียนโย่วเครื่องหน้าคมคาย เด็กที่โตมาในรั้วในวังต่างแทบจะไม่ได้ตากแดด ผิวจึงขาวใสจริงๆ ไม่เพียงแต่หลี่เทียนโย่วที่ผิวขาว หลี่เทียนรุ่ย หลี่เทียนเสียง และบรรดาองค์หญิง ซื่อจื่อในโต๊ะนี้ ต่างก็ผิวบางใสแทบจะปริกันทั้งนั้น ได้ยินหย่งเยี่ยพูดซื่อๆ บิดเบือนความหมายขององค์ชายรองโดยไม่ได้เจตนา ทั้งโต๊ะก็พากันหัวเราะครืน
หลี่เทียนโย่วลูบหน้าตัวเอง หันไปมองหย่งเยี่ยอย่างอดไม่ได้ ในดวงตาทอแววยิ้มละไมจางๆ และคล้ายสนอกสนใจญาติผู้น้องคนนี้อย่างมาก
บนใบหน้าคมคายขององค์ชายใหญ่กลับมีดวงตาที่ลึกล้ำปานนี้ ทำให้หย่งเยี่ยตะลึง รู้สึกว่าไม่ค่อยสอดคล้องกับภาพลักษณ์นักศึกษาของอีกฝ่ายอย่างไรชอบกล
ทั้งโต๊ะต่างเป็นเด็ก อย่างไรเล่ห์เหลี่ยมยังมีน้อย จึงหัวเราะกันเต็มที่โดยมิได้นึกว่ากำลังหัวเราะเยาะองค์ชายรอง
เสียงหัวเราะปานกระดิ่งเงินของเฉียงเวยและบรรดาองค์หญิง ดั่งใบมีดกรีดเฉือนใบหน้าของหลี่เทียนรุ่ย เด็กหนุ่มเดือดจัดจนตบโต๊ะปัง ไม่ทราบอย่างไร ผัดรวมมิตร[18] ข้างหน้าจานหนึ่งกลับกระเด้งขึ้นมา น้ำผัดรวมมิตรกระเซ็นเปื้อนใส่เขาทั้งตัว
หลี่เทียนเสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ หลุดหัวเราะพรืดออกมา พริบตาเดียวเสียงหัวเราะระเบิดดังลั่นยิ่งกว่าเมื่อกี้เสียอีก ทำเอาขันทีพลอยก้มหน้ากลั้นหัวเราะไปด้วย
หย่งเยี่ยมองฉากนี้ด้วยสีหน้างุนงง ขณะที่ในใจนึกย่ามใจสุดแสน ลูกไม้นี้มีหรือเจ้าเด็กฝูงนี้จะดูออกได้?
หลี่เทียนโย่วปรายตามองหย่งเยี่ย ก่อนจะขมวดคิ้วสั่งขันที
“ยังไม่รีบพาฝ่าบาทรองไปเปลี่ยนชุดอีกรึ? ไท่โฮ่วกับหวงซั่งจะเสด็จอยู่แล้ว”
โต๊ะนี้ของพวกเขาอยู่ไกลสุด ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของรอบข้าง ได้ยินพี่ชายต่างมารดาเอ่ยเช่นนี้ หลี่เทียนรุ่ยก็นึกขึ้นได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ห้ามเสียมารยาทต่อหน้าเสด็จพ่อกับเสด็จย่าโดยเด็ดขาด จึงฉวยโอกาสที่คนอื่นๆ ในห้องโถงใหญ่ยังไม่ทันสังเกตข่มโทสะลง ถลึงตาเขียวปัดใส่หย่งเยี่ย แล้วเลือกไปเปลี่ยนชุดก่อนอย่างรวดเร็ว
หย่งเยี่ยนึกถึงคำประเมินองค์ชายรองของหลี่เหยียนเหนียน เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปี สามารถข่มกลั้นโทสะนี้ได้ ความคิดอ่านลึกล้ำไม่ใช่เล่นจริงๆ กับสายตาดุร้ายของหลี่เทียนรุ่ยที่มองมาก่อนจะลุกจากไปเปลี่ยนชุด หย่งเยี่ยมีเพียงความคิดเดียว
ลงมือก่อนแน่นอนกว่า ถ้ามีโอกาสต้องฆ่าหมอนี่ก่อน
กว่าหลี่เทียนรุ่ยจะกลับมาที่โต๊ะ ไท่โฮ่ว อวี้เจียตี้ และหวงโฮ่วต่างเสด็จมาถึงแล้ว ทุกคนพากันลุกจากที่นั่งคุกเข่ารับเสด็จ ร้องว่า “ทรงพระเจริญหมื่นปี” สามครั้ง
หย่งเยี่ยแอบเงยหน้าขึ้น ใช้สายตาที่คมกล้าอย่างน่าตะลึงซึ่งฝึกมาในความมืดพินิจดูอวี้เจียตี้ หวงโฮ่ว และไท่โฮ่วที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบจ้าง
บนมงกุฎของอวี้เจียตี้มีม่านไข่มุกห้อยลงมา สวมฉลองพระองค์ยาวคลุมเข่าลายมังกรห้าเล็บในกรอบลายขั้วเกาลัด[19] กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ระหว่างคิ้วแผ่กลิ่นอายหนักแน่นใจกว้าง เรียวปากคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่ง รอยยิ้มนี้แตกต่างอย่างมากกับรอยยิ้มของตวนหวาง มิได้มักจะให้อารมณ์ดุดันซ่อนดาบในรอยยิ้มเช่นดั่งตวนหวาง เห็นแล้วอบอุ่นดุจอาบลมวสันต์
หวงโฮ่วเป็นสตรีที่งดงามมาก แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ยามมงกุฎหงส์มังกรมุกมรกตองค์นั้นสวมอยู่บนเศียรของพระนาง ทำให้รู้สึกว่านอกจากพระนางสูงส่งเหนือผู้ใดแล้ว ยังให้อารมณ์มุ่งมั่นทะเยอทะยานอีกอย่าง
ในที่สุดหย่งเยี่ยก็เข้าใจ เครื่องหน้าที่คมเข้มเด่นชัดขององค์ชายรองนั้น ยามอยู่บนใบหน้าบุรุษเรียกว่ารูปงาม ยามอยู่บนใบหน้าของหวงโฮ่ว จะไม่อ่อนโยนพอเสียแล้ว
ขณะที่หลี่ซื่อ พระมารดาขององค์ชายใหญ่ที่เขาได้เห็นก่อนหน้านี้ มีใบหน้าหมดจดงดงามตามแบบฉบับสตรีเจียงหนาน[20]
หย่งเยี่ยถอนหายใจเบาๆ หากเป็นผู้ชาย ต้องรักใคร่โปรดปรานหลี่ซื่ออย่างแน่นอน ผู้หญิงที่แกร่งกล้าจะไม่กระตุ้นความรู้สึกอยากปกป้องของผู้ชาย มิน่าเล่าหลี่เหยียนเหนียนถึงบอกว่าหลี่ซื่อเป็นที่โปรดปราน
ส่วนบุคลิกองอาจเปิดเผยแบบจางซื่อ ก็เป็นแบบที่ผู้ชายชอบมากเช่นกัน เวลาคุยด้วยไม่ต้องระวังตัวมากนัก คนเป็นฮ่องเต้ย่อมจะมีเรื่องกลุ้มใจอยู่บ้าง จะบอกหลี่ซื่อที่อ่อนโยนก็กลัวว่านางจะตื่นตกใจ จะบอกหวงโฮ่วที่ชอบเอาชนะก็พูดไม่ออก ดังนั้นจางซื่อจึงเป็นที่โปรดปรานของอวี้เจียตี้มิใช่น้อยเช่นกัน
หย่งเยี่ยเห็นหวงโฮ่วมองมาทางนี้ จ้องชุดของหลี่เทียนรุ่ยเหมือนกำลังประหลาดใจว่าเหตุใดเขาถึงเปลี่ยนชุด หย่งเยี่ยรีบก้มหน้าลงทันที
หลี่เทียนรุ่ยหน้าบึ้งหุบปากเงียบ เด็กหนุ่มรู้ดีว่าหนึ่งฝ่ามือนั้นของตนไม่มีทางมีพลังมากขนาดนั้นเด็ดขาด สายตาปรายมองผ่านใบหน้าคมคายของพี่ชายต่างมารดา อารมณ์แค้นผุดขึ้นในใจทันที เด็กหนุ่มลงความเห็นว่าพี่ชายต้องแอบลงมืออย่างแน่นอน ในโต๊ะนี้น่าจะมีแต่หลี่เทียนโย่วที่มีวิทยายุทธ์ระดับนี้
หลังจากทุกคนนั่งที่ดังเดิมกันเรียบร้อย อวี้เจียตี้ตรัสถามขึ้นว่า “หย่งเยี่ยมาแล้วหรือ?”
สายตาของตวนหวางมองมา หย่งเยี่ยรีบเข้าไปถวายบังคมอวี้เจียตี้
“ถวายบังคมหวงซั่ง ถวายบังคมเสด็จลุง ถวายบังคมเสด็จย่า ถวายบังคมหวงโฮ่ว ถวายบังคมเหนียงเนี่ยงทุกท่านพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวยาวเหยียดในรวดเดียว คิดในใจว่าน่าจะไม่มีใครตกหล่นแล้ว
อวี้เจียตี้แย้มสรวลอย่างปลาบปลื้ม
“เป็นเด็กดีจริงๆ ลุกขึ้นเถิด!” ทรงมิได้ตำหนิที่หย่งเยี่ยเสียมารยาท กลับนึกนิยมความจริงใจเช่นนี้ของเด็กชายเสียอีก
“หย่งเยี่ยพูดได้แล้วจริงๆ มานี่สิ มาให้ย่าดูหน่อย” ไท่โฮ่วมีสีพระพักตร์ตื่นเต้นยินดี กวักมือเรียกหย่งเยี่ย
ไท่โฮ่วพระชนมายุเพียงห้าสิบปีเศษ มุกมรกตประดับเต็มเศียร ท่วงทีกิริยาภูมิฐานสำรวม แย้มเยื้อนอย่างเปี่ยมเมตตา
หย่งเยี่ยชื่นชอบสตรีมีบุคลิกแบบนี้มาก เดินเข้าไปหาตามคำเรียก ถวายบังคมอีกครั้ง ไท่โฮ่วดึงเขาลุกขึ้น รวบตัวเข้ามากอด ประคองใบหน้าของหลานย่าตัวน้อยจุปากชมเชย ตรัสยิ้มๆ กับตวนหวางว่า
“นี่เป็นเรื่องที่ชวนสบายใจที่สุดของปีนี้แล้ว เจ้ามีลูกแค่คนนี้คนเดียว ตอนนี้หายดีแล้ว อายเจีย[21] พลอยวางใจเสียที”
“ด้วยมหาบารมีของเสด็จแม่ปกเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ตวนหวางชูจอกน้อมคารวะสุรา สบตากับโอรส คลี่ยิ้มให้กำลังใจ
หย่งเยี่ยทราบดีว่ากิริยาวาจาของเขาในคืนนี้เป็นที่ถูกใจของตวนหวาง จึงอารมณ์ดีมากเช่นกัน รีบหันไปมองตวนหวางเฟย เห็นสีหน้าของนางเหมือนจะยิ้ม ดวงตาแฝงแววเศร้าสร้อยจางๆ ใจเขาปวดแปลบ ก้มหน้าลง
ภายในห้องโถงใหญ่ เสียงจอกสุรากระทบกัน กินข้าวปีใหม่กันอย่างเบิกบานสุขสันต์
หย่งเยี่ยถูกไท่โฮ่วดึงตัวไว้ตลอด จูบจอมถนอมเกล้าดั่งแก้วตาดวงใจ
หวงโฮ่วเห็นแล้วนึกริษยาอยู่นิดๆ โอรสของพระนางเองยังไม่เคยถูกไท่โฮ่วเอ็นดูรักใคร่ปานนี้เลย หวงโฮ่วแย้มสรวลพลางตรัสกับอวี้เจียตี้ว่า “ปี้เซี่ย หม่อมฉันเห็นซื่อจื่อกับตวนหวางเฟยคล้ายกันมากราวกับพิมพ์ เฉลียวฉลาดปานนี้ ที่เมื่อก่อนพูดไม่ได้ช่างเหลือเชื่อนัก”
“นั่นสิ หย่งเยี่ย เหตุใดที่ผ่านมาถึงไม่ยอมพูดเลยเล่า?” ไท่โฮ่วตรัสถามอย่างใคร่รู้
คิดจะหาเรื่องเราหรือ? หย่งเยี่ยกะพริบตาตอบว่า
“ฟังว่าเป็นเพราะมีเนื้องอกอยู่ในคอ พูดแล้วจะเจ็บ ได้แต่ใช้ยาละลายออกไป หย่งเยี่ยต้องดื่มยาขมๆ ตั้งครึ่งปีเต็มๆ เทียวพ่ะย่ะค่ะ”
“หย่งเยี่ยที่น่าสงสารของข้า! แล้วนี่ยังต้องกินยาอยู่อีกไหม?” ไท่โฮ่วถามอย่างเวทนา
เด็กชายส่ายหน้าแรงๆ “หย่งเยี่ยไม่อยากกินยาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้หายดีแล้วหรือ?”
“หายดีแล้ว เพียงแต่...ชอบง่วงนอน ตอนกลางวันชอบสัปหงก ฟังว่าต้องค่อยๆ ปรับตัวพ่ะย่ะค่ะ” หย่งเยี่ยใคร่ครวญแล้วค่อยตอบ หาข้ออ้างสำหรับวันหน้าเข้ามาเรียนหนังสือในวังหลวงแล้วง่วงนอนไว้เสร็จสรรพ
ตวนหวางที่อยู่ด้านล่างได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จนหมดสิ้น หย่งเยี่ยไม่เพียงแต่หายป่วยยอมพูดแล้ว ยังโกหกเป็นอีกด้วย ท่านอดหัวเราะหึหึไม่ได้ ยกจอกคารวะเสด็จอาสูงวัยที่นั่งร่วมโต๊ะกับท่าน สุราถึงจอกแห้งเหือด ดื่มอย่างสมใจยิ่ง
จังหวะนี้หลี่เทียนรุ่ยพลันลุกขึ้นพูดว่า “เสด็จพ่อ เสด็จย่า หย่งเยี่ยเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรก เทียนรุ่ยอยากจะมอบของขวัญให้หย่งเยี่ย พร้อมกับพาหย่งเยี่ยเที่ยวชมภายในวังหลวง ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม เทียนรุ่ยมีน้ำใจนี้นั้นประเสริฐนัก ไปเถิด” คำตรัสชมของอวี้เจียตี้ทำให้หวงโฮ่วพระพักตร์บาน
หลี่ซื่อกับจางซื่อต่างรีบส่งสายตาให้โอรสของตน
“เสด็จพ่อ ลูกก็มีของขวัญจะมอบให้หย่งเยี่ยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เทียนโย่วกับหลี่เทียนเสียงพูดขึ้นพร้อมกัน
อวี้เจียตี้เห็นโอรสทั้งสามรู้จักรักใคร่เป็นมิตรกับหย่งเยี่ย ก็โสมนัสยิ่ง ตรัสอนุญาตทั้งหมด แย้มสรวลพลางกล่าวกับตวนหวางว่า “องค์ชายทั้งสามต่างก็ชอบหย่งเยี่ย เจิ้นที่เป็นลุงเห็นแล้วดีใจนัก หลังปีใหม่ก็ให้หย่งเยี่ยเข้าวังหลวงมาเรียนหนังสือเถิด!”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” ตวนหวางกับหวางเฟยพากันกล่าวขอบคุณ หลังจากลุกขึ้น ได้หันไปมองหย่งเยี่ย ในดวงตากลับทอแววกังวลอยู่จางๆ
ที่อวี้เจียตี้รับสั่งเช่นนี้ ต้องประสงค์จะให้หย่งเยี่ยช่วยเหลือองค์ชายคนใดคนหนึ่งในวันหน้าเป็นแน่ อวี้เจียตี้กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ บรรดาขุนนางกลับมุ่งหวังให้ทรงรีบแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อความอุ่นใจของแว่นแคว้น แต่อวี้เจียตี้เชือนแชไม่ยอมอนุมัติ ที่ให้หย่งเยี่ยเข้ามาเรียนหนังสือในวังหลวง แสดงว่าทรงต้องการทราบท่าทีของตวนหวางเช่นกัน
มองเห็นสายตาเป็นกังวลของตวนหวางกับหวางเฟย หย่งเยี่ยอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าหลี่เทียนรุ่ยไร้เจตนาดี แต่หากถกกันว่าผู้หนุนหลังของใครแข็งกว่า เขาเห็นว่าตวนหวางไม่ได้ด้อยไปกว่าหวงโฮ่ว เด็กชายประสานมือถวายบังคมไปรอบด้าน ก่อนจะก้าวยาวๆ ติดตามบรรดาองค์ชายจากไป
<>::<>::<>
[1] “เรือนสี่บรรจบ” คือบ้านสไตล์จีนดั้งเดิมแบบหนึ่ง จะมีรูปแบบที่แน่นอนอยู่ นั่นคือ เรือนด้านทิศเหนือ จะเป็นห้องใหญ่ (เจิ้งฝาง) เรือนด้านทิศตะวันออกและตะวันตก คือห้องข้าง เรือนด้านทิศใต้ คือ “เต้าจั้ว” และเป็นทิศที่ตั้งของประตูเขตเรือนเสมอ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[2] “ตำหนักริม” หมายถึง เรือนที่อยู่ขนาบตำหนักหลัก (ดูภาพที่ x หน้า x)
[3] “นครต้องห้ามจื่อ” คำ “จื่อ” มาจาก “เมืองจื่อเวย” ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มดาวที่ชาวจีนโบราณเชื่อว่าเป็นเขตพระราชฐานชั้นในของจักรพรรดิสวรรค์ จึงเรียกพระราชวังอันเป็นที่ประทับของจักรพรรดิมนุษย์โดยสื่อความหมายว่า “นครต้องห้ามเมืองจื่อเวย”
[4] “ดาวจื่อเวย” คือ ดาวเหนือ เป็นดาวศูนย์กลางของเมืองจื่อเวย
[5] ในที่นี้หย่งเยี่ยคิดว่า ชื่อแคว้น ชื่อเมืองเปลี่ยนไป แต่อย่างอื่นยังคงเป็นประเทศจีนยุคโบราณที่เขารู้จักอยู่เหมือนเดิม
[6] “หวงซั่ง” คือสรรพนามที่ปวงขุนนางข้าราชบริพารใช้เรียกฮ่องเต้เวลาสนทนาต่อหน้าพระพักตร์ แปลได้ว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
[7] “เหนียง” คือคำเรียกแม่ของคนจีนในสังคมจีนโบราณ
[8] “จฺวิ้นจู่” เป็นชื่อพระยศของเจ้านายฝ่ายหญิงที่เป็นพระธิดาของเจ้านายชั้น “ชินหวาง” (หวางชั้นเอก เช่น ตวนหวาง) แปลได้ว่า หม่อมเจ้าหญิง และเป็นสรรพนามเรียกเจ้านายที่ดำรงพระยศนี้ แปลได้ว่า ท่านหญิง
[9] “เกอเกอ” แปลว่า พี่ชาย
[10] เฉียงเวย คือ ดอกโรซ่า มัลติฟลอร่า (Rosa multiflora) เป็นดอกกุหลาบประเภทหนึ่ง
[11] “เปิ่นกง” เป็นคำเรียกแทนตัวเองของหวงโฮ่ว/ฮองเฮา ไท่จื่อ ราชโอรสที่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งอิสริยยศเป็น “หวาง”
[12] ตามธรรมเนียมจีน มีแต่ฮ่องเต้เท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมฉลองพระองค์ปักลายมังกรห้าเล็บ ซึ่งถือว่าเป็นพญามังกร เจ้านายชั้นสูงองค์อื่น ๆ มีสิทธิ์สวมแค่ฉลองพระองค์ปักลายมังกรสี่เล็บ
[13] “เอ้อร์ตี้” แปลว่า น้องชายคนรอง; เอ้อร์ แปลว่า สอง; ตี้ แปลว่า น้องชาย
[14] “ซานตี้” แปลว่า น้องชายคนที่สาม
[15] “เอ้อร์เกอ” แปลว่า พี่ชายคนรอง
[16] “ไอ้หน้าขาว” เป็นสำนวน มีความหมายแฝงว่า แมงดาที่ดีแต่อาศัยหน้าตาเกาะผู้หญิงกิน
[17] “เหนียงเนี่ยง” คือสรรพนามใช้เรียกหวงโฮ่ว/ฮองเฮา และบรรดาพระสนมอย่างยกย่อง แปลได้ว่า พระแม่เจ้า
[18] ผัดรวมมิตร เป็นอาหารชื่อดังจานหนึ่งของจีน ใส่ผักหลายชนิดและเนื้อสัตว์ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[19] ฉลองพระองค์ยาวคลุมเข่าลายมังกรห้าเล็บบนกรอบรูปขั้วเกาลัด (ดูภาพที่ x หน้า x)
[20] “เจียงหนาน” คือคำเรียกแผ่นดินจีนทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง (อ่านเพิ่มเติมที่หน้า x) (ดูภาพที่ x หน้า x)
[21] “อายเจีย” คือคำเรียกตัวเองของไท่โฮ่ว/ไทเฮา แปลว่า ผู้โศกเศร้า (เพราะพระสวามีได้ตายจาก)