ตอนที่ 13 วางแผนแนะนำตัว
เทศกาลหยวนเซียวเล่นโคมไฟของจิงตูคึกคักทุกๆ ปี หน้าบ้านเรือนทุกหลังต่างแขวนโคมไฟนานาชนิด บ้านเศรษฐีมีทรัพย์จะแขวนโคมกงเติง[1]โครงไม้จันทน์ แกะสลักเป็นลวดลายหงส์มังกร กรุแต่งด้วยผ้าไหมวาดรูปสีและห้อยพู่ไหมร้อยเม็ดหยกเป็นพวง บ้านที่ด้อยฐานะสักหน่อยจะแขวนโคมที่ใช้ไม้ไผ่เป็นโครง กรุกระดาษพิมพ์ภาพดอกไม้ นก และคน มีบ้านฐานะปานกลางบางหลังเช่นกันที่แขวนโคมไฟกรุด้วยผ้าแพรโปร่งหรือผ้าแพร
รูปร่างหลากหลายแบบ บ้างเรียบหรูดูโบราณ บ้างหรูหราอลังการ ทำเอาจิงตูกลายเป็นนครไร้ราตรี
โคมไฟของย่านรวมบุปผาน่าตื่นตากว่าที่ใด ใต้ชายคาหอโคมไฟ[2]แต่ละหอต่างแขวนโคมไฟหลากสีหลายแบบงดงามตระการตา ภายในย่านนี้มีหอนางโลมตั้งอยู่เนืองแน่น เทศกาลหยวนเซียวเหล่ากูเหนี่ยง[3]ภายในหอนางโลมแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสรรพแล้ว ก็ไปนั่งเอนอิงที่เหม่ยเหรินเข้า[4]ของชั้นสองขึ้นไป แย้มยิ้มประชันกับนานาโคมไฟของหอตนโดยไม่อาจพะวงกับลมหนาว
เหล่าคุณชายที่สนิทชิดเชื้อกับพวกนางหากใจกว้างสักหน่อย มักนิยมมอบโคมไฟอันงดงามให้กูเหนี่ยงในช่วงเวลานี้เพื่อแสดงไมตรี แม่เล้าจะสั่งคนคอยเฝ้าอยู่ในห้องโถงของหอนางโลมเพื่อการนี้ ทันทีที่มีโคมไฟมามอบให้ ก็จะใช้ราวไม้ไผ่คล้องขึ้นแขวนบนหอโคมไฟ จากนั้นตะโกนดังๆ ว่า
“จางกงจื่อมอบโคมม้าวิ่ง[5]แก่ถานเซียง[6]กูเหนี่ยงหนึ่งดวง!”
ที่ชั้นบนของหอก็จะมีกูเหนี่ยงเปล่งเสียงหัวเราะหวานใสออกมา “ถานเซียงขอขอบคุณกงจื่อเจ้าค่ะ!”
กลับไปกลับมาเช่นนี้ กลายเป็นวิธีประชันขันแข่งระหว่างกันของบรรดาหอนางโลมไปโดยปริยาย
เทศกาลหยวนเซียวเป็นเทศกาลของตวนหวางกับหวางเฟย
เทศกาลหยวนเซียวของทุกปี ตวนหวางจะควงแขนหวางเฟยเดินชมเทศกาลด้วยกัน ทบทวนความหวานชื่นเมื่อครั้งแรกพบในวัยหนุ่มสาว เวลาเช่นนี้จะมีเพียงองครักษ์คอยติดตามอยู่ห่างๆ โดยไม่กล้าเข้าไปรบกวน
อี่หง หล่านชุ่ย และอินเอ๋อร์ ต่างโวยวายขอไปชมโคมไฟ หย่งเยี่ยได้ยินคำว่า “ย่านรวมบุปผา” ก็สะกิดใจทันที นึกถึงเรือนโบตั๋น จึงเอ่ยอนุญาตและไปชมโคมไฟร่วมกับสาวใช้ทั้งสามด้วยความยินดี
ตอนเด็กชายเดินไปถึงย่านรวมบุปผา เห็นสาวใช้ทั้งสามต่างทำท่ากระมิดกระเมี้ยน ก็เอ่ยยิ้มๆ
“แค่ไปดูเฉยๆ ไม่ได้เข้าไปในหอสักหน่อย กลัวอะไรกัน? ยังมีข้าส้าวเหยียอยู่ทั้งคนนะ!”
สาวใช้ทั้งสามค่อยรับคำด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
ครั้นเข้าไปในย่านรวมบุปผา หย่งเยี่ยมองเห็นตัวอักษรใหญ่มหึมาเขียนว่า “เรือนโบตั๋น” ในทันที ที่แท้เพื่อสร้างความแปลกใหม่ในปีนี้ เรือนโบตั๋นจึงจงใจจ่ายเงินก้อนโตสร้างหอโคมไฟขึ้นมา ใจกลางหอเป็นโคมไฟสีที่สานเป็นรูปดอกโบตั๋นแย้มบานงามตระการหนึ่งดอก เพียงลูกเล่นนี้ก็ข่มหอนางโลมแห่งอื่นจนสิ้นประกาย ผู้ที่มาเที่ยวชมโคมไฟข้างใต้หอเองก็มีมากกว่าหอนางโลมอื่นๆ
หย่งเยี่ยพาสาวใช้ทั้งสามเบียดเสียดเข้าไปถึงข้างใต้เรือนโบตั๋น ได้ยินผู้รับใช้ภายในเรือนร้องตะโกนทอดเสียงยาวว่า “หลี่หยวนไว่[7]มอบโคมดอกเหมยแก่ม่ออวี้กงจื่อหนึ่งดวง” พอดี
พร้อมกับเสียงนี้ โคมไฟสูงหลายฉื่อ[8]ดวงหนึ่งก็ถูกนำขึ้นแขวนใต้ชายคาหอโคมไฟ
หย่งเยี่ยเคยเห็นงานเทศกาลโคมไฟมาแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินชื่อโคมดอกเหมยอะไรนี่มาก่อน เวลานี้จมูกได้กลิ่นดอกเหมยรวยริน ครั้นมองดูดีๆ ค่อยพบว่ารอบๆ ตัวโคมของโคมไฟดวงนี้ประดับด้วยดอกเหมยร้อยเป็นสาย กลิ่นดอกเหมยระเหยแผ่ออกมาตามความร้อนของโคมไฟ ยิ่งทวีความหอมกรุ่น เด็กชายอดจุปากชมไม่ได้ มองไปที่ชั้นบนของเรือน เห็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ ๑๔-๑๕ ปีผู้หนึ่งก้าวออกมายืน เอ่ยเสียงใสเสนาะอย่างนุ่มนวล
“ม่ออวี้ขอขอบคุณหลี่หยวนไว่ขอรับ”
จังหวะนี้ชายแก่อ้วนพุงพลุ้ยผู้หนึ่งเดินอย่างมีมาดเข้าไปในเรือน
หมอนี่หรือคือหลี่หยวนไว่?
ถ้าเราเข้าไปอยู่ในเรือนโบตั๋นแล้วจะเป็นเหมือนม่ออวี้อย่างนั้นหรือ?
หย่งเยี่ยมองเด็กหนุ่มนาม “ม่ออวี้” แน่วนิ่ง กลิ่นอายตำราตลอดทั้งร่าง ใบหน้าหมดจด ดวงตาทั้งคู่ดุจหยกดำ ไม่ให้ความรู้สึกโสมมน่าขยะแขยงแม้แต่น้อย
ผู้ชายกับผู้ชาย! คนหนึ่งคือตาแก่พุงพลุ้ยชื่อหลี่หยวนไว่ กับเด็กหนุ่มที่ดูสะอาดสะอ้านปานนี้!
หย่งเยี่ยรู้สึกเหมือนกัดแมลงวันเข้าปากไปครึ่งตัว พะอืดพะอมเหลือแสน
“ส้าวเหยีย หวางเยี่ยกับหวางเฟยอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ!” อินเอ๋อร์ตาไว กระตุกด้านหลังเสื้อของหย่งเยี่ยพลางพูดขึ้น
เด็กชายหันไปมอง เห็นตวนหวางเฟยกำลังค้อมตัวลงคุยกับเด็กหญิงน้อยคนหนึ่ง ใบหน้าประดับรอยยิ้มแสนอ่อนโยน ตวนหวางยืนมองนางอยู่ด้านข้างด้วยแววตาหม่นหมอง หัวใจหย่งเยี่ยกระตุกวูบ เห็นองครักษ์ของคนทั้งสองต่างยืนอยู่ห่างออกไปหนึ่งจ้าง เขาทราบว่าตวนหวางเป็นวิทยายุทธ์ สามารถคุ้มครองหวางเฟยได้ไม่มีปัญหา องครักษ์แค่มีเผื่อไว้เท่านั้น
เด็กชายนิ่งมองสองสามีภรรยา ตัวเขาเป็นลูกของท่านทั้งสอง พวกท่านกลับไปให้ความใกล้ชิดแก่ลูกของคนแปลกหน้า เมื่อก่อนตัวเขาพูดไม่ได้ ความสัมพันธ์จึงได้ห่างเหิน บัดนี้เขากระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ตรงหน้าพวกท่านแล้ว แต่กลับยังคงรู้สึกดุจพันภูผาหมื่นนทีขวางกั้น เพราะอะไรกันหนอ?
ความคิดอันเลือนรางความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจ
เด็กชายเห็นตวนหวางกับตวนหวางเฟยเดินชมโคมไฟต่อไป ก็รีบร้อนพูดกับพวกอี่หงว่า “พวกเจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้นะ ข้าขอตัวประเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวกลับมา”
“ส้าวเหยียจะไปไหนเจ้าคะ?”
“ข้าจะไป...ซื้อขนมให้พวกเจ้ากินเล่น” จบคำเด็กชายก็เบียดเข้าไปในฝูงคน ทำเอาสาวใช้ทั้งสามร้อนใจจนอยู่ไม่ติด แต่หาตัวเจ้านายน้อยท่ามกลางฝูงคนไม่พบเสียแล้ว
หย่งเยี่ยเบียดออกจากฝูงคนมาถึงตัวเด็กหญิงน้อยที่คุยกับตวนหวางเฟยเมื่อครู่นี้ พ่อของเด็กหญิงกำลังคั่วเกาลัด เด็กหญิงก็อายุประมาณสิบขวบเช่นกัน กำลังช่วยพ่อห่อเกาลัด หย่งเยี่ยคลำถุงใส่เงินดู หยิบถั่วเงินเม็ดหนึ่งออกมา ซื้อเกาลัดคั่วหนึ่งห่อ แล้วพูดยิ้มๆ ว่า “ลูกสาวของท่านรู้ความดีจริงๆ”
ชายฉกรรจ์คั่วเกาลัดยิ้มซื่อๆ
“เมื่อกี้ผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน ลูกสาวคนจนจะไปเหมือนคุณหนูผู้บอบบางได้อย่างไรเล่าขอรับ!”
หย่งเยี่ยถามเด็กหญิงยิ้มๆ
“ฟูเหรินแสนสวยท่านนั้นยังพูดอะไรกับเจ้าอีกบ้าง?”
เด็กหญิงน้อยยิ้มหวาน
“ท่านบอกว่าไม่รู้ว่าลูกของท่านก็กำลังทำงานด้วยเหมือนกันหรือเปล่าเจ้าค่ะ”
หย่งเยี่ยแสบตายิบๆ ทันที ซื่อจื่อไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตวนหวางกับตวนหวางเฟยจริงๆ นึกถึงสายตาอ่อนโยนแต่แฝงแววปวดร้าวของตวนหวางเฟย ในใจเด็กชายเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ล้วงถุงใส่เงินออกมา วางลงในมือเด็กหญิง เอ่ยเสียงนุ่มว่า “ข้ายกให้เจ้า เกาลัดที่เจ้าคั่วอร่อยมาก!”
“ไม่ได้นะขอรับกงจื่อ!” ชายฉกรรจ์คั่วเกาลัดรีบท้วงอย่างตกใจ
แต่หย่งเยี่ยหมุนตัวเดินจากไปเสียแล้ว
เห็นหย่งเยี่ยกลับมา สาวใช้ทั้งสามพากันโล่งอก พอทำท่าจะบ่น เด็กชายชิงยื่นเกาลัดร้อนๆ ไปให้
“รีบกินตอนยังร้อนล่ะ หวานมากเลย”
จากนั้นคนทั้งสี่เดินชมโคมไฟไปพลางกินเกาลัดคั่วไปพลางอยู่ข้างใต้เรือนโบตั๋น หย่งเยี่ยเพ่งสมาธิสังเกตดูทุกคนซึ่งปรากฏตัวที่ชั้นบนของเรือน แล้วแอบจำเอาไว้
จังหวะนี้เด็กชายรู้สึกว่ามีคนพุ่งเข้ามาชนใส่เขา จึงถอยไปหนึ่งก้าวอย่างนุ่มนวลลื่นไหล คุ้มครองอินเอ๋อร์ไว้ข้างหลัง แล้วเหลือบสายตาขึ้นมองผู้ที่พุ่งเข้ามาชน รอยยิ้มพลันผุดขึ้น
“ถวายบังคมฝ่าบาทรองพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เทียนรุ่ยสวมเสื้อผาวสีม่วงเหลือบทองและผ้าคลุมสีเดียวกัน ริมฝีปากหยักได้รูปชัดเจนกดเป็นรอยยิ้มแดกดันจางๆ
“เป็นไร ซื่อจื่อเดินชมโคมไฟตามลำพัง? ไม่ได้เดินกับเสด็จอารึ?” พูดแล้วเคาะศีรษะตัวเอง ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เกือบลืมไปแล้วสิ เทศกาลวันนี้ เสด็จอาจะเดินเที่ยวกับอาสะใภ้เท่านั้น”
“เดิมทีวันนี้ก็เป็นวันที่คู่ควรแก่การจูงมือเดินชมโคมไฟระลึกอดีตของเสด็จพ่อกับท่านแม่อยู่แล้ว หย่งเยี่ยเองไม่มีความคิดจะไปทำลายบรรยากาศเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” หย่งเยี่ยยิ้มอย่างสงบ
หลี่เทียนรุ่ยเห็นยั่วโมโหไม่สำเร็จ ก็นึกเคืองอยู่ในใจ เงยหน้าขึ้นเห็นเหล่าเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเอนอิงอยู่ตรงเหม่ยเหรินเข้าบนชั้นสองของเรือนโบตั๋น ก็เชิดคางเอ่ยยิ้มๆ
“ม่ออวี้กงจื่อจะไปแน่อะไร ถ้าหย่งเยี่ยขึ้นไปยืนบนหอนั่น จะกงจื่ออะไรก็อับแสงทั้งนั้น!”
หย่งเยี่ยกำลังนึกสะอิดสะเอียนพอดี มาได้ยินหลี่เทียนรุ่ยพูดแบบนี้ก็หน้าตึง เอ่ยเสียงเย็น “อี่หง หล่านชุ่ย อินเอ๋อร์ กลับวัง!”
สาวใช้ทั้งสามได้ฟังคำดูแคลนของหลี่เทียนรุ่ยก็โกรธจัดเหมือนกัน แต่ทราบดีว่าเอาเรื่ององค์ชายรองไม่ได้ จึงพากันเดินออกไปด้านนอกด้วยใบหน้าบึ้งตึง
หลี่เทียนรุ่ยก้าวพรวดไปขวางหน้าญาติผู้น้องไว้ เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ดูเถอะ ท่าทางตอนโกรธนี้ช่างรูปงามแท้ มิน่าเล่าเฉียงเวยได้เห็นซื่อจื่อถึงได้ติดแจทันที ยายหนูอายุแค่หกขวบยังหลงใหลซื่อจื่อถึงเพียงนี้ หากซื่อจื่อโตขึ้นอีกนิด เกรงว่าจะเป็นคุณชายรูปงามที่สุดในจิงตูแล้ว”
หย่งเยี่ยเห็นเด็กหนุ่มเพียรยั่วโมโหเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ฝืนข่มโทสะ ก้มหน้าเดินจากไป จะไปทางซ้ายหรือทางขวา หลี่เทียนรุ่ยล้วนแต่ขวางหน้าไว้
“ฝ่าบาทรอง ก่อเรื่องกลางถนนใหญ่จะขายหน้าทั้งสองฝ่าย ไปหาที่ลับตาคนคุยกันดีๆ เป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?” หย่งเยี่ยพูดเสียงเรียบ
หลี่เทียนรุ่ยมองหน้าคนพูดอย่างสงสัย หย่งเยี่ยตัวสูงแค่อกเขาเท่านั้น ทำไมถึงมีความกล้าขนาดนี้? เด็กหนุ่มหัวเราะก้อง เอ่ยว่า
“ได้สิ! ไปตรงไหน?”
หย่งเยี่ยชี้ไปที่ตรอกเล็กๆ หลังย่านรวมบุปผา
อี่หงนึกหวั่นขึ้นมา เอาศอกกระทุ้งอินเอ๋อร์ อินเอ๋อร์หัวไว หมุนตัววิ่งเข้าสู่ฝูงคนรีบกลับวังไปแจ้งข่าว
เดินไปถึงปากตรอก หย่งเยี่ยก็หยุดยืน
“หนึ่งต่อหนึ่ง ทรงกล้าไหม?”
หลี่เทียนรุ่ยหัวเราะเจื่อนๆ สั่งองครักษ์ว่า
“พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้”
“ส้าวเหยีย!” องครักษ์ทักท้วงอย่างร้อนใจ
“ฝ่าบาทรองแค่จะคุยกับข้าเท่านั้น ไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน พวกเจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวเดียวก็ออกมาแล้ว” หย่งเยี่ยพูดจบก็เดินเข้าไปในตรอก
ครั้นเห็นว่าลับสายตาทหารองครักษ์ของหลี่เทียนรุ่ยกับอี่หงและหล่านชุ่ยแล้ว หย่งเยี่ยก็มองดูตำแหน่ง ก่อนเอ่ยยิ้มๆ
“ฝ่าบาทรองอยากจะอัดกระหม่อมปานนี้เทียว?”
หลี่เทียนรุ่ยแค่นเสียงเฮอะ “หลีหย่งเยี่ย ข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้ง เฉียงเวยเล่นกับข้าได้คนเดียวเท่านั้น เจ้าจงอยู่ให้ห่างๆ นางซะ”
“ในเมื่อทรงใส่ใจเฉียงเวยปานนี้ เหตุใดตอนนั้นถึงยังปล่อยให้นางเข้ามาหากระหม่อม? ไม่กลัวหรือว่ากรวดเหล็กในประทัดจะระเบิดทำร้ายนาง? หลี่เทียนรุ่ย ท่านโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! แต่ว่า...” หย่งเยี่ยกลอกตา “อย่างไรก็ดีกว่าคนหน้าไหว้หลังหลอก คนบางคนเปลือกนอกอ่อนโยนไร้พิษภัย แท้จริงอำมหิตชั่วร้ายยิ่งเสียกว่าท่าน ถูกหรือไม่?”
“เจ้าอยากจะบอกอะไร?” หลี่เทียนรุ่ยมองคนพูดอย่างระแวดระวัง
“กระหม่อมอยากจะบอกว่า ต่อให้กระหม่อมไม่ลงมือ ก็สามารถสั่งสอนท่านได้ ท่านเชื่อไหม?” หย่งเยี่ยรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ
หลี่เทียนรุ่ยมองญาติผู้น้องอย่างสงสัย
“หากกระหม่อมทำได้ ฝ่าบาทจะยอมเชื่อไหมว่ากำลังของกระหม่อมสามารถช่วยฝ่าบาทได้?”
“ฮ่าฮ่า!” หลี่เทียนรุ่ยหัวเราะลั่น ในเสียงหัวเราะแฝงแววเคียดแค้น “ช่วยข้า? ช่วยอะไรข้า? พ่อเจ้ายังไม่ยอมช่วยข้าเลย แล้วเจ้าแน่มาจากไหน?!”
หย่งเยี่ยเล็งเตะใส่อีกฝ่ายทันที กำลังไม่หนักไม่เบา ทำให้หลี่เทียนรุ่ยรู้สึกเจ็บพอดี หลี่เทียนรุ่ยโกรธจัด
“หน็อยแน่ คอยพูดดึงความสนใจของข้า แล้วฉวยโอกาสลงมือ เจ้ากับมันก็ไอ้ประเภทเดียวกันนั่นแหละ!”
เด็กหนุ่มฟาดหนึ่งฝ่ามือใส่ ค่อยเข้าประชิดตัวหย่งเยี่ย หย่งเยี่ยร้อง “โอ๊ย!” ดังลั่น ตัวกระเด็นลอยออกไป
หลี่เทียนรุ่ยตกตะลึง พลันเห็นในกระท่อมหลังเล็กด้านข้างมีเงาดำเงาหนึ่งพุ่งปราดออกมารับร่างของหย่งเยี่ยไว้ หลี่เทียนรุ่ยตวาดลั่นทันที
“เจ้าเป็นใคร กล้ามายุ่งเรื่องของเปิ่น...กงจื่อรึ?! วางคนในมือของเจ้าลง วันนี้แหละเปิ่นกงจื่อ[9]จะสั่งสอนมันให้รู้สำนึก!”
เฟิงหยางซีก้มหน้าลงดูหย่งเยี่ย เห็นเด็กชายหน้าซีดขาว หวาดกลัวจนตัวสั่น อารมณ์สงสารพลันผุดขึ้นในใจ เงยหน้าขึ้นมองหลี่เทียนรุ่ยอย่างเย็นชา
“ข้าทนเห็นคนรังแกผู้อ่อนแอกว่าเหมือนอย่างเจ้าไม่ได้มากที่สุด ไสหัวไปซะ!”
หลี่เทียนรุ่ยมีหรือเคยได้ยินคำว่า “ไสหัวไป” ? เห็นอีกฝ่ายอายุแค่ ๑๗-๑๘ ปี ก็ตวาดเสียงเกรี้ยว พุ่งเข้าไปต่อยใส่หนึ่งหมัด
เฟิงหยางซีพลิ้วหลบอย่างคล่องแคล่ว ประหลาดใจเล็กน้อยกับพื้นฐานที่มั่นคงของวิทยายุทธ์เด็กหนุ่ม
หลี่เทียนรุ่ยเห็นหมัดพลาดเป้า ในใจยิ่งเดือดจัด เปลี่ยนจากหมัดเป็นฝ่ามือ ทุกกระบวนท่าล้วนอำมหิต
ดูไปได้ไม่กี่กระบวนท่า เฟิงหยางซีขมวดคิ้ว
“กระบวนท่าชั่วร้ายอำมหิตแบบนี้ กลับมาลงมือใส่คนแปลกหน้า ถ้าไม่สั่งสอนเจ้า ต่อไปไม่ยิ่งแย่รึ!”
กล่าวพลางขยับท่าร่าง หลี่เทียนรุ่ยยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกเตะใส่ก้นอย่างจัง ถลาล้มลงกระแทกพื้นจนหัวหมุนตาลาย ชุดใหม่ที่สวมเปื้อนน้ำหิมะจนสกปรกไปหมดอีกครั้ง
“ท่าห่านร่วงนอนวัดทรายก้นโด่ง!” หย่งเยี่ยปรบมือเบาๆ นึกถึงกระบวนท่าของเหล็งฮู้ชงในเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร”[10]
เฟิงหยางซีตบศีรษะเขาเบาๆ ดุว่า “ยังไม่รีบกลับบ้านอีก? ต่อไปอย่าเที่ยวไปหาเรื่องอันธพาลน้อยแบบนี้อีกล่ะ!”
“ขอบคุณพี่ชายมาก พี่ชายชื่ออะไรเหรอ?” หย่งเยี่ยถามหน้าซื่อ
เฟิงหยางซียิ้มแล้ว เอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ข้าชื่อเฟิงหยางซี แปลว่าสายลมหอบพัดขึ้น”
“เฟิงจื่อเกอเกอ!”[11] หย่งเยี่ยยิ้มหวานโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี สู้เขาไม่ได้ขอหลอกด่าสักหน่อยกับหลอกใช้สักหนก็ยังดี ด้วยนิสัยของหลี่เทียนรุ่ย ต่อไปต้องไปหาเรื่องเฟิงหยางซีอย่างแน่นอน
หย่งเยี่ยวิ่งเหยาะๆ จากไปอย่างอารมณ์ดีมาก ทั้งยังหันกลับไปยิ้มให้หลี่เทียนรุ่ยที่ดูทุลักทุเล
หลี่เทียนรุ่ยหายโกรธแล้ว มองเงาหลังของหย่งเยี่ยอย่างเจ็บใจ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกตรอกโดยไม่พูดอะไร
เฟิงหยางซีพูดเสียงเข้ม
“อย่าให้ข้าเห็นเจ้ารังแกคนอ่อนแออีกล่ะ นี่คือการสั่งสอนเจ้า!”
หลี่เทียนรุ่ยถลึงตาใส่คนพูดอย่างดุดัน แค่นเสียงเฮอะ พูดว่า
“เฟิงจื่อ (ลม) ? เฟิงจื่อ (คนบ้า)[12] มากกว่ามั้ง!”
เฟิงหยางซีตะลึง ก่อนจะส่ายหน้า หมุนตัวกลับเข้าไปในกระท่อม
หย่งเยี่ยรอหลี่เทียนรุ่ยอยู่ที่ปากตรอก หลี่เทียนรุ่ยขึงตาใส่ญาติผู้น้องด้วยใบหน้าบึ้งตึง เนิ่นนานค่อยยิ้มออกมา ยื่นมือไปโอบไหล่หย่งเยี่ย
หย่งเยี่ยเบี่ยงตัวหลบ พูดเบาๆ “ฝ่าบาทต้องจำไว้ว่า อย่าสนิทสนมกับกระหม่อมมากเกินไป ข้อแรก กระหม่อมไม่ชินกับการใกล้ชิดฝ่าบาทปานนี้ ข้อที่สอง ฝ่าบาททรงจำไว้ก็พอว่า คำพูดของกระหม่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด! ภายในหนึ่งปีจะทำให้เรื่องที่ฝ่าบาททรงคิดไว้สำเร็จอย่างแน่นอน ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องระแวงกระหม่อม ฝ่าบาทไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แค่ให้ความร่วมมือกับกระหม่อมเล็กน้อยก็พอ หลังจากเรื่องสำเร็จ ฝ่าบาทจะตระหนักในความภักดีของกระหม่อมเอง เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ไยจึงจะไม่ยินดีทำเล่า?”
หลี่เทียนรุ่ยมองดูเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อน แล้วยิ้มเย็นชาเหี้ยมเกรียมกล่าวว่า “ข้าไม่ต้องทำอะไร และจะไม่ทำอะไร ทุกเรื่องเจ้าจงคิดวางแผนเอาเอง คิดจะวางกับดักข้า ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าเป็นลูกของเสด็จอาหรือเปล่า!”
หย่งเยี่ยทำเป็นไม่ได้ยิน เดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
โหยวหลีกู่ พวกเจ้าอยากให้ข้าช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ บัดนี้คนที่ข้าช่วยคือองค์ชายรอง พวกเจ้าจะทำอย่างไรหนอ?
วสันต์ค่อยๆ ละลายหิมะที่สะสม บนกิ่งก้านแตกหน่ออ่อน หย่งเยี่ยฟุบสัปหงกกับโต๊ะอย่างอ่อนเพลีย
คิมหันต์แผดเผาวสันต์ สีเขียวสดอันอุดมทอดไปไกลสุดสายตา หย่งเยี่ยยังคงฟุบสัปหงกกับโต๊ะอย่างอ่อนเพลีย
หนึ่งปีมานี้ขอเพียงเข้าวังมาเรียนหนังสือเป็นเพื่อนราชโอรสทั้งสาม หย่งเยี่ยเป็นต้องมีอาการเนือยๆ เช่นนี้
“ฟุ่บ!” ชั่วพริบตาที่ตำราในมือหวงไท่ฟู่[13]ขว้างออกไป หย่งเยี่ยก็ตื่น ไม่แค่ตื่นเท่านั้น ยังกระแทกหนังสือบนโต๊ะตกพื้นอย่างแนบเนียน และก้มตัวลงไปเก็บ ตำราเล่มนี้จึงลอยผ่านศีรษะเขาไปกระแทกใส่หน้าขององค์ชายสามหลี่เทียนเสียงที่นั่งอยู่ข้างหลังเขาพอดิบพอดี
“ผัวะ!” “โอ๊ย!” หลี่เทียนเสียงเอามือกุมหน้าร้องอุทานออกมา
หย่งเยี่ยเหลียวหลังไปมองหลี่เทียนเสียงอย่างแปลกใจ กะพริบตาทำหน้าสงสัย หลี่เทียนเสียงลุกพรวดขึ้นยืนร้องถามเสียงดัง “ไท่ฟู่ขว้างตำราใส่ข้าทำไม?!”
หวงไท่ฟู่ตกตะลึง ชี้ไปที่หย่งเยี่ย ยังไม่ทันได้พูดอะไร หย่งเยี่ยชิงพูดยิ้มๆ ขึ้นก่อนว่า
“ไท่ฟู่ต้องคิดจะเชิญให้ฝ่าบาทสามท่องตำราเป็นแน่!”
หวงไท่ฟู่จะบอกว่าขว้างใส่ผิดคนก็กระไรอยู่ จึงพูดว่า
“เมื่อครู่นี้สอนถึงตรงไหนแล้ว? ท่องต่อจากตรงนั้น!”
หลี่เทียนเสียงตะลึง เขาไม่ได้ตั้งใจฟังที่สอนจริงๆ จึงอึกอักอยู่ ๒-๓ คำแล้วตอบไม่ได้
หวงไท่ฟู่ฉวยโอกาสชี้มาที่หย่งเยี่ย “เจ้าท่องซิ!”
หย่งเยี่ยตาค้าง เผยอปากแล้วพูดว่า
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าฝ่าบาทใหญ่กับฝ่าบาทรองทรงท่องได้!” จัดแจงกระพือไฟลามไปใส่หลี่เทียนโย่วกับหลี่เทียนรุ่ย
หลี่เทียนโย่วมองญาติผู้น้องอย่างนึกสนุกโดยไม่พูดอะไร
หลี่เทียนรุ่ยแค่นยิ้มเย็นชา “ไท่ฟู่สั่งให้เจ้าท่องต่างหาก!”
“หรือฝ่าบาทรองทรงท่องไม่ได้?”
“ใครว่าข้าท่องไม่ได้?” หลี่เทียนรุ่ยท่องออกมาอย่างไม่ยอมแพ้
“จิงตูเรืองบุรี สามร้อยหลี่ศรีอาณา
ตระกลมณฑิรา ปรากฏกั้งกำบังสูรย์
แย่งยอดสอดสลับ ระดับเมฆเรขจำรูญ
คิริศทิศทางบูรพ์ พู้นฉินซานนานจำเนียร
ฉินชวนชลธาร ชลาการผ่านวังเวียน
เรือนหลวงปวงมณเฑียร ระเมียรลักษณ์ตำหนักทอง
ระเบียงเรียงหลั่นลด หลังคาคดบทครรลอง
ชดช้อยลอยลำยอง ล้วนสอดคล้องถ่องแถวทำ
ต่างล้อมจอมปราสาท เคหาสน์หันประจันประจำ
เสมอเบื้องเครื่องบนค้ำ ง้ำขอแข่งจำแรงเลอ...”
ท่องจบมองหย่งเยี่ยอย่างท้าทาย
หย่งเยี่ยยิ้มละไม ท่องออกมาเหมือนกันทุกประการ แล้วมองหลี่เทียนรุ่ยอย่างท้าทายเช่นกัน
หลี่เทียนโย่วเบือนหน้าหนีพยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์ หย่งเยี่ยฉลาดเกินไปแล้ว เด็กหนุ่มกระแอม แล้วท่อง “กาพย์จิงตู”[14] ที่หวงไท่ฟู่ภูมิใจนักหนาเสียงดังกังวาน
หลี่เทียนเสียงยังคงตั้งตัวไม่ทัน ยังจำไม่ได้อยู่ดี
หวงไท่ฟู่ได้แต่ถลึงตาใส่หย่งเยี่ย แล้วหยิบไม้บรรทัดออกมา คว้ามือหลี่เทียนเสียงมา ตีลงไปแรงๆ สามที “จะได้รู้จักหลาบจำ!”
หลี่เทียนเสียงเจ็บจนสูดปาก
หวงไท่ฟู่ปาตำราใส่ผิดคน จึงหมดอารมณ์จะสอนต่อ โยนไม้บรรทัดทิ้ง สะบัดแขนเสื้อจากไป
หลังหวงไท่ฟู่ออกไปจากห้องแล้ว หลี่เทียนโย่วถามหลี่เทียนเสียงอย่างห่วงใย “เจ็บไหมซานตี้?”
หลี่เทียนรุ่ยแค่นหัวเราะเย็นชาพูดว่า “ต้าเกอเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องปานนี้เทียว?” พลางหักนิ้วเปาะๆ มองหย่งเยี่ยอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ “เจ้าเล่ห์นักนะ! ไท่ฟู่ปาตำราใส่เจ้าแท้ๆ กลับให้ซานตี้เป็นแพะรับบาป จนซานตี้โดนทำโทษ! ข้าต้องระบายโทสะแทนซานตี้ให้ได้” จบคำพลันฟาดฝ่ามือใส่หย่งเยี่ยทันที
หย่งเยี่ยกำลังจะเบี่ยงหลบ แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ จึงกลอกตาวูบ รับฝ่ามือนี้ตรงๆ ล้มตึงลงกับพื้น
“หย่งเยี่ยไม่เป็นไรนะ! หยุดนะเอ้อร์ตี้!” หลี่เทียนโย่วตกใจอย่างยิ่ง รีบพุ่งปราดเข้าไปพยุงตัวหย่งเยี่ย
หลี่เทียนรุ่ยแค่นหัวเราะเย็นชาเข้าไปขวางข้างหน้าพี่ชาย
“ต้าเกอ ท่านจะคุ้มครองคนนอกโดยไม่ช่วยพี่น้องของตัวเองรึ?”
“เอ้อร์ตี้!”
หลี่เทียนรุ่ยฟาดหนึ่งฝ่ามือใส่พี่ชาย หลี่เทียนโย่วกำลังจะเบี่ยงหลบ แต่แล้วพลันเลิกคิ้วนิดๆ ท่าร่างผ่อนช้าลง ถูกน้องชายรองฟาดใส่หน้าอก เซถลาไป ๒-๓ ก้าวล้มลงที่หน้าประตู หลี่เทียนรุ่ยเดินไปถึงตรงหน้าหย่งเยี่ย แสยะยิ้มเหี้ยม เตะซ้ำอีกหนึ่งที
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดลั่นที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาหลี่เทียนรุ่ยสะดุ้งตัวสั่นเทา หางตาเหลือบเห็นสีเหลืองสว่างแวบๆ ก็เข่าอ่อนทรุดแปะลง
“เสด็จพ่อ!”
อวี้เจียตี้ที่สีหน้ากริ้วจัดปรากฏกายขึ้นตรงประตู เห็นหลี่เทียนโย่วกับหย่งเยี่ยต่างนอนอยู่กับพื้น ก็หันกลับไปมองตวนหวางพระพักตร์เจื่อน ตรัสสั่งขันทีว่า “ยังไม่รีบไปตามหมอหลวงอีกรึ?!”
“ปี้เซี่ยอย่าเพิ่งร้อนพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เฉินตี้ขอดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ตวนหวางขยับกายไหววาบเข้าไปในห้อง เห็นหย่งเยี่ยเปื้อนฝุ่นไปทั้งตัวดูทุลักทุเล ก็ดึงตัวเด็กชายขึ้นมาถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
หย่งเยี่ยยืนหุบปากเงียบ
“เทียนโย่ว เจ้าเป็นพี่ใหญ่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” อวี้เจียตี้กับตวนหวางแวะมาดูเจ้าหนูทั้งหลายเรียนหนังสือพอดี ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นฉากนี้
หลี่เทียนโย่วกำลังจะเอ่ยตอบ หลี่เทียนรุ่ยชิงฟ้องขึ้นก่อนว่า
“หย่งเยี่ยสัปหงกตอนเรียน แต่กลับให้ซานตี้เป็นแพะรับบาปถูกไท่ฟู่ตีมือ ลูกทนโมโหไม่ไหวจึงลงมือสั่งสอนหย่งเยี่ย ต้าเกอมองเห็นอยู่คาตากลับไม่อธิบายให้ไท่ฟู่ฟังพ่ะย่ะค่ะ” จัดแจงฟ้องทั้งหลี่เทียนโย่วกับหย่งเยี่ยในรวดเดียว
ตวนหวางยิ่งฟังสีหน้ายิ่งกระด้าง เบือนหน้าไปกล่าวกับพระเชษฐาว่า “ปี้เซี่ยทรงอย่าผ่อนปรนการสั่งสอนเพราะเห็นแก่หน้าเฉินตี้เด็ดขาด”
“ปี้เซี่ย ข้าพระองค์ไม่ได้สัปหงก ข้าพระองค์แค่รู้สึกเพลีย จึงฟุบกับโต๊ะสักครู่เท่านั้น ที่ไท่ฟู่สอน ข้าพระองค์ฟังอยู่ทุกคำพ่ะย่ะค่ะ” หย่งเยี่ยแก้ตัวหน้าม่อย
“แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงไม่พูด?!” ตวนหวางตะคอกถาม
หย่งเยี่ยก้มหน้าลงพูดเบาๆ
“ลูกกลัวฝ่าบาทรองจะชกลูก ลูก...สู้ท่านไม่ได้ ฝ่าบาทใหญ่ทรงไม่กล้าช่วยลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เทียนรุ่ยได้ฟังก็ตะคอกอย่างโมโห
“ข้าเคยชกเจ้าเมื่อไหร่กัน?!”
“...ม...ไม่ได้ชกพ่ะย่ะค่ะ” หย่งเยี่ยตัวสั่นเทา ก้มหน้างุดอย่างน่าสงสาร
ตวนหวางกับอวี้เจียตี้มองหน้าสบตากัน อวี้เจียตี้ทรงแค่นเสียง
“ดูสิว่าเจ้าทำเสียหย่งเยี่ยกลัวลานปานนี้! เทียนโย่ว เจ้าเล่ามา ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น?”
หลี่เทียนโย่วคุกเข่าลงกับพื้นกล่าวอย่างสงบว่า
“ลูกเป็นพี่ใหญ่ ไม่ได้ดูแลน้องๆ ให้ดี ยินดีรับโทษพ่ะย่ะค่ะ”
“ตีสิบไม้กระดาน จงรับไว้ซะ” อวี้เจียตี้ออกคำสั่งเสียงเรียบ
เพียงครู่สั้นๆ ขันทีก็ยกม้านั่งยาวเข้ามา หลี่เทียนโย่วนอนคว่ำหน้ากับม้านั่ง ขันทีดึงกางเกงเด็กหนุ่มลงแล้วเริ่มลงมือตี เสียงตีสิบไม้ดังเผียะๆ ถนัดชัดเจน หลี่เทียนโย่วไม่แม้แต่จะแค่นเสียง ถูกตีเสร็จก็ขอบพระทัยในพระกรุณา
หย่งเยี่ยมองดูตาไม่กะพริบ ในใจหนาวเยือก มือเผลอลูบก้นอย่างลืมตัว
“เทียนเสียง!” อวี้เจียตี้ตรัสเรียกเสียงหนัก
“พ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เทียนเสียงขานรับ
“ไท่ฟู่บอกว่าวันนี้เจ้าท่องตำราไม่ได้รึ?”
“วันหน้าลูกจะขยันแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ตีสิบไม้กระดาน”
หลี่เทียนเสียงหน้านิ่วคิ้วขมวดโดนตีไปสิบไม้กระดาน เจ็บจนแยกเขี้ยว
“เสด็จพ่อ ต้าเกอกับซานตี้ต่างถูกทำโทษกันหมด เหตุใดจึงไม่ทำโทษหย่งเยี่ยเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” หลี่เทียนรุ่ยไม่ยอมแพ้
“หากต่อไปข้าเจอเรื่องแบบนี้อีก จะไม่ถามเหตุผล ตีคนละสิบไม้กระดานทุกคน ส่วนหย่งเยี่ย...เสด็จอาของเจ้าย่อมจะลงโทษตามกฎของวังเขาเอง!” อวี้เจียตี้ตรัสจบก็มองหน้าพระอนุชา แล้วเสด็จจากไป
ตวนหวางจูงมือโอรส เอ่ยว่า “กลับวัง!”
“เสด็จอา! หลานนึกนับถือเสด็จอาอย่างยิ่งเสมอมา หวังว่าเสด็จอาคงไม่ทำให้หลานผิดหวังนะพ่ะย่ะค่ะ”
ตวนหวางหยุดยืน หันไปมองหลี่เทียนรุ่ย เอ่ยช้าๆ
“เป็นไร ฝ่าบาทรองคิดจะกลับไปที่วังด้วยกันเพื่อดูว่าเปิ่นหวางจะลงโทษตามกฎของวังอย่างไรหรือ?”
หลี่เทียนรุ่ยชะงัก ตวนหวางหัวเราะเบาๆ
“ไม่จำเป็นแล้ว ลงโทษมันที่นี่แหละ!” กล่าวพลางลากหย่งเยี่ยเดินไปถึงหน้าม้านั่งยาว ตวาดว่า “ถอดกางเกงออก นอนคว่ำหน้าลง!”
หย่งเยี่ยปฏิเสธเสียงแข็งทันที “ไม่!”
คำ “ไม่” นี้ทำเอาทุกคนภายในห้องต่างตะลึงพรึงเพริด
ตวนหวางมองหน้าโอรสพลางขมวดคิ้ว “พูดอีกหนซิ?!”
หย่งเยี่ยค่อยได้สติ ยืดตัวตรง มองหน้าตวนหวางพร้อมกับพูดเน้นทีละคำ
“จะตีก็ตี จะให้ข้าถอดกางเกงแล้วตีให้พวกเขาดูนั้น ข้าไม่ทำ!”
“เยี่ยม...เยี่ยมมาก!” ตวนหวางฉวยไม้กระดานทาสีแดงมาจากมือขันที เงื้อขึ้น แล้วฟาดลงใส่ทันที
หย่งเยี่ยหรือจะกล้าแอบโคจรปราณต่อหน้าตวนหวาง หนึ่งไม้นี้ฟาดโดนก้นอย่างจัง ตัวเด็กชายกระเด็นลอยตามแรงฟาด
หลี่เทียนโย่วใจหายวาบ กระโดดไปรวบตัวญาติผู้น้องเข้าสู่วงแขน รีบร้องว่า “หย่งเยี่ยร่างกายไม่แข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร เสด็จอาโปรดยั้งมือบ้างพ่ะย่ะค่ะ!”
“มานี่!” ตวนหวางสั่งเสียงกระด้าง
หย่งเยี่ยผลักหลี่เทียนโย่วออกพ้นทาง รู้สึกก้นแสบร้อนเหมือนกำลังลุกเป็นไฟ ดูท่าทางตวนหวางตัดสินใจจะฟาดเขาให้พิการแน่แล้ว เด็กชายขบคิดในใจไปหลายตลบ ใคร่ครวญว่าควรจะลองเสี่ยงดูหรือไม่ นึกถึงแผนการก่อนหน้านี้ แล้วฝืนใจยืนตรง พูดว่า
“ทรงตีเถิด!”
ตวนหวางแค่นเสียงเฮอะอย่างเย็นชา ไม้กระดานฟาดลงเต็มแรงไม่มียั้งมือ แต่ครั้งนี้หย่งเยี่ยยืนตัวตรง แข็งใจรับสิบไม้ของท่านจังๆ จนเลือดซึมไหลลงมาตามขากางเกง
อวี้เจียตี้ลงโทษตามกฎตระกูล บัญชาให้ขันทีตีราชโอรสทั้งสองคนละสิบไม้กระดาน ขันทีลงมืออย่างรู้จักหนักเบา มีหรือจะหวดเสียเต็มแรงอย่างตวนหวาง? ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็ทนวิธีฟาดแบบนี้ของท่านไม่ไหว ถึงหย่งเยี่ยจะฝึกวิทยายุทธ์ ร่างกายแข็งแรงแค่ไหน โดนฟาดไปสิบไม้ ก็หน้าซีดขาวอยู่ดี แข็งใจยันไว้ไม่ยอมล้มลง เด็กชายมองสีหน้ากระด้างจัดของตวนหวาง ความรู้สึกปวดแปลบพลันเอ่อท้นขึ้นในใจ คลี่ยิ้มเย้ยหยันตัวเอง
“เสด็จอา! หย่งเยี่ยไม่ไหวแล้ว! รีบตามหมอหลวงเร็วเข้า!” หลี่เทียนโย่วเห็นสีหน้าหย่งเยี่ยผิดปกติ ก็นึกหวาดกลัวอยู่ในใจ
หลี่เทียนรุ่ยกับหลี่เทียนเสียงไหนเลยเคยเห็นผู้เป็นอาดุดันปานนี้ พากันหุบปากเงียบไม่กล้าส่งเสียง
หลี่เทียนโย่วเพิ่งพูดจบ หมอหลวงที่มาตามบัญชาเรียกตัวของอวี้เจียตี้ก็สะพายหีบยาเข้าประตูมา
ตวนหวางมองโอรสอย่างเย็นชา สองพ่อลูกต่างจ้องหน้ากันอยู่อย่างนี้ ต่างฝ่ายพิจารณาดูอีกฝ่ายเหมือนเมื่อแรกพบหน้า
หย่งเยี่ยละทิ้งการเสแสร้ง หากตวนหวางยังมีลูกแท้ๆ อยู่อีกคนจริงๆ เขาก็พนันถูกข้างแล้ว หากไม่มีลูกอีกคนที่ว่า เขาจะเลือกให้ตวนหวางใช้งาน ร่วมประสานกับพลังอำนาจของตวนหวางทำลายโหยวหลีกู่
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ตัวเขาล้วนแต่ไม่ขาดทุน
นึกถึงแววตาอ่อนโยนของตวนหวางเฟย เด็กชายพลันนึกอยากให้นางสวมกอดเขาอย่างมากขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกอบอุ่นได้เอ่อท้นขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
ถ้าเป็นแม่ของเขาจริงๆ จะดีสักแค่ไหน!
“เสด็จพ่อ กลับบ้านกัน!” เด็กชายเอ่ยเบาๆ แววตานั้นเปี่ยมความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ กลับก้าวไม่ไหวแม้แต่ก้าวเดียว
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ตวนหวางพลันลนลานขึ้นมา ก้าวพรวดเข้าไปช้อนร่างโอรสขึ้นอุ้ม เลือดอุ่นๆ เปรอะเต็มมือ หัวใจท่านเต้นกระหน่ำแทบจะทะลุออกมานอกอก ก้มหน้าลงดู หย่งเยี่ยหมดสติไปแล้ว เหงื่อเย็นเฉียบเม็ดเล็กๆ ซึมเต็มหน้าผาก ตวนหวางไม่อาจมัวพะวงแล้วว่ากำลังอยู่ในพระราชวัง ใช้วิชาตัวเบาวิ่งตะบึงออกจากวังหลวงอย่างรีบร้อน
“หวางเยี่ย รีบวางซื่อจื่อลงพ่ะย่ะค่ะ!” หมอหลวงเห็นหย่งเยี่ยโดนตีโดยไม่ได้ถอดกางเกง กว่าจะกลับไปถึงวังตวนหวาง เกรงว่าปากแผลคงแห้งกรังติดกับกางเกงเสียก่อน เช่นนั้นบาดแผลจะยิ่งสาหัสขึ้น จึงรีบร้อนไล่ตามตวนหวางไป
หลังลับร่างตวนหวาง หลี่เทียนโย่วตะคอกใส่น้องชายรองเสียงกร้าว “พอใจแล้วใช่มั้ย?!”
หลี่เทียนรุ่ยเพียงยิ้มอย่างเย็นชา
“ไหนว่ากันว่าต้าเกออ่อนโยนเปี่ยมมารยาท ที่แท้ก็แค่เสแสร้งแสดง หรือซานตี้สมควรโดนตีเปล่าๆ?”
หลี่เทียนเสียงขึ้นเสียงอย่างโมโห
“ต้าเกอเอ้อร์เกอเลิกทะเลาะกันเพราะข้าเสียที ใครบ้างไม่รู้ว่าท่านสองคนแก่งแย่งกันไปมาเพื่อตำแหน่งไท่จื่อ[15]ทั้งนั้น ใช้ข้าเป็นอาวุธเรอะ? เชอะ!”
หลี่เทียนเสียงจากไปโดยไม่หันกลับมามอง หลี่เทียนโย่วกับหลี่เทียนรุ่ยยืนประจันหน้ากันเนิ่นนาน หลี่เทียนรุ่ยคลี่ยิ้ม
“ต้าเกอกำลังนึกแปลกใจกระมังว่าเหตุใดข้าถึงได้ล่วงเกินเสด็จอา? ก็ข้าขัดตาหลีหย่งเยี่ยน่ะสิ! ใครล่วงเกินข้า ต่างมีผลลัพธ์เดียวเท่านั้น!”
หลี่เทียนรุ่ยพูดเสียงเหี้ยมจบ สายตาเบนไปจับยังสามขันทีผู้ทำหน้าที่ลงโทษ แล้วต้องพอใจเมื่อเห็นว่าทั้งสามต่างตัวสั่นระริก ก่อนจะกล่าวเบาๆ ต่อว่า “ข้ารู้ดีว่าต้าเกอหลงรักหย่งเยี่ย แต่ว่า...ทางที่ดีอย่าให้เสด็จพ่อทรงทราบเข้าเชียวละ!” แล้วหัวเราะก้องเดินจากไป
หลี่เทียนโย่วยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง หันไปมองขันทีทั้งสามภายในห้องที่ต่างก้มหน้างุด ทำเป็นว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไร
คืนนั้น ขณะที่อวี้เจียตี้กำลังเสวยกระยาหารค่ำที่ตำหนักพระสนมหลี่ ขันทีคนสนิทได้มากระซิบแจ้งข่าวหนึ่งแก่ท่าน ขันทีทั้งสามที่ทำหน้าที่ลงโทษราชโอรสทั้งสองในวันนี้ต่างตายแล้ว
อวี้เจียตี้กริ้วจัดจนเส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบๆ มองหน้าพระสนมหลี่ ตรัสสุรเสียงเรียบ “ลูกของเจิ้นนี่แน่จริงๆ!”
พระสนมหลี่ทำอะไรไม่ถูก อวี้เจียตี้ถอนหายใจ
“ควรแต่งตั้งราชโอรสที่ประสูติแต่หวงโฮ่ว หรือแต่งตั้งราชโอรสองค์โต ในราชสำนักถกเถียงกันไม่รู้จบ วังหลังเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง หวงโฮ่วยังอยู่ เทียนโย่วเองก็เต็มสิบห้าแล้ว พรุ่งนี้ให้รับราชโองการออกจากวังหลวงไปสร้างวังส่วนตัวเถิด”
พระสนมหลี่น้ำตาร่วง คุกเข่าลงขอบพระทัยในพระกรุณา ในใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง ถ้อยคำนี้ของอวี้เจียตี้ คือจะแต่งตั้งราชโอรสองค์รองหลี่เทียนรุ่ยเป็นไท่จื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
อวี้เจียตี้มองหน้านาง ทำท่าจะตรัสอะไร แต่ทรงยั้งปากไว้
เลือดหยดลงจากง่ามมือของตวนหวาง หย่งเยี่ยเจ็บจนเหงื่อผุดซึมบนหน้าผาก ร่างสั่นระริก เห็นออกจากพระราชวังแล้ว เด็กชายค่อยโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง และหมดสติไป
“หย่งเยี่ย แข็งใจหน่อยนะ!” ตวนหวางออกจากวังหลวงแล้วกระโดดขึ้นม้าของทหารองครักษ์ เฆี่ยนม้าห้อตะบึงสุดฝีเท้า
ความรู้สึกหวาดหวั่นและหวาดกลัวจับใจที่เอ่อท้นขึ้นมาในพริบตาค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นทีละน้อยภายในใจ แม้แต่เมื่อตอนนั้นที่ได้ยินว่าหย่งเยี่ยซึ่งอายุครบเดือนถูกจับตัวไป ท่านยังแค่โกรธจัด ขณะที่ตอนนี้...ท่านหวาดกลัว...กลัวจับใจจริงๆ กลัวว่าร่างน้อยในมือจะถูกท่านโบยจนพิการหรือตายไป
ม้าตะกุยสี่เท้าห้อตะบึง สีหน้าตวนหวางกระด้างจัด ไม่อาจพะวงว่าจะเหยียบชาวบ้านบนถนนบาดเจ็บ
ใช่ว่าท่านไม่เคยตามหา และใช่ว่าไม่เคยหาพบ เด็กที่หน้าตาเหมือนและอายุเท่ากันกับหย่งเยี่ย แต่แล้วเพียงพริบตาที่หวางเฟยส่ายหน้าเบาๆ ความดีใจก็แปรเปลี่ยนเป็นเคียดแค้นอีกครั้ง
ในที่สุดโหยวหลีกู่ก็หาเด็กที่เหมือนหย่งเยี่ยแทบทุกประการพบ พวกมันเพ้อฝันว่าจะใช้เด็กคนนี้แทนที่ซื่อจื่อเพื่อกุมอำนาจของท่าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกมัน
เวลานี้ตวนหวางกำลังหวัง...หวังว่าที่พวกมันหาพบคือหย่งเยี่ยตัวจริง นี่คือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของท่าน
“ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามาในตำหนักบรรทมทั้งสิ้น! เฝ้าหลี่เหยียนเหนียนไว้ หากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่นิดเดียว ฆ่า!” ตวนหวางสั่งประโยคนี้ทิ้งท้าย แล้วอุ้มโอรสเข้าไปยังห้องด้านใน
ท่านถอดรองเท้ากับถุงเท้าของเด็กชายด้วยมือที่สั่นระริก ดอกไม้สีสดงดงามดอกนั้นปรากฏแก่สายตาอย่างชัดเจน
หัวใจดั่งถูกตะลุมพุกทุบใส่หนักๆ ตวนหวางยื่นมือไปลูบดอกไม้ดอกนั้น พลันได้สติ ตะคอกเสียงดังใส่ด้านนอกห้อง
“ไปเชิญหวางเฟยมา เตรียมน้ำอุ่นกับยารักษาแผล เร็วๆ หน่อย!”
ห้องด้านนอกอลหม่านวุ่นวายไปหมด
ตวนหวางเฟยรีบร้อนเข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะหวางเยี่ย?!”
ตวนหวางไม่ได้เอ่ยตอบ ใบหน้าซีดขาว ใช้น้ำอุ่นละลายรอยเลือดที่แห้งกรังของหย่งเยี่ยอย่างเบามือ ค่อยๆ แกะกางเกงที่ติดกับปากแผลออกอย่างระมัดระวัง
“โอ๊ะ! สวรรค์ช่วย!” ตวนหวางเฟยเข่าอ่อนทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น ยื่นมือชี้ไปที่หย่งเยี่ย เอ่ยอย่างอ่อนแรง “เขา...เขาเป็น...ของพวกเรา” ภาพตรงหน้าพลันมืดวูบ เป็นลมหมดสติไป
ตวนหวางตั้งอกตั้งใจจัดการบาดแผลของหย่งเยี่ย ท่านมองไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น เด็กคนนี้คือหย่งเยี่ยที่ถูกโหยวหลีกู่สับเปลี่ยนตัวจริงๆ แต่เด็กคนนี้ก็เป็นลูกแท้ๆ ของพวกท่านด้วยเช่นกัน!
สิบเอ็ดปี...สิบเอ็ดปีเต็มๆ ไม่นึกเลยว่าจะใช้วิธีนี้หวนกลับมาหาท่าน ไม่นึกเลยว่าจะถูกท่านทราบเรื่องนี้ด้วยวิธีนี้
ตวนหวางอุ้มพระชายาอย่างเบามือ ให้นางนอนลงข้างๆ หย่งเยี่ย หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็ก สองใบหน้าที่เหมือนกันราวกับพิมพ์ถึงเพียงนี้ กระทั่งใบหน้ายามมุ่นคิ้วน้อยๆ ยังเหมือนกันทุกประการ ท่านไม่ทราบว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
มือลูบผ่านดอกไม้บนฝ่าเท้าของหย่งเยี่ยดอกนั้น นึกถึงที่หวางเฟยเคยบอก ตอนนั้นนางนึกซนขึ้นมา จึงวาดไว้ที่กลางฝ่าเท้าของหย่งเยี่ย ท่านยังดุนางไปในจดหมายว่าเล่นอะไรแผลงๆ
หาทราบไม่ว่าสัญลักษณ์ลับนี้ กลับกลายเป็นวิธีในการจับได้ว่าใครเป็นตัวปลอมของท่านกับพระชายา
ภาพตอนที่ท่านจ้องตากับเด็กคนนี้ผุดขึ้นตรงหน้า สายตานั้นเปี่ยมด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อันลึกล้ำอย่างชัดเจน
ท่านนึกถึงครั้งแรกที่ได้เห็นเด็กคนนี้ คือเมื่อหนึ่งปีก่อนตอนเด็กคนนี้เพิ่งจะมาที่วังได้ไม่นาน เด็กคนนี้ก็เอ่ยเหมือนไม่ได้ตั้งใจแล้วว่า ได้เห็นเด็กคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนตัวเองมากในหุบเขา
เด็กคนนี้นึกสงสัยมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหรือ?
เด็กคนนี้ลองหยั่งเชิงท่านมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหรือ?
เด็กคนนี้ช่างฉลาดแท้! รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของซื่อจื่อ...รู้สึกได้ถึงท่าทีที่ผิดปกติของท่านกับพระชายา
ตวนหวางนึกขึ้นได้ว่ามหาเสนาบดีจางเคยบอกท่านว่า หย่งเยี่ยเคยถามท่านตาเรื่องลูกๆ ของป้ากับน้าสาว ตวนหวางลูบดอกไม้ดอกนั้นเบาๆ พึมพำว่า
“เจ้ากำลังคาดเดาแล้วใช่ไหม? สายตาของเจ้าในวันนี้แสดงว่าเจ้ารู้แล้วชัดๆ ไม่เช่นนั้นย่อมไม่มีทางยืนกรานให้ข้าพาเจ้ากลับวังให้ได้ ถูกไหม?”
เรียวปากคลี่ยิ้มอย่างภูมิใจ ลูกของท่าน จะเป็นเด็กโง่เง่าที่ไม่ยอมพูดสักคำเดียวได้อย่างไร? จะเห็นท่านแล้วตัวสั่นเทาได้อย่างไร? จะไม่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ได้อย่างไร?
แต่จะยอมรับว่าเด็กคนนี้คือหย่งเยี่ยตัวจริงดีหรือไม่?
ตวนหวางนึกถึงปัญหาข้อนี้อีกครั้ง
โหยวหลีกู่รู้หรือเปล่าว่าเด็กคนนี้คือหย่งเยี่ยตัวจริง?
ตวนหวางปฏิเสธข้อสันนิษฐานนี้ทันที ถ้าโหยวหลีกู่รู้ คงไม่มีทางส่งเด็กคนนี้กลับมาด้วยวิธีนี้เป็นแน่ แต่จะเปลี่ยนเป็นอีกวิธี อย่างไรตอนนี้เด็กคนนี้ยังเล็กอยู่ ต่อไปพอโตแล้วก็ต้องดูออกอยู่ดี โหยวหลีกู่ไม่มีทางทำเรื่องผิดพลาดแบบโง่ๆ อย่างนี้แน่
“ไม่ว่าอย่างไร เมื่อข้ารู้เรื่องนี้แล้ว ข้าจะไม่มีทางยอมเสียเจ้าไปอีก” ตวนหวางตัดสินใจเด็ดขาด
<>::<>::<>::<>::<>::<>
[1] “โคมกงเติง” แปลว่า “โคมวังหลวง” (ดูภาพที่ x หน้า x)
[2] “หอโคมไฟ” เป็นหอไม้ไผ่ชั่วคราวสำหรับแขวนโคมไฟโชว์ประดับ
[3] “กูเหนี่ยง” คือคำเรียกหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน และคำเรียกหญิงงามเมืองอย่างให้เกียรติ
[4] “เหม่ยเหรินเข้า” แปลว่า หญิงงามเอนอิง คือคำเรียกราวกั้นซึ่งมีเก้าอี้ยาวให้นั่ง สามารถนั่งเก้าอี้แล้วพิงราวกั้นนี้ได้ อาจจะเป็นราวระเบียง หรือราวกั้นในหอเก๋งก็ได้ (ดูภาพที่ x หน้า x)
[5] “โคมม้าวิ่ง” ดูคำอธิบายที่หน้า x และดูภาพประกอบที่หน้า x
[6] “ถานเซียง” แปลว่า จันทน์หอม
[7] “หยวนไว่” คือชื่อตำแหน่งขุนนางลอยๆ ไม่มีอำนาจหน้าที่ เป็นตำแหน่งที่ซื้อได้ โดยมากพวกเศรษฐีมักจะซื้อมาประดับบารมี จึงเป็นคำเรียกเศรษฐีด้วยเช่นกัน
[8] “ฉื่อ” คือหน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ ๑ ฉื่อ = ๑๐ ชุ่น = ๓๓ เซนติเมตรโดยประมาณ
[9] “เปิ่นกงจื่อ” แปลว่า “ตัวข้า กงจื่อ (คุณชาย) ผู้นี้” เป็นคำเรียกแทนตัวเองอย่างไว้ตัวของ “กงจื่อ” การเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่น + ฐานะ” เป็นการเรียกแทนตัวเองอย่างไว้ตัว/ถือตัว
[10] ที่มาคือฉากจากนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ของกิมย้ง เป็นฉากที่พระเอก เหล็งฮู้ชง เตะลูกศิษย์ของพรรคชิงเฉิงล้มหน้าคว่ำแล้วพูดกระเซ้าเยาะเย้ย
[11] “เฟิงจื่อเกอเกอ” (疯子哥哥) แปลว่า พี่คนบ้า; จริงๆ แล้วแซ่ “เฟิง” (风) ของเฟิงหยางซีแปลว่าสายลม แต่หย่งเยี่ยจงใจเล่นคำพ้องเสียง หลอกด่าเฟิงหยางซีว่าเป็นคนบ้า
[12] “เฟิงจื่อ” (风子) คำแรกแปลว่า สายลม, “เฟิงจื่อ” (疯子) คำหลังแปลว่า คนบ้า
[13] “ไท่ฟู่” คือตำแหน่งพระอาจารย์ของรัชทายาทและราชโอรสทั้งหลาย เหมือน “ไท่ซือ”
[14] “กาพย์จิงตู” ถอดความเป็นภาษาไทยโดย คุณสายป่าน ปุริวรรณชนะ อ่านรายละเอียดที่หน้า x
[15] “ไท่จื่อ” คือตำแหน่งรัชทายาทของฮ่องเต้