หัวข้อ : ตอนที่ 12 ก้าวสู่ชีวิตนักฆ่า

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 01:04

ตอนที่ 12 ก้าวสู่ชีวิตนักฆ่า

 

๓๐ ค่ำเดือน ๑๒ วันสิ้นปี หิมะของจิงตูตกถี่ยิ่งขึ้น ทับเรือนชาวบ้านเลียบเชิงกำแพงเมืองถล่มไปหลายต่อหลายหลัง ในตรอกทั้งแคบและลึกแว่วเสียงร่ำไห้ดังมารำไร

ณ ส่วนลึกของตรอก ประตูไม้บานหนึ่งเปิดออกดังแอ๊ด ชายชุดดำผู้หนึ่งก้าวออกมา ยกมือขึ้นดึงชายหมวกคลุมศีรษะกันลมต่ำลงอีกนิด เผยเพียงใบหน้าครึ่งล่างที่มีหนวดเครารกครึ้ม เขายืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง มือที่กุมกระบี่กระชับแน่น เดินเนิบช้าไปทางปากตรอก

ปากตรอกมีหาบเร่วางขายอยู่หนึ่งเจ้า ด้านซ้ายวางหม้อน้ำแกงเหนือเตาไฟลุกโชน ด้านขวาวางวัตถุดิบเครื่องปรุง ชาม และตะเกียบ ด้านข้างหาบเร่กางโต๊ะไม้ขนาดเล็กหนึ่งตัว วางม้านั่งยาว ๒-๓ ตัว ชายชราผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งยองๆ ขดตัวอยู่ข้างเตาไฟอาศัยไออุ่นจากไฟในเตา

ปุยหิมะพลิ้วปลิวหนาตา ถ้าไม่ใช่เพราะหม้อน้ำแกงมีไอร้อนพลุ่งขึ้นมา แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นว่าที่นี่ยังมีแผงลอยเล็กๆ ขายบะหมี่อยู่หนึ่งเจ้า

“พ่อเฒ่าหวาง วันนี้ยังตั้งแผงอีกหรือ?” คนชุดดำหยุดเดินพร้อมกับเอ่ยทัก

พ่อเฒ่าหวางคึกคักขึ้นมาทันที ลุกขึ้นยืนที่ด้านหลังเตา กระวีกระวาดไปกวาดหิมะออกจากโต๊ะเก้าอี้

“ไม่ตั้งแผงขายไม่ได้หรอกขอรับ ขายบะหมี่อีกสัก ๒-๓ ชาม กลางคืนที่บ้านจะได้ฉลองปีใหม่กันดีๆ ได้น่ะขอรับ”

คนชุดดำนั่งลงโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

เพียงไม่นานพ่อเฒ่าหวางก็ประคองบะหมี่หยางชุน[1]ชามหนึ่งมา “นี่เป็นชามแรกที่ขายได้ของวันนี้ขอรับ ปีใหม่นี้...ลำบากเสียแล้ว!”

คนชุดดำกินบะหมี่เงียบๆ แม้แต่น้ำยังซดจนเกลี้ยง

ลมหนาวพัดมา นำพาเสียงหัวเราะ พ่อเฒ่าหวางหยีตามองออกไปใกล้ๆ ถอนหายใจเบาๆ

ห่างกันเพียงหนึ่งตรอกคั่น ต่างกันราวฟ้ากับดิน

ใครเล่าจะสังเกตเห็นว่า ด้านหลังของย่านรวมบุปผา สวรรค์บนดินแห่งการเสพสุขเริงสำราญ ถ้ำละลายทรัพย์อันหรูหราใหญ่โตที่สุดของจิงตู จะมีทิวทัศน์ที่ชวนสลดหดหู่ปานนี้? ผู้สูงศักดิ์มากอิทธิพลโยนพันตำลึงทองหน้าไม่เปลี่ยนสีอย่างสำราญ ผู้ยากไร้กลับกลุ้มใจเรื่องบะหมี่เกี๊ยวคืนสิ้นปีเพียงมื้อเดียว

คนชุดดำลุกขึ้นยืน จับถุงใส่เงินดู หยิบถั่วเงิน[2]เม็ดหนึ่งวางลงบนโต๊ะ

“ส้าวเสีย...” พ่อเฒ่าหวางเอ่ยอย่างลำบากใจ เพิ่งจะมีลูกค้ารายแรก เขาจะมีเงินทอนได้อย่างไร?

คนชุดดำยิ้ม “ครั้งหน้ามากิน ข้าไม่จ่ายเงินก็แล้วกัน”

พ่อเฒ่าหวางมองคนชุดดำอย่างตื้นตัน “ขอรับ ขอบคุณมาก...” ก่อนจะเก็บถั่วเงินไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ครั้นเงยหน้าขึ้น คนชุดดำได้จากไปไกลแล้ว

มองดูท้องฟ้า เห็นยังเหลือเวลาอีกมาก ขายบะหมี่อีกสัก ๒-๓ ชามก็เก็บแผงกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ได้แล้ว บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นของพ่อเฒ่าหวางคลี่ยิ้มอย่างดีใจ

 

“คนนั้นแหละ” หลี่เหยียนเหนียนพูดเสียงเย็นชา

“เพราะเหตุใด? เขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น!” หย่งเยี่ยกัดฟันถาม

จื๋อซื่อหนุ่มเบือนหน้ามามองเด็กชาย ยิ้มเรียบเฉย

“กู๋จู่เห็นว่าเจ้าใจอ่อนเกินไป ให้เจ้าซ้อมมือหน่อยก็เท่านั้น เจ้าพึงรู้ไว้ว่า คนที่หน้าเหมือนซื่อจื่อ ไม่ได้มีแค่เจ้าคนเดียว”

“อ้อ? ยังมีหย่งเยี่ยหมายเลขสอง หย่งเยี่ยหมายเลขสามสำรองไว้ให้เลือกด้วยรึ? งั้นให้พวกนั้นทำก็แล้วกัน” หย่งเยี่ยพูดอย่างไม่อินังขังขอบ เขาไม่เชื่อหรอกว่ามีตัวเลือกที่เหมาะสมยิ่งกว่าเขาอยู่ด้วย

“ไม่มีคนที่เหมาะสมยิ่งไปกว่าเจ้า แต่หากไม่ฟังคำสั่ง ถึงเหมาะสมแค่ไหนก็จะกลายเป็นไม่เหมาะสม” จื๋อซื่อหนุ่มอ่านความคิดของเด็กชายออกทะลุปรุโปร่ง

หย่งเยี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอยู่อึดใจใหญ่

“ท่านรู้ดีว่าข้าไม่ใช่คนใจอ่อน”

หลี่เหยียนเหนียนพยักหน้าเห็นด้วย ในดวงตาเต็มไปด้วยแววเห็นใจและเย้ยหยัน “ที่ทางหุบเขาต้องการคือการเชื่อฟังโดยสิ้นเชิง จงจำไว้ โอกาสที่ทางหุบเขามอบให้เจ้าจะเหมือนกันทุกครั้ง เจ้ารอดเขาตาย เขารอด...เจ้าตาย”

หย่งเยี่ยมองชายชราที่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม โทสะและความจนใจปะทะกันอยู่ในช่องอก ครู่สั้นๆ ให้หลัง ค่อยพึมพำว่า

“นี่คือของขวัญปีใหม่ที่ซือฝุทุกท่านมอบให้ข้าหรือ?”

“สำหรับนักฆ่าแล้ว นี่คือของขวัญที่ดีที่สุด”

หย่งเยี่ยคลี่ยิ้มหวานหยด

“ขอบคุณซือฝุอย่างมากขอรับ ข้าคิดว่าเขาทนหนาวอยู่กลางลมหิมะแบบนี้ก็ทรมานมากอยู่ หลับไปสักงีบก็ดี”

“ไม่” เสียงของหลี่เหยียนเหนียนทิ่มแทงกระดูกยิ่งกว่าลมหิมะ “ที่นี่เงียบเกินไป ปีใหม่ต้องครึกครื้นสักหน่อยถึงจะดี” พูดพลางยื่นถุงหนังใบหนึ่งไปให้ “ของขวัญปีใหม่ที่ชิงอีซือฝุของเจ้ามอบให้เจ้า”

หย่งเยี่ยรับมา ข้างในคือมีดใบหลิวสีเงินวาววับหนึ่งแถว ยาวสองชุ่น กว้างสามเฟิน[3] ผสมเงินบริสุทธิ์ เขาลองชั่งน้ำหนัก เหมาะมือพอดี

เด็กชายยิ้มขื่น ไม่แค่ต้องการให้เขาเป็นนักฆ่าเท่านั้น ยังต้องเป็นนักฆ่าที่คนเทพล้วนเคียดแค้น มีเบาะแสให้สืบสาวอีกด้วย ความคิดของโหยวหลีกู่ช่างเหี้ยมนัก!

พอสองมือของเขาเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์จนชุ่มโชก ยังจะปัดความเกี่ยวข้องอย่างหมดจดได้อีกหรือ? ที่แท้วางแผนควบคุมเขาด้วยวิธีนี้เอง แต่ที่พวกแกไม่รู้ก็คือ ข้าไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาอย่างที่พวกแกคิด

หย่งเยี่ยดีดปุยหิมะบนไหล่ออก คีบมีดบินเล่มหนึ่งออกมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน เอ่ยถามว่า

“เถ้าแก่อ้วนไม่ได้ขูดรีดชิงอีซือฝุกระมัง?”

หลี่เหยียนเหนียนหัวเราะเบาๆ “เขาดีใจมากที่มันเป็นของขวัญสำหรับเจ้า คิดแค่ราคาทุนเท่านั้น”

เสียงหัวเราะเบามาก เพียงพริบตาก็ถูกลมพัดกระจายไป

พ่อเฒ่าหวางรู้สึกเพียงความเย็นวูบหนึ่งวาบผ่านลำคอ ชายชราหายใจติดขัดนิดๆ อดใช้มือลูบลำคอไม่ได้ ลูบถูกความอุ่นร้อนเล็กน้อย เหมือนไออุ่นที่ได้รับยามยื่นมือออกไปอังไฟจากเตา ศีรษะเกิดอาการวิงเวียน

“ที่แท้เจ้าลงมือรวดเร็วปานนี้!” หลี่เหยียนเหนียนพึมพำ

หย่งเยี่ยมองดูหยดเลือดท่ามกลางผืนหิมะเหล่านั้น ยิ้มพลางพูดว่า “ปีใหม่มีเรื่องครึกครื้นสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ซือฝุกล่าวได้ถูกต้องขอรับ”

รอยยิ้มของเด็กชายทำเอาจื๋อซื่อหนุ่มขนลุกเกรียวไปทั้งตัว เบือนหน้าหนีรีบเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ ที่วังกำลังรออยู่”

หย่งเยี่ยหาวหวอด วันนี้เขาเพลียมาก ต้องรีบกลับไปแต่เนิ่นๆ อี่หงกับหล่านชุ่ยยังรอของขวัญจากเขาอยู่เลย ตอนค่ำในวัง เขายังต้องกินข้าวร่วมกับครอบครัวและเล่นดอกไม้ไฟ เด็กชายพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวันนั้นในวังหลวงที่เขาแกล้งหลี่เทียนรุ่ย แล้วอดยิ้มไม่ได้ ยิ้มไปยิ้มมาพลันรู้สึกว่าความเย็นเฉียบสายหนึ่งไหลผ่านบนใบหน้า เขากลัดกระดุมหมวกคลุมศีรษะ ปกปิดความเย็นเฉียบที่จู่โจมใส่ใบหน้าไม่ได้หยุด

 

“รู้ไหมว่าเหตุใดถึงต้องให้เจ้าฆ่าชายแก่คนนั้น?”

หลี่เหยียนเหนียนเอ่ยขึ้นขณะที่ประคองของขวัญติดตามอยู่ข้างหลังหย่งเยี่ยภายในเขตร้านค้า ดวงตาวาบประกายอำมหิต

หัวใจหย่งเยี่ยดิ่งวูบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้สังเกตชายชุดดำสวมหมวกคลุมคนนั้น แต่งกายแบบชาวยุทธจักรธรรมดาทั่วไป จนกรอบเสียจนมีแค่ถั่วเงินเม็ดเดียวก็ยังยกให้ชายชรา หรือชายชุดดำคนนั้นจะมีความเป็นมาใหญ่โต?

“เขาชื่อเฟิงหยางซี ปีนี้อายุสิบแปดปี เป็น...ชาวยุทธ์!”

ชาวยุทธ์? ง่ายๆ แค่นี้? หย่งเยี่ยเบ้ปาก

“ตอนอายุสิบสองปี เขาหาโหยวหลีกู่พบ” หลี่เหยียนเหนียนพูดเนิบๆ

หย่งเยี่ยขมวดคิ้ว แล้วมันเก่งตรงไหน?

“ไม่เคยมีใครหาที่ตั้งของโหยวหลีกู่พบมาก่อน อัน ‘โหยวหลี’[4] นั้น หมายถึงเลื่อนลอยไม่แน่นอน”

หย่งเยี่ยค่อยสะดุ้งในใจ หากโหยวหลีกู่ตั้งอยู่ท่ามกลางแนวเทือกเขาแถบชายแดนตะวันตกของแคว้นอานจริงๆ การเตะให้คว่ำทั้งรังย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก ได้ฟังหลี่เหยียนเหนียนพูดแบบนี้ เขาค่อยตระหนักในความลึกลับของโหยวหลีกู่อย่างแท้จริง และยิ่งลึกลับเท่าไร พลังอำนาจของมันก็ยิ่งไม่อาจดูแคลน

“ตอนอายุสิบสี่ปี เขาเอาชนะจอมกระบี่อันดับหนึ่งของแคว้นฉีได้ ตอนอายุสิบห้าปี เขาต่อสู้กับยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแคว้นเฉินที่ด่านส่านอวี้[5]และสู้เสมอกัน เขาไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน”

“ท่านจะบอกว่า ที่ให้ข้าฆ่าชายแก่คนนั้น คือจงใจให้ข้าไปหาเรื่องเขาสินะ?” หย่งเยี่ยพูดยิ้มๆ

หลี่เหยียนเหนียนก็ยิ้มเช่นกัน

“เจ้าฆ่าคนที่เฟิงหยางซีคิดจะปกป้อง นอกเสียจากร่วมเป็นร่วมตายกับโหยวหลีกู่ ไม่เช่นนั้นมีแต่ต้องตายใต้เงื้อมมือเขา”

“พวกท่านขู่คนอื่นอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้เสมอรึ?”

“ซิงหุน จงอย่าลืมเสียล่ะ ทั้งหมดของเจ้า โหยวหลีกู่เป็นผู้มอบให้ทั้งสิ้น เป็นคนต้องมีคุณธรรม”

ซิงหุนหัวเราะพรืด เหลียวกลับไปชี้หน้าหลี่เหยียนเหนียนทันที หัวเราะลั่นจนหายใจไม่ทัน

“ต่อไป...ฮ่าๆ ถ้าท่านตายแล้ว ข้าจะเชิญพระมาสวดส่งวิญญาณให้ท่านแน่นอน ให้ท่านมีโอกาสได้ดูหนังสักครั้งหลังจากไปเกิดใหม่”

ปุยหิมะพลิ้วตลบทั่วผืนฟ้า บนถนน ผู้คนจ้ำฝีเท้าอย่างเร่งรีบ เด็กหนุ่มในชุดแพรปักลวดลายผู้หนึ่งเดินไปพลางยิ้มไปพลาง ข้างกายมีชายหนุ่มรูปงามสง่าเดินคิ้วขมวดมุ่นตามติดกระชั้นชิด ราวกับกำลังขบคิดปัญหาใด

 

หิมะตกไร้เสียง น้ำแกงในหม้อเหล็กบนเตาไฟยังคงพ่นไอร้อน

ภายในเขตกระท่อม บ้านแต่ละหลังต่างปิดประตูแน่น ถึงจะจนแค่ไหนที่นี่ก็เป็นบ้าน ลมหนาวที่ประตูไม้กระดานและรอยแตกบนผนังสกัดขวางไว้ไม่อยู่แทรกเข้าประตูมาได้ ยังถูกความอบอุ่นของครอบครัวยามปีใหม่หลอมละลาย

เฟิงหยางซีสูดกลิ่นคาวเลือดที่จับตัวแข็งในอากาศอย่างเงียบงัน ยิ่งพลุ่งพล่านเดือดดาล เขาก็ยิ่งใจเย็น

บนตัวของพ่อเฒ่าหวางเริ่มมีหิมะพอกสุม เหมือนกองหิมะเล็กๆ ที่นูนขึ้นมาจากบนพื้น

ปัดหิมะที่สุมอยู่ออก ชายหนุ่มมองเห็นมีดบินสีเงินครึ่งเล่มนั้นบนลำคอของชายชรา ไม่ได้โดนคอหอยจังๆ เขาดีใจสุดขีด ประคองพ่อเฒ่าขึ้นมา ตักน้ำแกงร้อนๆ หนึ่งถ้วยป้อนให้อย่างระมัดระวัง พ่อเฒ่าหวางไอออกมา ชายหนุ่มอุ้มพ่อเฒ่าหวางเดินไปยังร้านหมอ

ร้านหมอร้านยาในคืนวันสิ้นปีต่างปิดประตูแน่น เฟิงหยางซีเคาะประตูถี่รัว ตะโกนอยู่หลายครั้ง ประตูค่อยถูกแง้มออกเป็นร่องเล็กๆ “วันนี้ปิดร้าน...”

พูดไม่ทันจบคำ เฟิงหยางซีก็ชิงบุกเข้าไป

“หมอล่ะ? ช่วยคนด้วย!” มือชายหนุ่มแนบที่แผ่นหลังชายชราอยู่ตลอด ค่อยๆ ถ่ายพลังปราณเข้าไป ด้วยกลัวว่าชายชราจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

ครั้นเห็นมีดบินครึ่งเล่มนั้นบนลำคอของชายชรา หมอก็ตกตะลึง ไม่มีแก่ใจจะพร่ำบ่น รีบสั่งลูกศิษย์ตักน้ำร้อนมา ก่อนจะดึงมีดออกอย่างระมัดระวัง เมื่อดึงมีดออกมาและพอกยารักษาแผลแล้ว ค่อยถอนหายใจโล่งอก

“ยังดีที่มีดนี้จมลงในลำคอไม่ลึกนัก ทั้งยังปักเฉไป ดูว่าอันตรายแต่ความจริงไม่ได้เป็นปัญหามาก กงจื่อโปรดวางใจเถิด รักษาตัวไม่กี่วันก็หายดีแล้ว” หมอถอนหายใจ พูดอีกว่า “เพียงแต่พ่อเฒ่าอายุมากแล้ว อย่างไรก็ไม่เข้าทีนัก ต้องบำรุงร่างกายให้ดีๆ จึงจะได้”

เฟิงหยางซียิ้มพลางพยักหน้า ได้รู้ว่าพ่อเฒ่าหวางไม่เป็นอะไรมากก็ค่อยโล่งอก เห็นพ่อเฒ่าหวางตื้นตันใจจนอยากจะเอ่ยปาก ก็รีบบอกว่า “พักผ่อนให้ดีๆ เถิด ไม่เป็นไรหรอก”

ก่อนจะจากไป ชายหนุ่มหิ้วยา มือลูบคลำบนตัว ปรากฏว่าไม่มีเงิน จึงพูดเจื่อนๆ “วันนี้รีบร้อนช่วยคนจึงไม่ได้พกเงิน วันหน้าต้องนำมาจ่ายให้แน่นอน”

พ่อเฒ่าหวางหยิบถั่วเงินเม็ดนั้นออกมาจากในอกเสื้อด้วยมือที่สั่นเทา ชายหนุ่มแปลบใจวูบ รีบห้ามชายชราไว้

“พ่อเฒ่ากลับบ้านไปฉลองปีใหม่อย่างวางใจเถิด ข้าจะจัดการทั้งหมดให้เอง”

หมอส่ายหน้าโบกมือให้เขาพลางกล่าวว่า

“ใจหมอเช่นพ่อแม่ ท่านจอมยุทธ์กล้าหาญเปี่ยมคุณธรรม เชิญจากไปอย่างสบายใจเถิด”

“วันหน้าข้าต้องจ่ายเงินให้แน่นอน” เฟิงหยางซีพูดย้ำอีกครั้ง ค่อยอุ้มพ่อเฒ่าหวางจากไป

ส่งพ่อเฒ่าหวางกลับบ้านแล้ว ชายหนุ่มกลับไปยังกระท่อมเก่าโทรมของตน คีบมีดบินเล่มนั้นขึ้นมาพินิจดูอยู่ครู่ใหญ่

เขาปลดหมวกคลุมลงแล้ว โครงหน้าซูบผอม หนวดเคราบดบังใบหน้าไปเสียครึ่ง ดูรกสายตาอยู่บ้าง ขนคิ้วดกดำ สองตากลับเป็นประกายเจิดจ้าอย่างผิดคาด คมกริบสะกดใจ

ใครกันที่มาทำร้ายพ่อเฒ่าขายบะหมี่ที่น่าสงสาร?

จงใจมุ่งเป้าที่ตัวเขารึ?

อย่างนั้นทำไมถึงไม่ฆ่าป้าจางกับลุงเจ้าบนถนนสายนี้ไปด้วยเสียเลย?

คนใช้มีดบินแรงมือไม่มากพอและไม่แม่นยำพอ แทนที่จะบอกว่าฆ่าคน สู้บอกว่าเหมือนเด็กเล่นถานกง[6]แล้วพลาดไปทำร้ายถูกคนแก่เข้าเสียมากกว่า จอมยุทธ์หนุ่มสรุปได้ว่าอย่างนี้ แล้วเก็บมีดบินสีเงินไว้ในอกเสื้อ

สายลมพัดมาจากรอบด้านของกระท่อม ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง จอมยุทธ์หนุ่มนิ่งคิด แล้วออกไปข้างนอกอีกครั้ง

 

จิงตูผ่านปีใหม่ครั้งนี้อย่างไม่ราบรื่นเลย

๑ ค่ำเดือนอ้าย วันปีใหม่ ผู้ว่าการจิงตูใต้เท้าฉาวได้รับแจ้งความถึงหลายสิบคดี กลุ้มใจเสียจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เจ็บใจเสียจนชี้หม้อไฟทะเลที่บรรดาภรรยาหลวงน้อยภายในจวนตั้งอกตั้งใจจัดเตรียมให้ด่าทอว่า

“ห่อเกี๊ยวกินกันง่ายๆ สักมื้อก็พอแล้ว ทำซะหลายอย่างขนาดนี้ไปทำไมกันหา?!”

ภรรยาน้อยทุกนางต่างก้มหน้าลง ส่วนภรรยาหลวงเชิดหน้าพูดว่า “เหล่าเหยีย[7]รับแจ้งความจนกลุ้มใจ ไยต้องมาระบายใส่ทุกคนในบ้านด้วย? ข้าน่ะกระทั่งเงินเก็บส่วนตัวยังถูกโจรมันขโมยไปเลย บ้านพวกเราก็เป็นเจ้าทุกข์เหมือนกันนะเจ้าคะ!”

ใต้เท้าฉาวโกรธจัดจนตัวสั่น แต่ก็พูดไม่ออก สะบัดแขนเสื้อไปยังเรือนที่หลิวซือเยี่ย[8]พักอยู่

 

หลิวซือเยี่ยติดตามใต้เท้าวฉาวมายี่สิบปี เป็นลูกน้องคนสนิทของใต้เท้าฉาวมาโดยตลอด คิดเพียงครู่เดียวก็ได้ข้อสรุป

“ข้าดูว่าต้องมีคนคิดจะปล้นคนรวยช่วยคนจนเป็นแน่ขอรับ เงินก็ไม่ได้เอาไปมาก เพียงแต่ใต้เท้า...”

หลิวซือเยี่ยละครึ่งประโยคหลังไว้ไม่เอ่ยออกมา ดวงตาทอแววกังวล บ้านใต้เท้าฉาวถูกขโมยเงินก้อนโตเกินไป ก้อนโตมากเสียจนเขาได้ยินเข้ายังตกตะลึง ด้วยเบี้ยหวัดเดือนละสามสิบห้าสือ[9]ของผู้ว่าการจิงตู ไม่ว่าอย่างไรที่บ้านก็ไม่มีทางมีทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงได้อย่างแน่นอน หากเรื่องนี้แดงออกไป คดียังไม่ทันคลี่คลาย ใต้เท้าฉาวคงได้โดนสอบสวนเสียก่อนเป็นแน่

ระหว่างใต้เท้าฉาวกับหลิวซือเยี่ยไม่ต้องถือสาเรื่องมารยาทต่อกัน ใต้เท้าฉาวนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ รินเหล้าให้ตัวเองหนึ่งจอกดื่มลงไป พูดอย่างเจ็บใจว่า “ขโมยไม่มาก แต่ยุ่งยากยิ่ง หลัวไท่ซือ[10] มหาเสนาบดีจาง รองเจ้ากรมหม่าแห่งกรมคลัง เฉินหลางจง[11]แห่งกรมช่าง[12]...ไอ้โจรนี่ช่างเจ้าเล่ห์นัก ทำไมมันถึงไม่ไปวังตวนหวางเล่า!”

ที่แท้คืนวันสิ้นปี จิงตูเกิดคดีลักขโมย คฤหาสน์หลัวไท่ซือสูญเงินสามร้อยตำลึงเงิน คฤหาสน์มหาเสนาบดีจางสูญเงินสองร้อยตำลึงเงิน คฤหาสน์รองเจ้ากรมหม่าสูญเงินหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เฉินหลางจงถูกขโมยเงินไปห้าสิบตำลึงเงิน คฤหาสน์พ่อค้ามหาเศรษฐีในจิงตูต่างสูญเงินบ้านละหนึ่งพันตำลึงเงิน

ภริยาท่านผู้ว่าการจิงตูร้องไห้โวยวายแต่เช้าตรู่ เงินส่วนตัวที่นางเก็บสะสมไว้สามพันตำลึงหายวับไปเสียเฉยๆ ใต้เท้าฉาวใบหน้าเขียวคล้ำตวาดให้นางเงียบ

ของล้ำค่าที่ตัวเขาซ่อนไว้ในที่ลับถูกกวาดไปจนเกลี้ยง เงินจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อในการเป็นขุนนางมาหลายสิบปีของเขา จะให้เขาไม่แค้นได้ยังไง? แต่ก็ไม่กล้าเอะอะโวยวายเช่นกัน ทองคำมูลค่าหมื่นตำลึงทองเชียวนะ เป็นขุนนางอีก ๒-๓ ชาติ ไม่กินไม่ดื่มเลยเบี้ยหวัดรวมเข้าด้วยกันยังไม่มากเท่านี้ เขาขอแค่รักษาตำแหน่งขุนนางเอาไว้ได้ เงินน่ะค่อยหาเอาใหม่ก็ได้

แต่ครั้งนี้เจ้าทุกข์ล้วนแต่เป็นผู้มีอิทธิพล ถูกคนขโมยเงินไปอย่างเงียบเชียบ จะไม่โมโหได้อย่างไร? เหล่าขุนนางที่เป็นเจ้าทุกข์พากันส่งยามเฝ้าคฤหาสน์และบ่าวทาสในบ้านมาตีกลองร้องทุกข์กันตั้งแต่เช้าตรู่วันปีใหม่ แทบจะตีจนหนังวัวบนกลองใบใหญ่หน้าที่ว่าการจิงตูทะลุเป็นรู

ต่างเป็นเศรษฐีไม่ก็ขุนนางใหญ่ จะให้ใต้เท้าฉาวไม่กลุ้มใจได้อย่างไร?

“ใต้เท้า! ตวนหวางทรงคุมกองทหารรักษานครหลวง เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ไยไม่ไปขอความช่วยเหลือจากตวนหวางเล่าขอรับ?” หลิวซือเยี่ยเสนอแนะแผนการ

ใต้เท้าฉาวส่ายหน้า “ถึงข้าจะเป็นผู้ว่าการจิงตู ขุนนางสามผิ่นเจิ้ง[13] แต่คิดจะขอเข้าเฝ้าตวนหวางไหนเลยง่ายดาย!”

“ไยใต้เท้าจึงไม่ไปที่คฤหาสน์ท่านมหาเสนาบดีจาง...ขอร้องท่านมหาเสนาบดีโดยอ้างว่าสืบสวนคดีเล่า? ตวนหวางเฟยเป็นธิดาหัวแก้วหัวแหวนของท่านมหาเสนาบดีจางนะขอรับ”

ใต้เท้าฉาวตาเป็นประกาย ไม่กินเหล้าแล้ว ให้ซือเยี่ยแจ้งรองผู้ว่าการจิงตูเรียกตัวเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการฯ มา จัดเตรียมของขวัญจำนวนมากมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์มหาเสนาบดีจาง

 

คฤหาสน์ของมหาเสนาบดีจางตั้งอยู่ในซอยจ่าวจือของจิงตู บนพื้นหิมะหน้าประตูคฤหาสน์มีเศษกระดาษประทัดตกกระจายอยู่แถบใหญ่ แดงเจิดจ้าอย่างเป็นมงคล ในคฤหาสน์เงินหาย ก็ต้องฉลองปีใหม่กันอยู่ดี อย่าว่าแต่วันนี้ซื่อจื่อของตวนหวาง...หลานตาตัวน้อยของท่านมหาเสนาบดีแวะมาเยี่ยมคารวะเนื่องในวันปีใหม่อีกด้วย มหาเสนาบดีจางดีใจจนหน้าบาน สั่งบ่าวรับใช้ไปแจ้งความแล้ว ก็ไม่ได้เก็บเรื่องเล็กน้อยนั้นมาใส่ใจ

ตวนหวางและตวนหวางเฟยเข้าวังหลวง หย่งเยี่ยจึงมาที่คฤหาสน์ท่านตาเพียงลำพังโดยมีหลี่เหยียนเหนียนกับองครักษ์ของทางวังหนึ่งกองติดตามมาด้วย เด็กชายกำลังโคลงศีรษะเอื้อนบทกลอนของท่านตาเพื่อเอาใจให้ท่านดีใจอยู่พอดี

มหาเสนาบดีจางได้ฟังเสียงที่ใสกังวานของหลานรัก ได้เห็นใบหน้าที่เหมือนบุตรีสุดที่รักของท่านราวกับพิมพ์ ในใจนึกรักเอ็นดูเป็นนักหนา นึกถึงกาลก่อนที่เฝ้ากลัดกลุ้มเพราะอาการป่วยของหย่งเยี่ย มาบัดนี้หลานชายหายดีแล้วจริงๆ ท่านกลับเศร้าเสียใจอยู่นิดๆ

“หย่งเยี่ย เจ้ามีผลงานใหม่บ้างหรือไม่?” มหาเสนาบดีจางทราบดีว่าหลานชายนิยมชมชอบบทกวีอย่างมาก จึงมุ่งแต่พูดในเรื่องที่หย่งเยี่ยชอบ

หารู้ไม่ว่าหย่งเยี่ยรำคาญเรื่องนี้นี่แหละ ใช่ว่าลอกผลงานคนอื่นไม่ได้หรอก แต่เขาเกลียดที่จะทำ ยิ่งไม่คิดจะเผลอหน่อยเดียวก็โดนขนานนามว่าเป็นเด็กอัจฉริยะไปเสียแล้ว จนต่อไปต้องคบค้ากับบรรดากวีคร่ำครึอย่างช่วยไม่ได้ จึงส่ายหน้าพูดว่า

“ตั้งแต่ได้เห็นบทกวีของท่านตา หย่งเยี่ยก็ไม่กล้าแต่งกลอนอีกแล้วขอรับ!”

คำประจบนี้ทำเอามหาเสนาบดีจางหน้าบาน ดุหลานชายยิ้มๆ ว่าเป็นเจ้าหนูจอมประจบ

“ท่านตา ฟังว่าตอนท่านแม่ยังเด็ก มีเจี่ยเม่ยที่หน้าตาคล้ายกันมากอยู่ด้วย หน้าเหมือนหย่งเยี่ยด้วยหรือเปล่าขอรับ?” หย่งเยี่ยฉวยโอกาสถามออกไป เขาอยากจะรู้เรื่องนี้อย่างมาก

“นั่นมันตอนเด็กๆ หรอก ต่างพูดกันว่าหน้าเหมือนกันมาก พอโตมากลับไม่เหมือนแล้ว” มหาเสนาบดีจางกล่าวเสียงเรียบเฉย ดวงตาทอแววปวดร้าวจางๆ ราวกับกำลังนึกเสียใจเรื่องใด

“อย่างนั้นพวกลูกๆ ของท่านป้าท่านน้าของข้าเล่าขอรับ? หน้าตาเหมือนข้าสมัยเด็กๆ ด้วยหรือเปล่า?”

มหาเสนาบดีเฒ่าสะดุ้ง ยื่นมือไปรวบตัวหลานชายเข้ามากอด เอ่ยเบาๆ “พวกเขาบุญน้อย ตามีเจ้าเป็นหลานแค่คนเดียวแล้ว”

เหตุใดมหาเสนาบดีจางถึงพูดอย่างนี้? หรือเขาเป็นลูกแท้ๆ ของตวนหวางจริงๆ? หย่งเยี่ยนึกคาดเดาอยู่ในใจ ขณะจะถามต่อ พ่อบ้านของคฤหาสน์ก็รีบร้อนเดินเข้ามาบอกว่า ผู้ว่าการจิงตูใต้เท้าฉาวมาถึงแล้ว

หย่งเยี่ยเดินตามท่านตาไปที่ห้องโถงด้านหน้า เห็นใต้ชายคามีเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการจิงตูถือไม้ง่ามยืนอยู่แถวหนึ่ง ขุนนางหน้ายาวเหมือนม้าผู้หนึ่งนั่งทำหน้าอมทุกข์ สวมชุดขุนนางสีแดงเข้มพิมพ์ภาพนกยูง ศีรษะสวมหมวกแพรโปร่งสีดำประดับลายดอกไม้เงินและทอง[14] ดูจากการแต่งกาย ก็ทราบว่าเขาคือผู้ว่าการจิงตูใต้เท้าฉาว

“ขอคารวะปีใหม่ขอรับ! ท่านมหาเสนาบดีลำบากตรากตรำเพื่อประชาราษฎร์บ้านเมือง นี่คือน้ำใจเล็กน้อยจากเซี่ยกวน[15] พร้อมกันนี้...ขอทราบรายละเอียดของคดีลักขโมยเมื่อคืนนี้ด้วยขอรับ” ใต้เท้าฉาวลุกขึ้นโค้งคารวะต่ำ

มหาเสนาบดีจางสั่งคนให้พาบรรดาเจ้าพนักงานไปผิงไฟ ก่อนจะเชิญใต้เท้าฉาวนั่งลง กำลังคิดจะเอ่ยปาก แต่เห็นหย่งเยี่ยยังคงยืนอยู่ข้างๆ จึงลูบศีรษะหลานรัก เอ่ยยิ้มๆ

“หย่งเยี่ยไปเล่นเถิด กินข้าวเย็นแล้วค่อยกลับวังนะ”

ใต้เท้าฉาวได้ยินเข้าก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มประจบพลางกล่าวว่า

“ที่แท้คือซื่อจื่อของตวนหวางนี่เอง หน้าตาเฉลียวฉลาดน่ารักเสียจริง ต่อไปต้องเป็นผู้เก่งกาจแน่แท้!”

มหาเสนาบดีจางหัวเราะหึหึ ใบหน้าชราบานเต็มที่ดุจดอกเบญจมาศ

เดิมทีหย่งเยี่ยคิดจะรับทราบดูสักหน่อยว่าพวกขุนนางเขาสนทนาปราศรัยกันอย่างไร ท่านตากลับไม่อยากให้เขาอยู่ด้วย เด็กชายจึงประสานมือคารวะแล้วขอตัว ตอนเดินออกจากห้องโถงหน้า ได้ยินเสียงเหมือนใต้เท้าฉาวคุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอน

“เซี่ยกวนเจอเรื่องลำบากจริงๆ เสียแล้ว วอนขอใต้เท้า...”

กำลังคิดจะฟังต่อ แต่หลี่เหยียนเหนียนเดินมาหาพอดี เด็กชายจึงคลี่ยิ้ม เดินเข้าไปรับหน้า

“หลี่จื๋อซื่อยินดีเดินชมคฤหาสน์มหาเสนาบดีเป็นเพื่อนข้าหรือไม่?”

“ผู้น้อยรับบัญชาขอรับ!” หลี่เหยียนเหนียนทิ้งสองมือแนบลำตัวเอ่ยรับคำ

คฤหาสน์มหาเสนาบดีกินพื้นที่กว้างขวางมาก ข้างนอกได้กลายเป็นโลกสีเงินไปทั้งผืน หย่งเยี่ยเหลียวมองรอบด้านเห็นไม่มีคน ก็พูดยิ้มๆ ว่า “ข้าเห็นจื๋อซื่อดูจะสังเกตสนใจใต้เท้าฉาวผู้นั้นมาก”

“เป้าหมายคนถัดไปของเจ้าก็คือเขา!” หลี่เหยียนเหนียนพูดเสียงราบเรียบ

“ครั้งนี้เพราะอะไรอีก?”

“ตำแหน่งผู้ว่าการจิงตูสำคัญเพียงใด เขาเป็นคนของหวงโฮ่ว ไม่กำจัดไม่ได้”

หย่งเยี่ยถอนหายใจ “หรือคนที่ขวางทางองค์ชายใหญ่ต่างต้องกำจัดให้หมดสิ้น? คนทั้งแผ่นดิน จะฆ่าไหวได้อย่างไร?”

“องค์ชายใหญ่พระทัยกว้างมีเมตตา พระสนมหลี่กลับไร้ฐานไร้ที่พึ่ง ไม่ทำเช่นนี้ จะไปสู้หวงโฮ่วได้อย่างไร? แต่ข้าพอจะบอกเจ้าได้ว่า ผู้ว่าการจิงตูผู้นี้ไม่ใช่คนดี เป็นผู้ว่าการจิงตูแค่ห้าปี ก็รับภรรยาน้อยในจิงตูถึงเก้านางแล้ว ซื้อที่นากับบ้านนับไม่ถ้วน เขา...ยังเป็นแขกประจำของเรือนโบตั๋นอีกด้วย เมื่อคืนนี้จิงตูเกิดคดีลักขโมย ครอบคลุมถึงกรมคลัง กรมช่าง ซึ่งเป็นขุนนางที่เกี่ยวข้องกับภัยหิมะ ดูท่าทางโจรลักขโมยนั่นก็ใช่ว่าจะขโมยเงินอย่างเปะปะ แต่ใต้เท้าฉาวกลับไม่ได้แจ้งความว่าเงินหาย ไม่รู้เป็นเพราะเงินหายก้อนใหญ่เกินไป ขืนแจ้งจำนวน กลัวว่าตำแหน่งจะปลิวหรือเปล่า”

“ใครทำรึ?” หย่งเยี่ยถาม

หลี่เหยียนเหนียนยิ้มเจื่อนๆ

“เจ้านึกว่าโหยวหลีกู่รู้ไปหมดทุกเรื่องหรือไง? เรามีอิทธิพลของเรา แต่ใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง แผ่นดินกว้างใหญ่ออกปานนี้ โจรลักขโมยมีมากมายเกินไป”

คนขโมยเงินคือโจร คนปล้นชาติก็เป็นโจรเหมือนกัน หย่งเยี่ยคลี่ยิ้ม “ข้าเป็นนักฆ่าให้พวกท่าน ทั้งยังเป็นซื่อจื่อให้พวกท่าน ข้าควรได้รับเงินเดือนสองเท่าหรือเปล่า?”

หลี่เหยียนเหนียนนิ่งอึ้ง ล้วงตั๋วเงินใบหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ “กฎของหุบเขา ภารกิจครั้งนี้คือหนึ่งพันตำลึง”

หย่งเยี่ยรับมาอย่างไม่เกรงใจ แล้วมองหน้าจื๋อซื่อหนุ่ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา

“นับแต่บัดนี้ไป นอกจากถ่ายทอดข่าวจากทางหุบเขา พยายามเข้าใกล้ข้าให้น้อยที่สุด ข้าไม่ต้องการให้ใครก็ตามรู้ความสัมพันธ์ของข้ากับโหยวหลีกู่ หากทางหุบเขายังคิดจะให้ข้าทำภารกิจให้สำเร็จละก็”

หลี่เหยียนเหนียนขมวดคิ้ว “แต่วิทยายุทธ์ของเจ้า...”

“ที่ท่านต้องการคือผลลัพธ์ อย่างอื่นไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมาห่วงได้” หย่งเยี่ยแค่นเสียงเฮอะ

จื๋อซื่อหนุ่มถูกราศีอำนาจของเด็กชายทำเอาตะลึงลาน ครั้นนึกได้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะอายุแค่สิบขวบ ก็หงุดหงิดอัดอั้นอยู่ในใจ จ้องเงาหลังที่เดินจากไปไกลของหย่งเยี่ยเขม็ง พูดเสียงเหี้ยม

“ก็แค่อาศัยใบหน้านั้นหรอกวะ! แม้แต่ตวนหวางยังไม่กล้าพูดจากับข้าแบบนี้เลย ไอ้เด็กเวร!”

 

ตอนหย่งเยี่ยจะออกจากคฤหาสน์มหาเสนาบดี ใต้เท้าฉาวก็กำลังจะกลับเช่นกัน ก่อนขึ้นเกี้ยว เด็กชายหันไปยิ้มให้ฝ่ายนั้น ใต้เท้าฉาวถูกรอยยิ้มนี้ทำเอาตาพร่า รู้สึกว่าเหล่าอนุภรรยาสาวสวยในคฤหาสน์ต่างหมดสิ้นความงาม คิดอย่างระทึกใจว่า แม้แต่ม่ออวี้[16]ที่เป็นอันดับหนึ่งของเรือนโบตั๋นยังงดงามสู้ซื่อจื่อของตวนหวางไม่ได้ ดวงตาพลันทอแววหื่นกระหายอย่างลืมตัว ก่อนจะนึกถึงฐานะของหย่งเยี่ยขึ้นมาได้ จึงส่ายหน้าอย่างแสนเสียดาย

สีหน้าเหล่านี้ต่างตกอยู่ในสายตาของหย่งเยี่ยทั้งหมด เด็กชายคิดในใจอย่างเย็นชา หลี่เหยียนเหนียนอุตส่าห์ให้ข้าฆ่าขุนนางโกงกินคนนี้ทั้งที จะมาโทษข้าไม่ได้ละนะ

 

นี่เป็นครั้งแรกที่หย่งเยี่ยออกเคลื่อนไหวเพียงลำพัง เด็กชายเหม่อมองตัวเรือนอย่างใจลอย ทุกครั้งก่อนจะลงมือปฏิบัติภารกิจ เขามักจะชอบทบทวนแผนการอยู่ในใจเงียบๆ หนึ่งรอบ

กินข้าวจนเสร็จอย่างสงบ ทั้งยังไปที่ห้องทำงานของตวนหวางกล่าวทักทาย ๒-๓ คำ ตวนหวางมองหน้าเขาอย่างยิ้มแย้มอารมณ์ดี สายตานั้นดูแล้วแปลกๆ ชอบกล ไม่เหมือนกำลังมองดูบุตรชายของตัวเอง แต่เหมือนกำลังชมดูว่าคิ้วตาจมูกปากของเขารูปร่างเป็นอย่างไร หย่งเยี่ยไม่อยากสนทนาใกล้ชิดกับตวนหวางมากไปกว่านี้ เขากลัวจริงๆ ว่าสายตาที่ราวกับกำลังซื้อเนื้อเลือกผักของตวนหวางจะดูออกว่าเขาเป็นตัวปลอม

เด็กชายถอนหายใจ ชื่นชอบกลางคืนเหนือกว่ากลางวัน ภายใต้แสงแดดสาดส่อง เขาจะอ่อนเพลียได้ง่าย แต่พอถึงกลางคืน ตาของเขายังเจิดจ้ายิ่งเสียกว่าตาของแมวยามเที่ยงคืน

น่าเสียดาย...ที่เขาไม่มีทางใช้ชีวิตในความมืดตลอดไปได้ และไม่มีทางทำแบบนั้น

อี่หงกับหล่านชุ่ยเคยชินกับการไม่นอนเป็นเพื่อนเขาในยามกลางคืนแล้ว ทั้งยังไม่มารบกวนเขา การนี้ทำให้หย่งเยี่ยปฏิบัติงานในยามวิกาลได้สะดวกยิ่ง ต่อให้เป็นเช่นนี้ คืนนี้เขายังคงวางยาฝันเมามายใส่ในห้องของอี่หง หล่านชุ่ย และอินเอ๋อร์อยู่ดี รับประกันว่าพวกนางสามารถนอนหลับสบายรวดเดียวถึงฟ้าสางโดยไม่แม้แต่จะฝัน

“ป๊อก!” เสียงเคาะเกราะบอกเวลาของคนเคาะเกราะประจำวังดังขึ้นไกลๆ

หย่งเยี่ยจัดแต่งเสื้อผ้า ชุดดำกระชับตัว ผ้าคลุมสองสีดำขาว

ในฤดูที่มีหิมะ เขาไม่มีทางเผลอพลาดในจุดนี้

 

ยามค่ำคืน ภายในจวนผู้ว่าการจิงตูเสียงสรวลเสเฮฮาดังกังวาน หลังจากขอให้มหาเสนาบดีจางช่วยเหลือได้สำเร็จ ใต้เท้าฉาวจึงร่วมร่ำสุรากินหม้อไฟกับบรรดาภรรยาหลวงน้อยได้อย่างวางใจและสุขสำราญ

เสียงผีผา[17]ทอดยาวสาดพลิ้วออก เสียงหวานใสขับร้องอย่างนุ่มนวล “แม้นพายุหิมะแปดสิบหลี่ยังยากยิ่งจะขวางเอย พี่ยากลับคืนถิ่น...”

เสียงนี้ดึงหย่งเยี่ยให้จมดิ่งสู่อดีตในบัดดล พ่อของหลี่หลินเป็นนักแสดงงิ้วมือสมัครเล่น ว่างทีไรจะชอบรวมกลุ่มกับพวกลุงๆ ป้าๆ แสดงงิ้วกันทุกที หลี่หลินกลับบ้านไปเจอเข้า พ่อจะตวาดลั่นใส่เขาว่า “ไอ้ลูกหมา! ไปซื้อของกินที่แผงหมูตุ๋นของจางต้าเหยีย[18]มาหน่อยซิ!”

เขามักจะเอาเนื้อหมูตุ๋นที่ซื้อเรียบร้อยแล้วออกมาโชว์ให้พ่อดูยิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปข้างนอกอีกครั้ง

หย่งเยี่ยนิ่งฟังเสียงเพลงอย่างจมอยู่ในภวังค์ เสียใจเหลือเกินที่ตอนเป็นหลี่หลิน ไม่ได้อยู่กับพ่อให้มากๆ หน่อย

เสียงผีผาจบลง เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ดังขึ้นต่อ เสียงหัวเราะรื่นเริงดังขึ้นบ่อยครั้งภายในห้อง

หย่งเยี่ยหยุดความคิด จิตสังหารภายในใจได้จางลง ใต้เท้าฉาวสมควรตาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย? คนของหวงโฮ่ว? ต่อให้เป็นคนของอวี้เจียตี้ ก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่ดี

ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีกำลังจะขัดขืนโหยวหลีกู่ เรื่องอะไรเขาต้องยุติชีวิตที่มีความสุขขนาดนี้ด้วย?

เด็กชายตัดสินใจให้ใต้เท้าฉาวได้สุขสำราญนานขึ้น เขาฟุบหมอบบนหลังคาอย่างสบายอารมณ์ ชมภรรยาน้อยของใต้เท้าฉาวฟ้อนรำผ่านทางช่องกระเบื้องที่เลาะออก หากมองดูจากที่ไกล ตัวเด็กชายจะดูเหมือนหิมะสีขาวที่เพิ่งสุมขึ้นใหม่บนหลังคา

ภรรยาน้อยนางนั้นหน้าตาอ่อนหวาน สวมชุดแพรสีบานเย็น เปลี่ยนไปสวมรองเท้าผ้าต่วนพื้นแพร ท่าฟ้อนรำงามอ่อนช้อย ดูอายุแล้วแค่ประมาณสิบหกปี ใต้เท้าฉาวอายุตั้งสี่สิบกว่าปีแล้ว หย่งเยี่ยอิจฉาอย่างมาก เป็นผู้ชายยุคโบราณนี่ดีชะมัด ขอแค่มีเงินและมีปัญญาเลี้ยง จะแต่งเมียสักยี่สิบคนก็ไม่มีปัญหา

นึกถึงตรงนี้ เด็กชายนึกแค้นใต้เท้าฉาวขึ้นมาอีกครั้ง ประเดี๋ยวหล่านชุ่ยของเหล่าจือก็จะแต่งให้กับไอ้บัดซบหลี่เหยียนเหนียนนั่นแล้ว เหล่าจือไม่มีปัญญาจะแต่งงานกับนางและปกป้องนาง แล้วแกเป็นใครวะ ถึงได้กล้ามาย่ำยีสาวน้อยใสซื่อ?

ภรรยาน้อยร้องเพลงเสียงอ่อนหวาน แขนเสื้อยาวสะบัดออก ร่างกายสั่นระริกเหมือนยืนไม่มั่นคง ยิ่งทำให้ดูอ่อนแอน่าถนอม หย่งเยี่ยเพ่งดูดีๆ พบว่าบนพรมปูพื้นภายในห้องโปรยเมล็ดถั่วเหลืองไว้ทั่วพรม มิน่าเล่าถึงได้ยืนไม่มั่นคง ไอ้วิปริตนี่!

ใต้เท้าฉาวกลับชมดูอย่างหน้าชื่นตาบานร้องชมไม่ขาดปาก ให้ภรรยาน้อยที่ยังสาวอีกหลายนางถอดเสื้อตัวนอกเข้าไปร่ายรำด้วย

ฟูเหรินใหญ่[19]ที่นั่งอยู่ในที่นั้นก็ชมอย่างเพลิดเพลินเช่นกัน ข้างกายนางมีเด็กสาววัยกำดัดแต่งกายแบบภรรยาน้อยอีกคนกำลังแกะใยส้มออกอย่างระมัดระวังแล้วป้อนให้นางกิน คาดว่าภรรยาน้อยวัยละอ่อนเหล่านี้คือของเล่นสำหรับหาความสำราญของฟูเหรินใหญ่เช่นกัน

หย่งเยี่ยมองดูสาวน้อยหลายนางนั้นฟ้อนรำโงนเงน อดลูบฝ่าเท้าตัวเองไม่ได้ การสวมรองเท้าที่พื้นทำจากผ้าแพรชั้นเดียวไม่ต่างอะไรเลยกับการยืนบนกรวดทั้งเท้าเปล่า ต้องเจ็บแน่นอนอยู่แล้ว เด็กชายตัดสินใจจะช่วยเหล่าภรรยาน้อยผู้งดงามให้พ้นจากทะเลทุกข์โดยเร็วที่สุด นิ้วมือดีดเบาๆ ส่งยาสลบออกไป

ครู่หนึ่งให้หลัง ภายในห้องก็เงียบสงัด หย่งเยี่ยพลิ้วร่างลงไป คีบมีดบินออกมา มองดูอย่างปวดใจนิดๆ มีดบินทำพิเศษผสมเงินบริสุทธิ์ หนึ่งเล่มก็คือเงินดีๆ นี่เอง!

ใต้เท้าฉาวนอนสลบอยู่กับพื้น ภายใต้แสงเทียน ใบหน้ายาวเหมือนม้ายิ่งดูอัปลักษณ์ หย่งเยี่ยส่งเสียง “ชิ” ใส่ เดิมทีคิดจะปลุกหมอนี่ แต่พอนึกถึงว่ายังไงก็เป็นชีวิตคนหนึ่งชีวิต จึงใจอ่อนยวบ พึมพำว่า “แบบนี้แหละดีกว่า ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่!”

ระหว่างที่ยกมือ มีดบินยาวสองชุ่นได้จมลึกสู่คอหอยใต้เท้าฉาวอย่างแม่นยำ เหลือเพียงสีแดงหย่อมเล็กๆ ค่อยๆ เอ่อล้นออกมาจากปากแผล

เด็กชายกำลังคิดจะจากไป อารมณ์ขี้เล่นผุดขึ้นอีกครั้ง ใช้เหล้าเขียนบนผนังตัวใหญ่ๆ ว่า “มีดบินหลี่น้อย ไม่เคยพลาดเป้า!”[20] แปดคำ จากนั้นถอยหลังไปสองก้าวชื่นชมลายมือของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง

ในเมื่อโหยวหลีกู่ต้องการให้เขาทิ้งร่องรอยไว้ แบบนี้คงใช้ได้แล้วสินะ?

เดิมทีเขาควรจะรีบกลับวังโดยเร็ว แต่เขานึกถึงชายชราขายบะหมี่คนนั้นขึ้นมา จึงคลำตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงบนตัว แล้ววิ่งตะบึงไปยังตรอกน้อยหลังย่านรวมบุปผาแห่งนั้น

ปลายเท้าสะกิดหลังคาเบาๆ หย่งเยี่ยเสพสุขกับความรู้สึกเบาหวิวของการวิ่งตะบึงในสายลมอย่างเบิกบานใจยิ่ง ในตรอกมีบ้านเพียงไม่กี่สิบหลัง เขาตรวจหาไปได้สิบกว่าหลัง แต่ไม่พบพ่อเฒ่าขายบะหมี่คนนั้น ขณะที่กำลังเลิกแผงหญ้าแห้งมุงหลังคาของบ้านหลังหนึ่งขึ้นตรวจดู ประกายกระบี่สายหนึ่งได้แทงออกมาโดยไร้เสียง

หย่งเยี่ยร้องลั่นในใจว่าแย่แล้ว ดันลืมเสียได้ว่าเฟิงหยางซีเดินออกมาจากตรอกนี้ รีบตีลังกากลับหลังกลางอากาศ ปลายเท้างัดหญ้าขึ้นมาแผงหนึ่งบังสายตาของเฟิงหยางซีไว้

ความรวดเร็วของท่าร่างเฟิงหยางซีที่กระโดดออกมาจากด้านในกระท่อมทำเอาเด็กชายตกตะลึง สองมือซัดควันสลบออกไป ตัวถอยหลังไปอย่างว่องไวปานวิหคเหิน ไม่มีความคิดอยากสู้ต่อแม้แต่น้อย

เฟิงหยางซีแค่นเสียง “เฮอะ” ประกายกระบี่ตวัดออกดุจแถบผ้า หย่งเยี่ยทะนงตนในวิชาตัวเบาของตัวเองเสมอมา กลับรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางหลัง เด็กชายไม่ได้หันกลับไป อาศัยพลังจากการถูกแทงเร่งพุ่งปราดไปข้างหน้า

เฟิงหยางซีตวาดก้อง “จะหนีไปไหน!” ฟาดฝ่ามือใส่อีกครั้ง

เงาดำอีกหนึ่งสายพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ กลับไม่สนใจพลังฝ่ามือของเฟิงหยางซี กระทืบเท้าโดยแรง หลังคามุงหญ้าของกระท่อมหลังที่อยู่ใกล้ๆ ถล่มลงทันที ข้างใต้มีเสียงเจ้าของกระท่อมร้องเสียงหลงด้วยความตกใจดังมา

“เจ้าเล่ห์นัก!” เฟิงหยางซีคำรามเสียงเหี้ยม รีบกระโดดลงจากหลังคาไปช่วยคนโดยไม่อาจพะวงกับการไล่ตาม ครั้นเหลือบตามอง เงาดำสองเงาได้ลับหายไปกับผืนหิมะในพริบตา

ยังดีที่เป็นแค่กระท่อมมุงหญ้า ไม่ได้ทำให้บาดเจ็บ แต่ในคืนหิมะตก ไม่มีหลังคาหญ้าบังลมก็น่าสงสารอยู่ ชายหนุ่มได้แต่พาเจ้าของกระท่อมกลับไปพักที่กระท่อมของเขาก่อน

หลังจากจัดการช่วยเจ้าของกระท่อมที่หลังคาถล่มเรียบร้อยแล้ว จอมยุทธ์หนุ่มนั่งนิ่งไม่ขยับอยู่บนหลังคา หิมะโปรยปรายลงมาจากบนฟ้า แต่เขามิได้รู้สึกหนาว ทอดตามองเขตกระท่อมอันกว้างใหญ่นี้ท่ามกลางรัตติกาล มุมปากกระตุกยิ้มอย่างพอใจ นึกถึงผู้ว่าการจิงตูกลับมีเงินทองเพชรพลอยมากมายปานนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเป็นพิเศษ ปีนี้จะมากจะน้อยชาวบ้านยากจนของจิงตูจะผ่านไปได้อย่างพอไหวแล้ว

 

เงาพาหย่งเยี่ยกลับไปถึงวังตวนหวางอย่างเงียบเชียบ เด็กชายรู้สึกอึดอัดในอกจนต้องไอสำลักออกมาโดยแรง เห็นที่ออกมาจากปากกลายเป็นเลือดคำโต ก็รีบควานหายารักษาอาการบาดเจ็บสูตรลับของหุยหุนออกมากินทันที

“ไม่มีปัญหา เกราะทองดำช่วยสลายพลังภายในไปกว่าครึ่งแล้ว แค่โดนแรงกระแทกไปบ้าง รักษาตัวไม่กี่วันก็หาย” เงาพูดปลอบ

“ขอบคุณท่านอาเงา” หย่งเยี่ยไอเอาเลือดออกมาแล้ว ในอกค่อยโล่งสบายขึ้นมาก เฟิงหยางซีเก่งกาจเกินไปแล้วจริงๆ

“หากเจ้าได้ฝึก ‘คัมภีร์ภายในชีพจรสวรรค์’  จะไม่บาดเจ็บหนักขนาดนี้หรอก” เงาอดบ่นไม่ได้

หย่งเยี่ยยิ้มเจื่อนๆ ใช่ว่าเขาไม่ได้ฝึก “คัมภีร์ภายในชีพจรสวรรค์” ฝึกแล้วก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดีต่างหาก ปากกลับโกหกตามที่เงาชี้นำ

“ดูเหมือน ‘คัมภีร์ภายในชีพจรสวรรค์’ จะไม่มีอะไร ทั้งยังให้โหยวหลีกู่พบเข้าไม่ได้ ข้าจึงทำลายทิ้งไปแล้ว”

“ทำลายทิ้งไปแล้ว?!” เงาทวนคำเสียงสูงอย่างร้อนใจยิ่ง

หย่งเยี่ยรู้สึกได้ว่าเงาโมโหจนลมหายใจเปลี่ยนเป็นถี่กระชั้น เด็กชายเสียใจมาก ที่เงาช่วยชีวิตเขาและช่วยเหลือเขา ก็ไม่ใช่ว่าดีต่อเขาอย่างจริงใจ

ครู่หนึ่งให้หลังเงาค่อยถอนหายใจพูดว่า

“ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องห่วงพะวง บางทีคัมภีร์พลังภายในนี้อาจไม่เหมาะที่เจ้าจะฝึกก็เป็นได้ อีกอย่าง วันนี้เจ้าควรจะตรงกลับวัง ชายแก่คนนั้นตายไปแล้ว หากเขาไม่ตาย เจ้าจะเดือดร้อนอย่างมาก”

หัวใจหย่งเยี่ยสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าการที่ไม่ฆ่าพ่อเฒ่าคนนั้นให้ตาย ตัวเขาจะต้องเดือดร้อนอย่างมาก แต่เขาทำไม่ลงจริงๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะนึกขอบคุณหรือควรจะเคียดแค้นเงาดี

“เรื่องที่ข้าก่อขึ้น กลับต้องรบกวนท่านอาเงาตามล้างตามเช็ดให้ ข้าละอายใจนัก”

“ต่อไปอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” เงากำชับเตือนเสียงเรียบ

“ต่อไปหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ท่านอาเงาช่วยเฝ้าอยู่ข้างๆ จะดีกว่า ถ้าถูกหลี่เหยียนเหนียนพบเห็นเข้า ท่านอาเงาช่วยฆ่าเขาเสียก็แล้วกัน” หย่งเยี่ยพูดเน้นทีละคำ ถึงพ่อเฒ่าจะไม่ได้ตายด้วยมือเขา ก็ตายเพราะเขาอยู่ดี

เงานิ่งเงียบไปนาน ตอบว่า

“นี่ออกจะยุ่งยากอยู่บ้าง หลี่เหยียนเหนียนยังตายไม่ได้”

“เหตุใดท่านถึงดีกับข้า?”

“ข้าเคยบอกแล้วว่า ข้าติดค้างน้ำใจผู้อื่น...”

“ท่านบอกว่าให้ข้าได้เรียนรู้วิทยายุทธ์ หนี้น้ำใจนี้ก็ชดใช้หมดสิ้นแล้วไม่ใช่หรือ?”

เงากระอักกระอ่วนเล็กน้อย กล่าวอย่างเย็นชา

“เจ้าแค่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขก็ใช้ได้แล้ว”

“ท่านก็รู้ว่าข้าคือ...ไม่ใช่ซื่อจื่อ แล้วจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร? ท่านไม่กลัวหรือว่าข้าจะถูกจับได้จนยิ่งตายอนาถ?”

“ไม่มีทางหรอก จงจำไว้ ถึงเฟิงหยางซีจะอายุยังน้อย วิทยายุทธ์กลับไม่รู้สูงกว่าเจ้าตั้งเท่าไร จงอย่าไปหาเรื่องเขา” เงาพูดจบก็จากไปทันที

หย่งเยี่ยค่อยๆ ทบทวนคำพูดของเงา ทำหน้าเหมือนจะยิ้มคล้ายจะร้องไห้ ชั่วขณะนั้นในใจเจ็บปวดเสียใจนัก ลุกขึ้นเดินไปหยุดยืนที่หน้ากระจกทองเหลือง

ใบหน้า...งามประณีตแทบจะสมบูรณ์แบบ สีหน้าซีดขาว บนริมฝีปากยังคงมีเลือดติดอยู่เล็กน้อย กลับให้อารมณ์น่าถนอมปกป้องอย่างบอกไม่ถูก

“น้ำเคราะห์!” เด็กชายนึกถึงคำพูดของเยว่พ่อ แล้วพลิกมือคีบมีดบินเล่มหนึ่งขึ้นมาเล็งใส่ใบหน้า สุดท้ายลงมือทำลายโฉมหน้าไม่ลงอยู่ดี

เขาพึมพำกับกระจก “ชิงอีซือฝุ ท่านเคยบอกว่าถ้าไม่ไหวจริงๆ แผ่นดินกว้างใหญ่ ยังไงก็ต้องมีที่ให้อาศัยอยู่อย่างสงบได้ เมื่อไหร่ข้าถึงจะฝึกจนวิทยายุทธ์สูงขึ้นกว่านี้อีกหน่อยได้หนอ?”

 

ผู้ว่าการจิงตูใต้เท้าฉาวถูกคนชื่อซิงหุนฆ่า เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งจิงตู อารมณ์ดีๆ ของอวี้เจียตี้ถูกทำลายจนหมดสิ้น บัญชาให้รองผู้ว่าการจิงตูทำหน้าที่แทนชั่วคราว ให้กรมราชทัณฑ์คลี่คลายคดีภายในระยะเวลาที่กำหนด

ตวนหวางคุมกองทหารรักษานครหลวง ก็ถูกตำหนิด่าอย่างสาดเสียเทเสียเช่นกัน กรมราชทัณฑ์ยุ่งจนหัวปั่นร้องโอดครวญไม่ได้หยุด

ยังจับตัวฆาตกรไม่ได้ กลับค้นเจอเบื้องหลังว่าใต้เท้าฉาวฉ้อราษฎร์บังหลวงแทน อวี้เจียตี้ทรงตะลึงพรึงเพริดกับจำนวนทรัพย์สินของใต้เท้าฉาว แล้วพิโรธสุดขีด ขุนนางโกงกินเช่นนี้ไม่ฆ่าทิ้งคงไม่อาจดับความแค้นของปวงประชา แม้จะเป็นขุนนางในราชสำนัก อวี้เจียตี้กลับไม่ตรัสถามความคืบหน้าของคดีความอีก เรื่องราวจึงค่อยๆ สงบลงได้

ส่วนมีดบินที่หย่งเยี่ยส่งเข้าสู่คอหอยใต้เท้าฉาวเล่มนั้น เดิมทีถูกเก็บไว้ที่กรมราชทัณฑ์ในฐานะหลักฐานของคดี กลับถูกขโมยไปในคืนหนึ่ง

 

เฟิงหยางซีเหม่อมองมีดบินสองเล่มตรงหน้า เขาแน่ใจว่านี่คือนักฆ่ามืออาชีพ มีแต่นักฆ่ามืออาชีพที่ฆ่าคนเพื่อเงินโดยไม่ถามไถ่ดีเลว

“ฆ่าขุนนางโกงกินนั่นไม่เป็นไร แต่เจ้าไม่ควรฆ่าพ่อเฒ่าหวาง ‘มีดบินหลี่น้อย ไม่เคยพลาดเป้า’ อย่างนั้นรึ?” ชายหนุ่มยิ้มเย็นชา ดวงตาทอประกายคมกล้า

เขาต้องหาเจ้านั่นให้เจอให้จงได้ แล้วฆ่ามันเสียเพื่อล้างแค้นให้พ่อเฒ่าหวาง



<>::<>::<>::<>::<>::<>


[1] “บะหมี่หยางชุน” คือบะหมี่น้ำสไตล์ซูโจว เป็นอาหารขึ้นชื่อของแถบเจียงหนาน (ดูภาพที่ x หน้า x)
[2] “ถั่วเงิน” คือเงินก้อนหลอมเป็นรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนในสมัยโบราณ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[3] เฟิน คือหน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ; ๑๐ เฟิน = ๑ ชุ่น = ๓.๓ เซนติเมตร
[4] “โหยวหลี” (游离) แปลตรงตัวได้ว่า เร่ร่อนออกห่างอยู่เสมอ, เคลื่อนย้ายออกห่างอยู่เสมอ
[5] “ด่านส่านอฺวี้” คำว่า “ด่าน” ในที่นี้ คือคำที่ใช้เรียกประตูเข้าออกตรงแนวชายแดนของแคว้น ซึ่งจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามสถานที่ที่ด่านแห่งนั้นตั้งอยู่
[6] “ถานกง” คือหนังสติ๊ก หรือ ปางนู ในภาษาถิ่นภาคใต้ของไทย
[7] เหล่าเหยีย แปลว่า นายท่าน เป็นคำที่คนในบ้าน ตั้งแต่ภรรยาหลวงไปจนถึงบ่าวทาส ใช้เรียกประมุขชายของบ้าน
[8] “ซือเยี่ย” คือ เสมียน เป็นลูกจ้างที่ขุนนางจ้างมาช่วยจัดการงานเอกสาร ไม่ใช่ขุนนาง
[9] “สือ” คือมาตราตวงของจีนโบราณ และเป็นวิธีให้เงินเดือนของขุนนางจีนโบราณ โดยจะให้เป็นข้าวสาร ๑ สือ = ๑๐ โต่ว = ๑๐๐ ลิตร เงินเดือน ๓๕ สือ = ข้าวสาร ๓,๕๐๐ ลิตร
[10] ไท่ซือ คือตำแหน่งพระอาจารย์ของรัชทายาทและราชโอรสทั้งหลาย หลัวไท่ซือคือท่านพ่อของหลัวหวงโฮ่ว
[11] หลางจง คือชื่อตำแหน่งขุนนางถัดลงไปจากรองเจ้ากรม
[12] กรมคลัง, กรมช่าง อ่านรายละเอียดได้ที่หน้า x
[13] ยศของขุนนางจีนโบราณแบ่งเป็นเก้าผิ่น (ขั้น) โดย “หนึ่งผิ่น” สูงสุด “เก้าผิ่น” ต่ำสุด ในแต่ละผิ่นจะแบ่งย่อยเป็น “เจิ้ง” และ “ฉง” โดย “เจิ้ง” จะสูงกว่า “ฉง” เช่น หนึ่งผิ่นเจิ้ง หนึ่งผิ่นฉง เป็นต้น
[14] ชุดขุนนางสีแดงเข้มพิมพ์ภาพนกยูง สวมหมวกแพรโปร่งสีดำประดับลายดอกไม้เงินและทอง (ดูภาพที่ x หน้า x)
[15] “เซี่ยกวน” แปลว่า ขุนนางผู้อยู่ต่ำกว่า เป็นคำที่ขุนนางใช้เรียกแทนตัวเองเวลาสนทนากับขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่า
[16] ม่ออฺวี้ แปลว่า หยกดำ
[17] ผีผา คือเครื่องสายชนิดหนึ่งของจีน ลักษณะคล้ายกีตาร์ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[18] จางต้าเหยีย แปลว่า นายท่านแซ่จาง; ต้าเหยีย แปลว่า นายท่าน
[19] ฟูเหริน คือคำเรียกภรรยาของผู้อื่นอย่างยกย่อง แปลได้ว่า คุณนาย, มาดาม
[20] “มีดบินหลี่น้อย ไม่เคยพลาดเป้า!” (小李飞刀,例无虚发!) คือคำกล่าวขานในยุทธจักรของ “ลี้คิมฮวง” พระเอกเรื่อง “ฤทธิ์มีดสั้น” ซึ่งเป็นนิยายเรื่องดังของโกวเล้ง

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 01:04

0 ความคิดเห็น