หัวข้อ : ตอนที่ 11 งานเลี้ยงราตรีในพระราชวัง (2)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 01:03

ตอนที่ 11 งานเลี้ยงราตรีในพระราชวัง (2)

 

ออกจากพระตำหนักอวี้ชิ่ง หย่งเยี่ยสูดอากาศเย็นเฉียบลึกๆ ความเย็นเฉียบที่สดชื่นพุ่งจากลำคอลงสู่ช่องอก ค่อยซึมออกไปทางรูขุมขนบนร่างกาย กวาดความอบอุ่นที่นำพาออกมาจากภายในพระตำหนักปลาสนาการไปจนสิ้น

แสงจันทร์สาดส่องสู่พื้นหิมะ เรืองแสงสีฟ้าอยู่จางๆ เบื้องล่างขั้นบันไดหยกขาว ระเบียงทางเดินชั้นแล้วชั้นเล่าเรืองแสงสีเงินอยู่วูบวาบ ตำหนักหอเก๋งที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางแสงโคมไฟก็มีหิมะปกคลุมอยู่ทั่วไป ขันทีไม่กี่คนที่ผ่านไปมาซุกมือไว้ในแขนเสื้อ ก้มหน้าเดินไปเงียบๆ ชั้นหิมะบางๆ ที่เท้าเหยียบย่ำส่งเสียงดังสวบสาบ

หย่งเยี่ยคิดในใจเงียบๆ พระราชวังอันงามวิจิตรแห่งนี้ คือสนามรบของเขาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

องค์ชายใหญ่ผู้สุภาพมีมารยาทคือเป้าหมายที่เขาจะปกป้องและช่วยเหลือ องค์ชายรองผู้อำมหิตมากเล่ห์คือเป้าหมายที่เขาต้องรับมือ องค์ชายสามหลี่เทียนเสียงล่ะ? หย่งเยี่ยมองดูองค์ชายสามที่อายุเท่ากับเขาพลางเริ่มนึกสงสัย

โหยวหลีกู่เชื่อใจเขาถึงขนาดนี้จริงๆ หรือ?

บอกข้อมูลหมดทุกอย่างแล้ว?

เด็กชายนึกถึงถ้อยคำของหลี่เหยียนเหนียน

ห้ามทุ่มเทให้จนหมดใจ

หลี่เหยียนเหนียนต่างหากคือนกขมิ้น[1]ที่ซ่อนอยู่ข้างหลังตัวนั้นใช่หรือไม่?

“ต้าเกอ[2] ซานตี้ ข้าเตรียมดอกไม้ไฟชั้นดีไว้ในตำหนักแล้ว พาหย่งเยี่ยไปเล่นดอกไม้ไฟกันเป็นอย่างไร?” หลี่เทียนรุ่ยเอ่ยชวนยิ้มๆ

วิชาเปลี่ยนสีหน้าขององค์ชายรองนี่บรรลุขั้นสูงสุดแล้ว รายการที่หลี่เทียนรุ่ยจัดเตรียมทำให้หย่งเยี่ยรู้สึกว่าน่าสนุกดี

จังหวะนี้ หลี่เทียนรุ่ยพลันตวาดเสียงดังกะทันหัน

“นั่นใคร?” สายตาจ้องเขม็งไปที่เสาระเบียงต้นหนึ่ง

เงาร่างเล็กๆ เงาหนึ่งเลี้ยวออกมาจากด้านหลังเสาระเบียงต้นนั้น ดวงตากลอกไปมาไม่ได้หยุด คือท่านหญิงเฉียงเวยนั่นเอง

หลี่เทียนรุ่ยตะลึง เดินเข้าไปจูงนางพลางดุว่า

“ข้างนอกอากาศหนาว เจ้าออกมาทำไมกัน?”

เฉียงเวยยกมุมปาก พลันสะบัดมือเด็กหนุ่มออก วิ่งไปตรงหน้าหย่งเยี่ย เงยหน้าขึ้นขอร้อง

“หย่งเยี่ยเกอเกอ ข้า...อยากจะไปเล่นดอกไม้ไฟกับท่านด้วย”

หย่งเยี่ยอ่อนใจนัก ช่างเป็นยายหนูตัวซวยจริงๆ หลี่เทียนรุ่ยขี้หวงของ แบบนี้มิเท่ากับทำให้หลี่เทียนรุ่ยแค้นเขาหรอกเรอะ?

หลี่เทียนเสียงบังเอิญยืนอยู่ข้างๆ เขาพอดี หย่งเยี่ยยิ้มให้เฉียงเวย อุ้มนางขึ้น แล้วในจังหวะที่เด็กหญิงเพิ่งจะคลี่ยิ้ม เขาก็ส่งนางไปยังมือของหลี่เทียนเสียงทันที

“หย่งเยี่ยแรงน้อย อุ้มยายหนูอ้วนคนนี้ไม่ไหว รบกวนฝ่าบาทสามแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่เทียนเสียงเหมือนรับเผือกเผาลวกมือมา อุ้มเฉียงเวยอย่างทำอะไรไม่ถูก เห็นน้ำตาเด็กหญิงชักจะคลอหน่วยมากขึ้นเรื่อยๆ ก็หมุนตัวโยนนางให้พี่ชายใหญ่

“...ต้าเกอแรงเยอะกว่าหน่อยละนะ”

เฉียงเวยบิดตัว กัดริมฝีปากแข็งใจไม่ยอมร้องไห้ออกมา สีหน้าเปลี่ยนเป็นโกรธจัด

ในที่สุดหย่งเยี่ยก็รู้สึกได้ว่าเรียวปากหลี่เทียนรุ่ยคลี่ยิ้มบางๆ จึงค่อยนึกโล่งอก

“เฉียงเวย ข้าอุ้มเจ้าไปดูดอกไม้ไฟดีไหม?” หลี่เทียนโย่วเอ่ยกับเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน มองหย่งเยี่ยที่หันหน้าหนีเหมือนกำลังชมทิวทัศน์ กับหลี่เทียนรุ่ยที่สายตามิได้คลาดคลาจากเฉียงเวย แล้วส่ายหน้าอย่างนึกขัน

เด็กหญิงกอดศีรษะหลี่เทียนโย่ว ซุกใบหน้าน้อยๆ กับซอกคอเด็กหนุ่ม เพียงไม่นานหลี่เทียนโย่วก็รู้สึกว่ามีน้ำไหลเข้าไปในคอ ไม่สบายตัวอย่างยิ่ง แต่ก็สงสารเด็กหญิงเช่นกัน จึงตบหลังนางเบาๆ

หลี่เทียนรุ่ยเดินไปถึงตรงหน้าพี่ชาย พูดกับเฉียงเวยว่า

“ข้าจะอุ้มเจ้าไปเอง! ไม่อย่างนั้นก็ห้ามไป!”

“เอ้อร์ตี้!” หลี่เทียนโย่วขึ้นเสียงดังอย่างตำหนิ

เฉียงเวยน้ำตาคลอคลอง มองหย่งเยี่ยตาละห้อย ไม่อยากไปดูดอกไม้ไฟแล้ว แต่ก็อยากจะตามหย่งเยี่ยไป จึงลังเลไม่รู้จะเลือกทางไหนดี

“เกลียดเด็กผู้หญิงขี้แยที่สุด ถ้าเจ้าไปด้วย ข้าก็ไม่ไปแล้ว!” หย่งเยี่ยพูดเสียงเย็นชา

เฉียงเวยบิดตัวดิ้นขอลงไปยืนกับพื้นทันที อ้าแขนหาหลี่เทียนรุ่ย

“ข้าจะไป!”

หย่งเยี่ยตะลึง ถอนหายใจยาว

นี่แหละหนาผู้หญิง! ไม่ให้นางทำอะไร นางพาลจะขัดใจท่าน ยังเล็กแค่นี้ก็เป็นอย่างนี้แล้ว โตขึ้นจะขนาดไหน?

หลี่เทียนรุ่ยลำพองใจเหลือแสน น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน

“เฉียงเวยเด็กดี ข้าพาเจ้าไปจุดดอกไม้ไฟที่สวยที่สุดนะ!”

เฉียงเวยเชิดคางขึ้นสูง ห้ามใจไม่อยู่หันไปมองหย่งเยี่ยตามเคย พูดเสียงดังว่า “ข้าจะจุดด้วย!”

“ได้สิ!” หลี่เทียนรุ่ยรับปากอย่างอารมณ์ดี

องค์ชายรองเผยจุดอ่อนออกมาเร็วอย่างนี้เชียว?

หย่งเยี่ยรู้สึกว่ายิ่งน่าสนุกเสียแล้ว

 

คนทั้งขบวนไปถึงตำหนักชิ่งหยวนของหลี่เทียนรุ่ยในเวลาอันรวดเร็ว หลี่เทียนรุ่ยสั่งให้ขันทีประคองดอกไม้ไฟมาวางไว้ในลานตำหนัก จุดด้วยตัวเองไปหนึ่งดอก ได้ยินเสียงดัง “ฟิ้ว” เปลวไฟลำหนึ่งพุ่งตรงขึ้นสู่ฟ้า แตกระเบิดเป็นกลุ่มฝนสีเงินที่กลางอากาศ งดงามน่าตื่นตายิ่ง

“โอ้โห! ฝ่าบาทรองเก่งจังเลย!” เฉียงเวยดีใจจนตบมือไม่ได้หยุด แต่สายตาเหลือบไปทางหย่งเยี่ยตลอด เห็นหย่งเยี่ยเงยหน้าขึ้นดูดอกไม้ไฟโดยไม่ได้สังเกตดูนางเลย ก็ตะโกนเสียงดังกว่าเดิม

ต่างยังเป็นกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่กันทั้งนั้น หลี่เทียนโย่วกับหลี่เทียนเสียงก็นึกสนุก พลอยหยิบธูปมาจุดดอกไม้ไฟเล่นด้วยเช่นกัน

ดอกไม้สีเงินกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ากรีดทำลายผืนฟ้าราตรีของพระราชวังต้องห้าม ดวงจันทร์สีเหลืองทองแขวนประดับอยู่กลางฟ้า ถูกสะเก็ดแสงสีเงินสาดส่องจนงดงามตระการตาเป็นพิเศษ หย่งเยี่ยพลันนึกถึงตอนที่นอนอยู่บนพื้นหญ้ากับเยว่พ่อ หากเยว่พ่อได้เห็นดอกไม้ไฟที่งดงามอย่างนี้ ต้องดีใจมากแน่ๆ เยว่พ่อไม่มีทางพลาดคืนที่มีทั้งดวงจันทร์และดวงดาวเลยสักคืน หมอนั่นมักจะพูดว่า

“เจ้าดูสิว่าดวงดาวกับดวงจันทร์มักจะอยู่ด้วยกันเสมอ พวกเราคือพี่น้อง”

คิดถึงตรงนี้ หย่งเยี่ยรู้สึกว่าสายลมแห่งคืนเหมันต์โชยพัดจนชักจะหนาวนิดๆ

หลี่เทียนโย่วเหลียวกลับมา เห็นหย่งเยี่ยยืนชมดอกไม้ไฟอยู่เงียบๆ ที่ด้านข้าง บนใบหน้างามประณีตประดับรอยยิ้มเช่นกัน แต่แฝงแววอ้างว้างอยู่หลายส่วน จึงเดินเข้าไปหาญาติผู้น้อง เอ่ยทักว่า

“ทำไมไม่ไปจุดดอกไม้ไฟล่ะหย่งเยี่ย? สนุกมากนะ”

หย่งเยี่ยมองดูคนทั้งสามที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานแล้วส่ายหน้า เขากำลังรอ...รอให้หลี่เทียนรุ่ยชวนเขาไปจุดดอกไม้ไฟ

หลี่เทียนโย่วกำลังจะเอ่ยชวนอีกหน หลี่เทียนรุ่ยก็ยิ้มร่าเดินเข้ามาหา ร้องชวนว่า “หย่งเยี่ย มาเล่นกันเถอะ!” พูดพลางยื่นดอกไม้ไฟกับธูปอย่างละหนึ่งดอกมาให้

นี่หรือคือของขวัญที่องค์ชายรองเตรียมไว้ให้เรา?

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!” หย่งเยี่ยยิ้มพลางรับมา พินิจดูดอกไม้ไฟในมือ วางมันลงบนพื้นที่ว่าง

เด็กชายย่อตัวลงไปจุด แล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อเหลียวกลับไปดู เห็นหลี่เทียนรุ่ยได้ถอยออกไปไกลกว่าสามจ้าง หลี่เทียนเสียงเองก็อยู่ห่างออกไปมากกว่าสามจ้าง หลี่เทียนโย่วอยู่ข้างหลังเขาห่างออกไปประมาณหนึ่งจ้าง ส่วนเฉียงเวย หลี่เทียนรุ่ยไม่ได้จูงไปด้วย

หย่งเยี่ยยิ้มละไม “ดอกไม้ไฟดอกนี้ต้องสวยมากแน่ๆ!”

เฉียงเวยอดใจไม่อยู่อยากจะเข้าไปใกล้ๆ หย่งเยี่ยอีกหน่อย หย่งเยี่ยรู้สึกได้ว่าสายชนวนกำลังลุกไหม้อย่างรวดเร็ว

ได้ยินเสียง “ตูม!” ดังสนั่น ไม่นึกว่าดอกไม้ไฟนี้จะเป็นประเภทพลุจรวดขนาดใหญ่ ทั้งสายชนวนยังทำมาสั้นเป็นพิเศษ พริบตาเดียวก็ระเบิด จังหวะที่เสียงระเบิดดังขึ้น หย่งเยี่ยร้องอุทานเสียงดัง หมุนตัวกลับตามสภาวะคลื่นอากาศ กระโจนเข้าใส่ตัวเฉียงเวย แผ่นหลังเด็กชายเจ็บแปลบทันที เขานึกด่าตัวเองในใจที่ประมาทความอำมหิตของหลี่เทียนรุ่ยเกินไป ไม่นึกว่าในประทัดนี้จะผสมกรวดเหล็กเอาไว้เล็กน้อย ยังดีที่เขาสวมเสื้อเกราะด้ายทองดำที่ชิงอีซือฝุมอบให้

ขันทีที่รับใช้อยู่ด้านข้างตกใจสุดขีดจนทรุดแปะลงนั่งกับพื้น

หลี่เทียนโย่วอยู่ใกล้หย่งเยี่ยมากที่สุด แต่ข้างๆ เขาคือเสาระเบียง จึงวาบไปหลบข้างหลังเสาได้ทัน เด็กหนุ่มได้ยินเสียง “ปุๆ” เบาๆ หลายเสียง คิ้วจึงขมวดฉับ มองไปทางน้องชายรอง เห็นหลี่เทียนรุ่ยกับหลี่เทียนเสียงยืนอยู่ห่างออกไปมาก กำลังอ้าปากค้างเหมือนตะลึงพรึงเพริดกับอานุภาพของประทัดดอกนี้เช่นกัน

เด็กหนุ่มหันกลับมาเห็นเฉียงเวยคลานออกมาจากข้างใต้ร่างของหย่งเยี่ยพลางร้องไห้โฮ สองมือหย่งเยี่ยกอดศีรษะ หมอบอยู่บนพื้นหิมะตัวสั่นเทา

“หย่งเยี่ย! เฉียงเวย!” หลี่เทียนโย่วตะโกนเรียกอย่างเป็นห่วงพลางพุ่งปราดเข้าไปหา

หลี่เทียนรุ่ยตะคอกด่าขันทีที่ส่งดอกไม้ไฟให้เขาเสียงดังลั่น

“ไอ้ห่าเอ๊ย! ทำไมถึงส่งประทัดมาให้ข้าหา?!”

“ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิต! ข้าพระองค์ไม่ระวังเองพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะร้องขอชีวิต

หลี่เทียนรุ่ยเดินเข้าไปเตะขันทีผู้นั้นผงะหงาย

“หากทำให้ซื่อจื่อบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ ตวนหวางได้ถลกหนังเจ้าแน่! ลากตัวออกไป! โบยสี่สิบไม้! ลากออกไปไกลๆ หน่อย อย่ามารบกวนอารมณ์สนุกของเปิ่นกง!”

ขันทีหลายคนเข้ามาลากตัวขันทีผู้นั้นออกไป หลี่เทียนรุ่ยหันกลับมาอย่างเป็นฟืนเป็นไฟ เห็นพี่ชายใหญ่ช่วยพยุงหย่งเยี่ยขึ้นมาจากบนพื้น ก็ก้าวยาวๆ เข้าไปหา ถามอย่างห่วงใยว่า

“หย่งเยี่ยไม่เป็นไรนะ?”

หย่งเยี่ยเงยหน้าขึ้น ตกใจจนใบหน้าซีดขาว ส่ายหน้าเบาๆ เสียงที่พูดยังคงสั่นสะท้าน “ม...ไม่เป็นไร!”

ดวงตาหลี่เทียนโย่วหรี่ลงเล็กน้อย ความสงสัยอันเข้มข้นได้ผุดขึ้นในใจ

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย หย่งเยี่ยไม่เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ตกใจมากจนฟุบหมอบกับพื้นเท่านั้น” หย่งเยี่ยเหมือนเพิ่งตั้งสติได้

หลี่เทียนรุ่ยมองหย่งเยี่ยอย่างสงสัย ไม่เข้าใจเลยว่าหย่งเยี่ยอยู่ใกล้ประทัดขนาดนั้น เหตุใดถึงไม่บาดเจ็บเพราะกรวดเหล็ก? เด็กหนุ่มหัวเราะเก้อๆ “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ประทัดไม่ได้ทำพวกข้าตกใจจนลมใส่ ท่าทางของหย่งเยี่ยสิทำพวกข้าตกใจแทบแย่”

“หย่งเยี่ยขวัญอ่อน ทำให้ฝ่าบาทรองตกพระทัย โปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ!” หย่งเยี่ยประสานมือคารวะ ในใจแค่นยิ้มเย็นชา

ดูเผินๆ เหมือนหลี่เทียนรุ่ยเป็นห่วงเฉียงเวย ช่วงเวลาอันตรายแบบนี้กลับปล่อยให้เด็กหญิงเข้ามาหาเขา หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ เฉียงเวยจะกลายเป็นโล่ป้องกันให้หลี่เทียนรุ่ยทันที แค่หลี่เทียนรุ่ยพูดว่า “ต่อให้ข้าคิดทำร้ายหย่งเยี่ย ก็ไม่มีทางทำร้ายเฉียงเวยเด็ดขาด” ก็สามารถลบล้างข้อสงสัยได้แล้ว

“เฮ้อ หมดอารมณ์เล่นซะแล้ว” หลี่เทียนเสียงถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยวผิดหวัง มองดอกไม้ไฟที่เหลือด้วยสายตากระหาย

“หย่งเยี่ยเสียขวัญหมดแล้ว ดอกไม้ไฟนี้...น่าเสียดายซะแล้ว เฉียงเวย ครั้งนี้ไม่ได้ดูแล้วละ ครั้งหน้าดีไหม?” หลี่เทียนรุ่ยหันไปถามเด็กหญิง

เฉียงเวยหดตัวหลบอยู่ข้างๆ หลี่เทียนโย่ว ทั้งอยากดูและกลัวที่จะดู

“เล่นสิ! ทำไมกระหม่อมจะไม่กล้าเล่น?!” หย่งเยี่ยพูดเหมือนนึกฮึดขึ้นมา หยิบดอกไม้ไฟดอกหนึ่งขึ้นมาจุด กลุ่มฝนสีเงินแตกระเบิดกลางผืนฟ้าราตรีอีกครั้ง มีเพียงความงดงามเพริศพราย

เขาหันไปยิ้มให้เด็กหญิงอย่างภูมิใจ

“เป็นยังไง? ดอกไม้ไฟที่ข้าจุดสวยสินะ?”

เฉียงเวยพยักหน้าอย่างถูกโปรดจนผวา เดินไปที่ข้างๆ หย่งเยี่ยอีกครั้ง รวบรวมความกล้าพูดว่า “ข้าจะจุดด้วย!”

“ได้สิ ข้าจะสอนให้!” หย่งเยี่ยกุมมือเด็กหญิงกำลังจะจุด มือกลับสั่นสะท้าน เขาถอนหายใจลุกขึ้นยืน สบเข้ากับสายตาริษยาเคียดแค้นของหลี่เทียนรุ่ยพอดี

“ฝ่าบาทรอง กระหม่อมอุ้มเฉียงเวยอยู่...ถ้าเกิด...กระหม่อมกลัวนางจะบาดเจ็บ” หย่งเยี่ยก้มหน้าลงอย่างลำบากใจนิดๆ

เฉียงเวยตะลึง หลี่เทียนรุ่ยได้เดินเข้ามาหา ยิ้มพลางรับทั้งธูปและเฉียงเวยไปจากมือหย่งเยี่ย “ข้าจะสอนเฉียงเวยจุดเอง!”

เด็กหนุ่มจับตรงก้านธูป กุมมือเฉียงเวย จ่อปลายธูปกับสายชนวนอย่างระมัดระวัง เฉียงเวยทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัว ได้ยินเสียงสายชนวนติดไฟดัง “ชี่” ก็ตกใจจนเอี้ยวตัวโถมเข้าซุกในอ้อมอกหลี่เทียนรุ่ย

หลี่เทียนรุ่ยหัวเราะก้อง กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง วันพระไม่ได้มีหนเดียว หลังปีใหม่หย่งเยี่ยก็จะเข้าวังหลวงมาเรียนหนังสือ เขามีโอกาสและเวลาเหลือเฟือ

ดอกไม้ไฟระเบิดแตกออกกลางท้องฟ้าราตรีดอกแล้วดอกเล่า งามเย้ายวนดุจนัยน์ตาแห่งราตรี หย่งเยี่ยยิ้มกว้างอย่างสดใส

เหมือนเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น หลี่เทียนโย่วค่อยโล่งอก เขาหมดอารมณ์เล่นแล้ว เพียงยืนดูอยู่ด้านข้าง

หลี่เทียนเสียงยังเล่นไม่เต็มอิ่ม ร้องโหวกเหวกให้ขันทีเอาดอกไม้ไฟไปวางบนพื้นหิมะให้เรียบร้อย ไล่จุดไปทีละดอก

หลี่เทียนรุ่ยได้เห็นหย่งเยี่ยทุลักทุเลแล้ว จึงอารมณ์ดีนัก ชี้ที่ดอกไม้ไฟดอกใหญ่ที่สุด พูดชวนยิ้มๆ ว่า

“เฉียงเวย เราไปจุดดอกนั้นกันเถอะ!”

ดอกไม้ไฟดอกนั้นใหญ่พอๆ กับถังน้ำ ดูท่าทางจะเป็นของดีที่สุดในบรรดาดอกไม้ไฟทั้งหมด หลี่เทียนรุ่ยจึงตั้งใจเก็บไว้ชมเป็นลำดับสุดท้าย

“เฉียงเวย” หย่งเยี่ยร้องเรียกเบาๆ

เฉียงเวยวิ่งปรูดมาหาตามเสียงเรียกทันที เงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้นยิ้มให้ หย่งเยี่ยพูดว่า

“หย่งเยี่ยเกอเกออุ้มเจ้าดูฝ่าบาทรองจุดดอกไม้ไฟนะ?”

“ตกลง!” เฉียงเวยตอบรับเสียงใส

หลี่เทียนรุ่ยถลึงตาใส่หย่งเยี่ย แล้วยิ้มให้เฉียงเวย

“ดูข้าจุดดอกที่สวยที่สุดให้เจ้าชมละ!” ว่าพลางเดินเข้าไปจุดทันที

สายชนวนเพิ่งจะติดไฟ เสียง “ตูม!” สนั่นก็ดังขึ้นอีกครั้ง พื้นดินเกิดเปลวไฟและควันโขมง ดอกไม้ไฟกลับระเบิดโดยที่ไม่ได้พุ่งขึ้นไปบนฟ้า หลี่เทียนรุ่ยถูกแรงระเบิดของดอกไม้ไฟกระแทกล้มหงาย เปลวไฟลุกติดชุดที่สวม เด็กหนุ่มร้องลั่นอย่างแตกตื่นเสียขวัญ

“เหวอ!”

หลี่เทียนโย่วรีบพุ่งทะยานเข้าไปหา เท้ากวาดใส่พื้นเป็นวงอย่างรวดเร็ว เตะหิมะที่กองสุมกระเซ็นใส่ตัวน้องชายรองเพื่อดับไฟ

เหตุเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทุกคนในลานตำหนักต่างตะลึงพรึงเพริด

เฉียงเวยกรีดร้องออกมา ได้ถูกหย่งเยี่ยกอดปลอบไว้ในอ้อมแขนแล้ว “ไม่ต้องกลัว หย่งเยี่ยเกอเกออยู่นี่”

หลี่เทียนรุ่ยปีนขึ้นมาจากบนพื้นอย่างทุลักทุเล บนชุดผาวใหม่ที่สวม ตำแหน่งที่โดนสะเก็ดไฟขาดวิ่นเป็นรูๆ ปิ่นหยกดำที่ยึดมวยผมไว้ร่วงตกลง มวยผมหลุดรุ่ยร่าย ใบหน้าก็ขะมุกขะมอม

ชุดใหม่กลับเสียไปถึงสองชุดในคืนเดียว เสียท่าแบบน้ำท่วมปากไปสองรอบ หลี่เทียนรุ่ยอารมณ์เสียถึงขีดสุด กระชากเสียงด่าดังลั่น “ใครเป็นคนส่งดอกไม้ไฟเข้าวังหา?! รายงานเน่ยอู้ฝู่ [3] ตรวจสอบให้ถึงที่สุด!”

บรรดาขันทีตื่นตกใจจนลนลาน รีบรับคำถี่ๆ

“เอ้อร์ตี้ โดนไฟลวกบ้างหรือเปล่า?” หลี่เทียนโย่วถามอย่างเป็นห่วง

หลี่เทียนรุ่ยผลักพี่ชายต่างมารดาออกห่าง สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าไปในตำหนักด้วยสีหน้าถมึงทึง

“แค่จุดดอกไม้ไฟยังเกิดเรื่องมากมายปานนี้ บ่าวทาสของตำหนักชิ่งหยวนชักจะไม่ได้ความมากขึ้นทุกทีซะแล้ว!” หลี่เทียนเสียงบ่นอุบ

หลี่เทียนโย่วถอนหายใจเอ่ยว่า

“นี่ก็ดึกแล้ว พวกเราไปกันเถอะ จริงสิ หย่งเยี่ย ข้ามีของขวัญจะให้เจ้า ซานตี้ เจ้าส่งเฉียงเวยกลับไปก่อนนะ”

เฉียงเวยประสบอุบัติเหตุมาสองครั้งก็ตกใจจนเสียขวัญเหมือนกัน มองหย่งเยี่ยอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินตามหลี่เทียนเสียงจากไปอย่างว่าง่าย

หย่งเยี่ยอารมณ์ดีเหลือหลาย แอบแกล้งหลี่เทียนรุ่ยแรงๆ โดยไม่เผยร่องรอยได้ถึงสองครั้ง คิดจะไม่ย่ามใจยังยากเย็น เด็กชายพยายามข่มความรู้สึกอยากจะหัวเราะลั่นให้สุดเสียง เดินตามหลี่เทียนโย่วจากไปอย่างสงบ

เลี้ยวผ่านระเบียงทางเดิน หลี่เทียนโย่วเห็นรอบด้านไร้ผู้คน ก็หยุดเดิน เอ่ยเสียงราบเรียบ

“หย่งเยี่ย เสื้อด้านหลังของเจ้าขาดแน่ะ”

หย่งเยี่ยชะงัก คลี่ยิ้ม ตอบทันทีอย่างแนบเนียนไร้พิรุธ

“ขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อทรงทราบดีว่าหย่งเยี่ยร่างกายอ่อนแอ จึงประทานชุดเกราะคุ้มกันกายตัวนี้มาให้ ไม่เช่นนั้นหย่งเยี่ยคงบาดเจ็บแน่แท้”

หลี่เทียนโย่วมองหน้าญาติผู้น้องอยู่ครู่หนึ่ง พลันลงมือกะทันหัน

หย่งเยี่ยยืนนิ่งด้วยสีหน้าไร้เดียงสาโดยไม่เลี่ยงหลบ คาดเดาในใจว่า หรือจะถูกหลี่เทียนโย่วดูออกเสียแล้วว่าเขาเป็นคนแอบก่อกวน?

เขาตัดสินใจว่าถึงต้องบาดเจ็บก็จะไม่ให้ความแตกเด็ดขาด

ตอนที่ฝ่ามือหลี่เทียนโย่วแตะถูกตัวหย่งเยี่ย ก็ไม่เหลือพลังแม้ส่วนเสี้ยว ช่วยดีดหิมะตรงคอให้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ตามด้วยปลดผ้าคลุมลงมาผูกให้ ถอนหายใจเอ่ยว่า

“เอ้อร์ตี้โหดเหี้ยมเกินไปบ้างจริงๆ หย่งเยี่ยอย่าไปโกรธเขาเลยนะ ของที่เขาชอบ จะไม่ยอมให้คนอื่นแตะต้องมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เฉียงเวย...ทำให้เจ้าต้องยุ่งยากแล้ว”

หย่งเยี่ยค่อยโล่งอก เห็นว่าเขาคงจะคิดมากไปเอง กะพริบตาพูดยิ้มๆ ว่า “หย่งเยี่ยจะกล้าโกรธฝ่าบาทรองได้อย่างไร? ขันทีพวกนั้นต่างหากที่ตาบอดเข้าใจว่าประทัดเป็นดอกไม้ไฟชัดๆ นี่พ่ะย่ะค่ะ”

หลี่เทียนโย่วมองหน้าเด็กชายนิ่งๆ เงียบอยู่ชั่วอึดใจ ค่อยเอ่ยยิ้มๆ ว่า “หย่งเยี่ยยอมคิดเช่นนี้นั้นถูกต้องแล้ว ข้าจะส่งเจ้ากลับไป ของขวัญน่ะบอกตามตรงว่าไม่ได้เตรียม ครั้งหน้าจะเตรียมไว้และมอบให้เจ้าแน่นอน”

ทั้งสองยังเดินไปไม่ทันถึงพระตำหนักอวี้ชิ่ง ก็ได้พบกับขันทีที่มาตามหาหย่งเยี่ย ได้ทราบว่าตวนหวางกับตวนหวางเฟยเฝ้ารอจนเริ่มจะร้อนใจ หย่งเยี่ยจึงรีบถวายบังคมลาญาติผู้พี่

หลี่เทียนโย่วมองดูเงาหลังของญาติผู้น้อง ดวงตาทอแววไตร่ตรอง เด็กหนุ่มไม่มั่นใจนักว่าหย่งเยี่ยเป็นคนลงมือ แต่จานกับข้าวที่กระเด้งขึ้นมาและดอกไม้ไฟที่ระเบิดกลางพื้น มันบังเอิญเสียจนเกือบจะทำให้เข้าใจไปว่าเป็นอุบัติเหตุทั้งสองครั้ง

หากหย่งเยี่ยเป็นคนทำ ซื่อจื่อของตวนหวางที่ไม่ย่างเท้าออกจากวัง กระทั่งพูดยังพูดไม่ได้ผู้นี้ ก็เก่งกาจเกินไปหน่อยแล้ว

 

กลับถึงวังตวนหวาง หย่งเยี่ยกำลังจะกลับเรือนกวนอวี้ แต่ตวนหวางเรียกเขาไว้เสียก่อน

“หย่งเยี่ย มาที่ห้องทำงานข้า”

เด็กชายถอนหายใจ ทำไมคืนนี้ถึงได้เรื่องเยอะแบบนี้? แต่ก็ก้มหน้าหลุบตาเดินตามตวนหวางเข้าไปในห้องทำงานแต่โดยดี

ตวนหวางยืนอยู่ตรงหน้าโอรส สองมือไพล่หลังมองดูเด็กชายแน่วนิ่ง พลันถามว่า

“เหตุใดผ้าคลุมของฝ่าบาทใหญ่ถึงมาสวมอยู่บนตัวเจ้า?”

หย่งเยี่ยขนหัวลุกเกรียว เขาย่อมไม่อาจให้ตวนหวางมองเห็นหลังของเขาโดยเด็ดขาด เสื้อผ้าของเขาถูกกรวดเหล็กทำขาดเสียแล้ว หลี่เทียนโย่วถึงได้ปลดผ้าคลุมให้เขาสวมบังไว้ และทันทีที่บอกความจริงนี้ออกไป เสื้อเกราะทองดำของเขาก็จะเผยร่องรอย เรื่องทั้งหมดก็จะความแตก

เด็กชายนิ่งคิดแล้วตอบว่า

“ลูกสวมเสื้อผ้าน้อยเกินไป ฝ่าบาทใหญ่กลัวว่าลูกจะเป็นหวัด จึงคลุมให้ลูกพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้ววันนี้ที่โต๊ะ เล่นงิ้วฉากไหนกัน?” ตวนหวางถามเสียงราบเรียบ สายตาเย็นเยียบ

ท่านจะอยู่ไกลแค่ไหน ก็คอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของโอรสตลอด มองเห็นหมดทุกอย่าง และแปลกใจเช่นกันที่หลี่เทียนรุ่ยตบโต๊ะทำอาหารจานหนึ่งกระเซ็นเปื้อนใส่ตัวเอง

หย่งเยี่ยได้แต่เล่าเรื่องที่หลี่เทียนรุ่ยขัดหูขวางตาเขาเพราะท่านหญิงเฉียงเวยออกมาตามตรง

หลังจากได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับคำว่า “ไอ้หน้าขาว” ของโอรส ตวนหวางตะลึง แล้วหัวเราะก้อง ในเสียงหัวเราะแฝงแววเยาะหยันตัวเองอยู่เสี้ยวหนึ่ง

“ลูกชายของข้าหรือจะเป็นไอ้หน้าขาว?!” กล่าวพลางประคองใบหน้าหย่งเยี่ยให้เงยขึ้น

จังหวะที่นิ้วมือสัมผัสถูกผิวของโอรส ท่านพลันสะดุ้งสุดตัว

หย่งเยี่ยฉวยจังหวะนี้เบือนหน้าหนี จงใจขึ้นเสียงอย่างโมโห

“แม้แต่เสด็จพ่อก็กระเซ้าหน้าตาของหย่งเยี่ยด้วยหรือ?! ที่หน้าเหมือนท่านแม่เป็นความผิดของหย่งเยี่ยหรือพ่ะย่ะค่ะ?!” จบคำทำเป็นหมุนตัวจากไปทันทีอย่างเป็นฟืนเป็นไฟโดยไม่สนใจตวนหวาง

ตวนหวางตะลึงลาน เผยอปากคิดจะร้องเรียก แต่มิได้เปล่งเสียงออกมา ไถลตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างสิ้นแรง

“หวางเยี่ย!” มือของตวนหวางเฟยวางลงบนบ่าสวามีเบาๆ เสียงอันอ่อนโยนได้เรียกตวนหวางให้ตื่นจากภวังค์

ตวนหวางแนบใบหน้ากับมืออ่อนนุ่มของพระชายา พึมพำว่า “ไม่รู้เพราะเหตุใด ใบหน้าของเขาเหมือนหย่งเยี่ยมาก แต่สีหน้านั้น...กลับเหมือนข้าเมื่อสมัยยังหนุ่มไม่มีผิดเพี้ยน ทุกครั้งที่เห็นเขา ข้าอดอยากจะเอ็นดูเขาไม่ได้ ทั้งที่เมื่อก่อนข้าไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลย”

ตวนหวางเฟยได้ฟังก็ตาแดงก่ำ เอ่ยเบาๆ

“ข้าผิดต่อท่านที่ไม่ได้ดูแลเขาให้ดี ท่านยังไม่ยอมรับอนุอีก ทายาทของวังนี้มีแค่เขาคนเดียว ข้า...”

“ห้ามพูดเรื่องนั้นอีก ตอนที่ข้าแต่งงานกับเจ้า ข้าได้สาบานไว้แล้วว่า จะไม่รานน้ำใจเจ้าเด็ดขาด หย่งเยี่ย...ต้องดูโชคชะตาของเขาเองแล้ว”

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] มาจากสำนวน “ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง” แปลว่า ตั๊กแตนจับจักจั่น โดยไม่ได้รู้ตัวว่ามีนกขมิ้นที่รอกินมันอีกทอดหนึ่งซ่อนอยู่ข้างหลัง ในที่นี้หมายถึง หลี่เหยียนเหนียนกะซุ่มเป็นผู้รับผลประโยชน์คนสุดท้าย
[2] ต้าเกอ แปลว่า พี่ชายใหญ่
[3] “เน่ยอู้ฝู่” ทำหน้าที่คล้าย “สำนักพระราชวัง”

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 01:03

0 ความคิดเห็น