หัวข้อ : บทที่หก (2)

โพสต์เมื่อ 5 พ.ย. 2568, 08:42

บทที่หก (2)

 

เจวี้ยนเอ่อร์ คือคนรู้จักเก่าก่อนผู้หนึ่ง

วังหยวนจี๋ขององค์ชายสามในเทียนจวิน เคยมีแขกผ่านทางมากมายไปมา เจวี้ยนเอ่อร์คือแขกผ่านทางเพียงผู้เดียวที่เข้าสู่วังหยวนจี๋โดยมิใช่เป็นเพราะว่ามีความคิดฉันชู้สาวต่อฝ่าบาทสาม

นั่นคือเมื่อหนึ่งหมื่นสองพันปีก่อนหรือหนึ่งหมื่นสามพันปีก่อน? เทียนปู้ก็จำไม่ค่อยได้แล้วเช่นกัน สรุปก็คือช่วงเวลาประมาณนั้นนั่นแหละ

มีฤดูใบไม้ผลิปีหนึ่ง อยู่ๆ ฝ่าบาทสามก็หายตัวไปกะทันหันสองเดือน ฝ่าบาทสามเป็นเซียนที่ทำอะไรอิสระไร้กฎเกณฑ์จนเคยชิน ชอบหายตัวไปอยู่บ่อยครั้ง เทียนปู้เองก็ชินแล้ว แต่ฝ่าบาทสามไปจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเดือนสองเดือน กลับไม่พานางตามไปคอยรับใช้อยู่ข้างกายด้วย การนี้กลับพบเห็นไม่บ่อยนัก

เทียนปู้รออยู่ในวังหยวนจี๋ ชักจะเริ่มกังวลร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ  กำลังจะปรึกษากับยี่สิบสี่มหาดเล็กบุ๋นบู๊เรื่องส่งคนออกจากวังไปตามหาตัวเขา ยามโพล้เพล้ของวันนั้น ฝ่าบาทสามก็กลับมาแล้ว ยังพาเด็กสาวตัวซูบผอมหน้าตาหมดจดมาด้วยหนึ่งคน เด็กสาวผู้นั้นก็คือเจวี้ยนเอ่อร์

ก่อนที่ฝ่าบาทสามจะหายตัวไป ข้างกายเขามีหญิงงามเคียงข้างอยู่ หญิงงามคือบุตรีคนรองของเทพแม่น้ำหลาน มีนิสัยเย่อหยิ่ง แต่งมงายในรัก ฝ่าบาทสามหายตัวไปสองเดือน นางก็เฝ้ารอแล้วรอเล่าอยู่ในวังหยวนจี๋มาสองเดือน อุตส่าห์รอจนฝ่าบาทสามกลับมาแล้ว กลับเห็นเขาพาหญิงงามน้อยกลับมาด้วยหนึ่งนาง เทพธิดาแม่น้ำหลานผู้มีนิสัยเย่อหยิ่งมีหรือจะทนไหว เดือดดาลสุดขีดทันที ประกาศว่าจะกลับไปที่แม่น้ำหลานเดี๋ยวนี้

หน้าประตูวัง เมื่อเผชิญหน้ากับเทพธิดาแม่น้ำหลานที่บันดาลโทสะประกาศว่าจะกลับบ้านเกิด ฝ่าบาทสามสงบนิ่งเป็นพิเศษ ไม่เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงแค่พาเจวี้ยนเอ่อร์หลีกไปยังประตูด้านข้างสองสามก้าว เปิดทางเดินสายหนึ่งให้เทพธิดาแม่น้ำหลาน

เจตนาของเขาชัดเจนโดยไม่ต้องพูด

โฉมตรูมองหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ พริบตาเดียวน้ำตาไหลดุจสายฝน

“นี่คือฝ่าบาททรง-ทรงมีคนใหม่แล้วจึงไม่ต้องการหม่อมฉัน จะไล่หม่อมฉันไปแล้วหรือเพคะ?”

ฝ่าบาทสามเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม เหล่าเทพธิดาที่ร้องขอเข้าสู่วังหยวนจี๋เพราะหลงรักเขานั้น ปกติแล้วเขาจะไม่มีทางปฏิเสธ นี่คือเรื่องที่แปดดินแดนต่างทราบกันดี แต่ถึงแม้ฝ่าบาทสามจะเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม วังหยวนจี๋ก็ไม่เคยรับหญิงงามสองนางในเวลาเดียวกันมาก่อน นี่เป็นเรื่องที่แปดดินแดนต่างทราบดีเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อฝ่าบาทสามกระทำกิริยาหลีกทางให้เทพธิดาแม่น้ำหลาน และยกมือขึ้นนวดขมับในตอนที่นางคาดคั้นถามว่า “นี่คือฝ่าบาททรงมีคนใหม่แล้ว จึงไม่ต้องการหม่อมฉันแล้วหรือ” เทพธิดาผู้เย่อหยิ่งทะนงตัวจึงได้สติในบัดดล เข้าใจแล้วว่าตัวนางน่าจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กสาวผู้นั้นผิด ครั้นจะกอบกู้สถานการณ์ กลับได้ยินฝ่าบาทสามกล่าวกับนางอย่างเรียบเฉย เหนื่อยล้า แต่อ่อนโยนว่า

“เจวี้ยนเอ่อร์ไม่ใช่คนใหม่อะไร แต่ว่า ในเมื่อเจ้าไม่ชอบนาง เช่นนั้นพักอยู่บนสวรรค์เจอหน้านางทุกเช้าค่ำก็คงไม่มีความสุข กลับแม่น้ำหลานไปเสียน่าจะดีกว่า”

แล้วเทพธิดาแม่น้ำหลานก็ถูกส่งออกไปจากวังหยวนจี๋เช่นนี้เอง

เช้าตรู่ของวันที่เทพธิดาแม่น้ำหลานไปจากวัง เทียนปู้กำลังปรนนิบัติฝ่าบาทสามกับเจวี้ยนเอ่อร์รับประทานอาหารเช้าที่สวนหน้าวัง เจวี้ยนเอ่อร์มองส่งแผ่นหลังที่จากไปของเทพธิดาแม่น้ำหลาน เงียบไปเนิ่นนาน สองตาค่อยๆ มีม่านน้ำเอ่อคลอ รูปร่างหน้าตาซูบผอมชวนรังแก ประกอบกับสีหน้าเช่นนี้ ดูแล้วยิ่งน่าสงสารเข้าไปใหญ่

นางเป็นเหมือนแก้วผลึกที่ไม่บริสุทธิ์พอก้อนหนึ่ง กล่าวไม่ได้ว่างดงามมาก แต่เปราะบางมากอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าดูแล้วเปราะบางเช่นนั้น กลับมีความกล้าหาญที่จะกล่าวคำพูดใจกล้าออกมาเช่นกัน ในตอนที่ฝ่าบาทสามเสวยกระยาหารเสร็จสิ้น กำลังจะลุกขึ้นเสด็จจากไป เจวี้ยนเอ่อร์ยกมือขึ้นขวางฝ่าบาทสามไว้ เบิ่งดวงตาเปียกชื้นทั้งคู่ ถามคำถามข้อหนึ่งต่อฝ่าบาทสาม

“ถึงแม้ยามนี้ฝ่าบาทจะทรงรับเลี้ยงหม่อมฉันไว้ สักวันหนึ่ง ก็จะขับไล่หม่อมฉันไปเช่นนี้เหมือนกันหรือไม่เพคะ?”

ฝ่าบาทสามขมวดคิ้วถามนาง

“เหตุใดเจ้าถึงได้คิดเช่นนี้?”

เห็นนางขนตาสั่นระริกก้มหน้าไม่เอ่ยคำ ฝ่าบาทสามเอ่ยตอบนางว่า “ไม่มีทาง”

เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเจวี้ยนเอ่อร์ ฝ่าบาทสามไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อน แต่เด็กสาวผู้หนึ่งเข้ามาอยู่ในวังหยวนจี๋ ทั้งยังไม่ใช่คู่ควงของฝ่าบาทสาม เช่นนั้นก็ต้องมีข้ออ้างอันสมควร

วังหยวนจี๋ประกาศต่อภายนอกว่า เจวี้ยนเอ่อร์คือบุตรสาวของสหายเก่าของฝ่าบาทสาม ก่อนสหายเก่าจะสิ้นลม ได้ฝากฝังธิดาโทนที่ยังไม่ลุวัยผู้ใหญ่คนนี้ให้ฝ่าบาทสามช่วยดูแล หวังว่าเขาจะช่วยปกป้องคุ้มครองนางจนถึงตอนที่นางลุวัยผู้ใหญ่

เรื่องจริงจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ เทียนปู้ก็บอกไม่ได้เช่นกัน แต่นางรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะเชื่อถือได้

ในความทรงจำของเทียนปู้ ฝ่าบาทสามดีกับเจวี้ยนเอ่อร์ไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ  เด็กหญิงกำพร้าที่มาขออาศัยอยู่ในวังหยวนจี๋ เสื้อผ้าการกินอยู่กลับเป็นไปตามธรรมเนียมของเจ้าหญิงบนสวรรค์ทั้งหมด พวกเจ้าหญิงมีอะไร นางก็มีสิ่งนั้น ไม่เพียงแค่นี้ ฝ่าบาทสามยังเป็นผู้ค้ำประกันด้วยตัวเอง ส่งนางไปที่สำนักของผู้วิเศษดาวเหนือ ให้นางได้กราบท่านผู้วิเศษเป็นอาจารย์ กลายเป็นศิษย์ใน[1]ของท่านผู้วิเศษ และเจ็ดร้อยกว่าปีต่อมาในตอนที่นางลุวัยผู้ใหญ่ ฝ่าบาทสามยังจัดพิธีลุวัยผู้ใหญ่ที่ยิ่งใหญ่มิใช่น้อยให้กับนางอีกด้วย

เทียนปู้รู้สึกว่าเจวี้ยนเอ่อร์นั้นโชคดี แม้จะกำพร้าแต่ยังเยาว์ แต่โชคดีที่ได้พบกับฝ่าบาทสาม ได้รับการปกป้องคุ้มครองที่เหมาะสมและครอบคลุมทุกด้านเช่นนี้ เจ็ดร้อยกว่าปีมานี้ เจวี้ยนเอ่อร์ก็อยู่บนสวรรค์อย่างเหมาะสมเชื่อฟังเช่นกัน ไม่เคยก่อเรื่องใดๆ ให้ฝ่าบาทสาม เทียนปู้นับว่าชอบเจวี้ยนเอ่อร์เช่นกัน

เดิมทีเทียนปู้หลงนึกว่าเจวี้ยนเอ่อร์ที่ลุวัยผู้ใหญ่แล้วจะยิ่งรู้จักวางตัวและเชื่อฟัง จะเดินตามเส้นทางที่ฝ่าบาทสามปูเอาไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยอย่างรู้ความ หลังเรียนจบจากสำนักของผู้วิเศษดาวเหนือแล้ว ได้รับแต่งตั้งให้ไปปกครองภูเขาเซียนสักลูก ยืนหยัดด้วยตัวเองภายในแปดดินแดนได้อย่างแท้จริง ไม่นึกเลยว่า เจวี้ยนเอ่อร์จะหายตัวไปกะทันหันหลังจากลุวัยผู้ใหญ่ได้ไม่นาน ทั้งนายและบ่าวทั่วทั้งวังหยวนจี๋ต่างเป็นห่วงอย่างมาก ฝ่าบาทได้ออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง ตามหานางอยู่นานมาก

เทียนปู้จำได้ว่า นั่นคือยามโพล้เพล้วันหนึ่งเช่นกัน ใกล้เคียงกับยามโพล้เพล้ของวันที่ฝ่าบาทสามพาเจวี้ยนเอ่อร์กลับมาเมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีก่อน ฝ่าบาทสามกลับมาถึงวัง เมื่อเผชิญกับการไถ่ถามด้วยความร้อนใจของนาง ได้ตอบว่าหาตัวเจวี้ยนเอ่อร์พบแล้ว นางเป็นฝ่ายจากไปเอง ทั้งยังไม่ยินดีกลับมาอีก

เทียนปู้มีคำถามมากมาย อาทิเขาหาตัวเจวี้ยนเอ่อร์พบที่ใด ตอนนี้นางสบายดีหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ยอมกลับมาอีก แต่สุดท้ายที่ถามออกจากปากมีเพียงประโยคเดียว

“ทุกคนในวังต่างดีกับนางมาก เหตุใดนางถึงต้องจากไปเล่า?”

ฝ่าบาทสามไม่ได้ตอบคำถามนี้ของนาง เพียงกล่าวว่า

“นี่คือสิ่งที่นางเลือก ในเมื่อนางลุวัยผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกด้วยตัวเอง แต่ในเมื่อนางได้เลือกเช่นนี้ไปแล้ว อย่างนั้นนับจากนี้ไปก็จะไม่ใช่คนของวังหยวนจี๋อีก”

นี่คือครั้งสุดท้ายที่ฝ่าบาทสามคุยเรื่องเจวี้ยนเอ่อร์กับนาง หลังจากนั้นมาหนึ่งหมื่นกว่าปี บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงชื่อนี้อีก

จะไปนึกถึงได้อย่างไร ว่าเจวี้ยนเอ่อร์ในวันวาน บัดนี้กลับกลายเป็นกษัตรีย์หมีเสียของเผ่าวิหคครามไปเสียแล้ว?

ดังนั้นที่ตอนนั้นเจวี้ยนเอ่อร์ไปจากสวรรค์ คือกลับมาที่เผ่าวิหคคราม? ที่แท้นางคือเจ้าหญิงของเผ่าวิหคครามนี่เองหรือ?

แต่หากว่านางคือเจ้าหญิงเชื้อสายตรงของเผ่าวิหคคราม แล้วเหตุใดฝ่าบาทสามถึงได้พานางกลับวังหยวนจี๋มาดูแลในฐานะเด็กหญิงกำพร้ากันเล่า?

อีกทั้ง...ในเมื่อกษัตรีย์ของเผ่าวิหคครามคือหมีเสีย เช่นนั้นท่าทีของเผ่าวิหคครามในตอนนี้ ก็คือท่าทีของหมีเสียใช่หรือไม่?

หมีเสีย คิดจะทำอะไรกันแน่?

 

ในสมองของเทียนปู้มีคำถามนับแสน กำลังพยายามขบคิดใคร่ครวญ แต่ถูกฝ่าบาทสามขัดจังหวะ

ฝ่าบาทสามเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ยื่นกระดาษจดหมายสองแผ่นไปให้นาง สั่งว่า “ปิดผนึกให้เรียบร้อยมอบให้เว่ยเจี่ย”

เทียนปู้รีบตั้งสติ รับจดหมายนั้นมา กวาดตาดูเฉยๆ  แล้วเครียดเขม็งทันที ไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องของเจวี้ยนเอ่อร์อีก กล่าวอย่างตกตะลึง

“ฝ่าบาททรงสงสัยว่าคนที่ผู้เฒ่าคงซานบอกว่าช่วยชีวิตไท่จื่อไว้ได้ทันท่วงที ใช้ยาวิเศษมากมายช่วยให้ไท่จื่อผ่านช่วงอันตรายมาได้ ไม่ใช่องค์หญิงจู๋อวี่หรือเพคะ?”

ฝ่าบาทสามหยิบกระดาษอีกหนึ่งแผ่นกำลังเขียนอะไร เขียนไปพลางพูดไปพลางว่า

“ผู้เฒ่าคงซานหยิ่งผยองทะนงตน เนื่องจากฝีมือตรวจชีพจรเป็นเลิศ อาศัยการตรวจชีพจรก็สามารถวิเคราะห์ประวัติอาการป่วยของคนไข้ออกมาได้ ดังนั้นจึงไม่เคยอ่านประวัติการรักษาของคนไข้ จากที่ผู้เฒ่าคงซานรายงาน ตอนแรกเยี่ยหัวบาดเจ็บสาหัสมาก ใช้ยาวิเศษหายากจำนวนมากจึงค่อยเปลี่ยนจากวิกฤตเป็นปลอดภัย ผู้เฒ่าคงซานทำการรักษามาหลายหมื่นปี อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เรื่องตรวจชีพจรนั้นไม่เคยพลาดมาก่อน คำพูดนี้ ข้ากลับเชื่ออยู่”

เขายกพู่กันจุ่มหมึก เขียนอีกบรรทัดลงบนกระดาษ

“แต่ที่น่าสนุกคือ ถึงแม้ประวัติการรักษาของเผ่าวิหคครามจะบันทึกเช่นกันว่าในช่วงแรก อาการของเยี่ยหัวไม่ค่อยดีนัก แต่ดูจากประวัติการรักษานั่นแล้ว อาการของเยี่ยหัวในเวลานั้นไม่มีทางวิกฤตอันตรายถึงขั้นที่ผู้เฒ่าคงซานได้พูดไว้โดยเด็ดขาด”

เทียนปู้เข้าใจในบัดดล

“ในเมื่อเผ่าวิหคครามต้องการแสดงบุญคุณต่อพวกเราเผ่าสวรรค์ หากพวกเขาเป็นคนช่วยให้ไท่จื่อรอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตจริงๆ  เช่นนั้นย่อมไม่มีทางไม่บันทึกเนื้อหาส่วนนี้ลงไปในประวัติการรักษา ดังนั้นมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า แท้จริงแล้วองค์หญิงจู๋อวี่เพิ่งจะไปเจอและช่วยองค์ไท่จื่อไว้ในตอนที่อาการบาดเจ็บขององค์ไท่จื่อพ้นขีดอันตรายแล้ว”

ฝ่าบาทสามทำเสียงอืม

“ดังนั้นให้เว่ยเจี่ยไปลองตรวจสอบดูก่อน” พู่กันแล่นปราดๆ ไปบนกระดาษ น้ำเสียงเรียบเฉยอย่างเรื่อยเฉื่อยสบายอารมณ์ “เซียนที่สามารถหยิบยาวิเศษออกมาได้มากมายเพื่อช่วยชีวิตเยี่ยหัว ในชิงชิวมีไม่มากนักดอก อย่างไรคงไม่แคล้วตระกูลใหญ่ใต้ปกครองของตระกูลป๋ายไม่กี่ตระกูลนั่น”

เขาหยุดเขียน สายตากวาดลงบนกระดาษจดหมาย ตรวจสอบสิ่งที่เพิ่งจะเขียนเสร็จสิ้น

“ช่วยชีวิตเยี่ยหัวไว้ แต่กลับซ่อนเร้นนามและความชอบอย่างมิดชิด ช่างน่าสนใจดี ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านี่คือเซียนจากเผ่าใด และทำเช่นนี้เพื่อการใด”

ถึงแม้ฝ่าบาทจะสุขุมเยือกเย็น ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้รีบร้อน จะตรวจสอบเมื่อไรก็ได้ แต่ความอยากรู้อยากเห็นของเทียนปู้ได้ระเบิดปะทุ ห้ามตัวเองไว้ไม่อยู่

“หนูปี้จะนำจดหมายไปส่งให้เว่ยเจี่ยเดี๋ยวนี้ละเพคะ” กลับถูกฝ่าบาทสามเรียกไว้

ฝ่าบาทสามยื่นกระดาษที่เพิ่งจะตรวจสอบเสร็จไปให้นาง สั่งว่า

“อันนี้เจ้าเก็บไว้ให้ดี ว่างๆ ก็ท่องเสีย”

เทียนปู้รับกระดาษมา ก้มหน้าลงอ่านดู

ไม่เหมือนกับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือหวัดเมื่อครู่นี้ นี่คือเนื้อหาที่เขียนด้วยอักษรข่ายซู สวยสง่าทว่าทรงพลัง แก่นโครงอักษรดีเลิศ ทุกตัวอักษรต่างประดุจหญิงงามที่ปลีกวิเวก แต่เนื้อหา...เทียนปู้งึมงำอ่านออกมา

“ค่อนข้างชอบรสอ่อน ชอบกินของเคี่ยวต้ม ชอบจำพวกปลาสดและหอยกาบเป็นพิเศษ แต่ไม่กินของกลิ่นแรง เช่น ปลาไหล ตะพาบ ปู วัว แพะ ผักผลไม้ก็ไม่เลือกกิน ไม่กินของทอด ชอบขนมก้วยหวาน...”

เทียนปู้มองฝ่าบาทสามอย่างไม่แน่ใจนัก

“ดูเหมือนว่านี่จะเป็นรายการอาหารที่ชอบและไม่ชอบ? ฝ่าบาท...เริ่มเลือกเสวยตั้งแต่เมื่อไรกันเพคะ?”

ฝ่าบาทสามลุกขึ้นยืน คิดจะโยนพู่กันลงไปในโถล้างพู่กัน

“ไม่ใช่ข้า คือรายการอาหารที่เทพจู่ถีชอบและเกลียดต่างหาก” ปลายพู่กันกำลังจะแตะถูกน้ำ กล่าวอีกว่า “อ้อ ลืมไปอย่างหนึ่ง”

เทียนปู้เข้าใจความหมาย ปูกระดาษลงบนโต๊ะ เขากดขอบกระดาษเขียนเพิ่มลงไปอีกว่า...“ชอบปลาตะลุมพุกนึ่งมากที่สุด ทำบ่อยๆ ได้ ปลาตะลุมพุกไม่จำเป็นต้องขอดเกล็ด”

เทียนปู้มองดูฝ่าบาทสามใช้ตัวอักษรเสียวข่ายที่แก่นโครงอักษรล้วนแต่หยิ่งผยองนั่นเขียนเนื้อหาเช่นนี้สองสามพู่กัน นิ่งอึ้งไปทันที

คำถามนี้ความจริงแล้วไม่ควรถาม แต่เห็นฝ่าบาทดูจะอารมณ์ดีมากอยู่ นางจึงอดถามไม่ได้

“ฝ่าบาททรงเกลียดการเลือกกินมากที่สุดไม่ใช่หรือเพคะ?”

ฝ่าบาทสามเก็บพู่กันเรียบร้อยแล้ว ได้ยินที่ถามก็เงยหน้าขึ้นมองนาง “ข้าน่ะหรือ?”

เทียนปู้พยักหน้าหงึกๆ

“ใช่แล้ว เรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อนนี่เองเพคะ”

นางเล่าเป็นฉากๆ

“บุตรสาวของเทพภูเขาซานเวย เทพธิดาอิงเฉินซึ่งหลงรักฝ่าบาท ติดตามพี่ชายของนางมาเป็นแขกที่วังหยวนจี๋ ท่านเทพธิดาเลือกรับประทาน หนูปี้ดูแลนางได้ไม่ดี ท่านเทพธิดาจึงไปฟ้องฝ่าบาท ผลคือวันถัดมาฝ่าบาททรงสั่งให้คนส่งตัวท่านเทพธิดากลับไปที่เขาซานเวย นับจากนั้นมาการเลือกกินก็ถูกยกขึ้นเป็นหนึ่งในข้อห้ามของวังหยวนจี๋เราเพคะ”

เทียนปู้พูดไปพูดมาแล้วชักจะสงสัย

“ฝ่าบาทคงไม่ได้ลืมเรื่องนี้ไปแล้วกระมังเพคะ?”

ตามด้วยถามอย่างงุนงงว่า

“อย่างนั้นหลังจากนี้ไป พวกเราวังหยวนจี๋ยังจะห้ามเลือกกินอีกไหมเพคะ?”

ฝ่าบาทสามเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นกล่าวตอบนางด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อยสบายๆ และมั่นอกมั่นใจ

“เทพเซียนที่เป็นผู้ใหญ่นั้นไม่ควรเลือกกิน แต่การที่เด็กเลือกกินน่ะปกติออกไม่ใช่หรือ?”

คิดเล็กน้อย ยังเสริมอีกประโยคด้วยว่า

“นี่ก็ไม่กินนั่นก็ไม่กิน พอกินเจอของที่ชอบก็อารมณ์ดี พอกินเจอของที่เกลียดก็โมโห การที่เด็กเป็นแบบนี้ เป็นธรรมชาติน่ารักดีออกไม่ใช่หรือ?”

เทียนปู้ “......”

เทียนปู้รู้สึกว่าตอบปัญหานี้ได้ลำบากมากไปพลาง เห็นว่าเทพธิดาอิงเฉินช่างโดนลงโทษอย่างไม่พอที่เป็นที่สุดไปพลาง

 

จู่ถีน้อยเอามือกอดอกนอนอยู่บนเตียงหยก ได้ยินนอกตำหนักมีเสียงนกร้องกังวานไกล ก็พลิกตัว

ตอนกลางวันนางนอนบนเรือเมฆมากเกินไป ส่วนกำยานหลับสบายไม่มีผลกับนาง ดังนั้นคืนนี้นางจึงนอนไม่หลับอีกแล้ว

นางปรับท่านอน นอนตะแคงโดยหนุนแขนที่ข้างใบหน้า หันหน้าหาฉากกั้นแบบพับขึงแพรโปร่งขาวห่างจากหน้าเตียงออกไปไม่ไกลนักแผงนั้น

ฉากกั้นแบบพับหนึ่งแผงแบ่งห้องชั้นในออกเป็นสองส่วน เหลียนซ่งนอนบนตั่งเตี้ยที่ฝั่งนั้นของฉากกั้น ส่วนด้านข้างของเตียงใหญ่ที่จู่ถีน้อยนอน คนที่นอนบนผ้าห่มเนื้อต่วนซึ่งปูพื้นต่างเตียงคือเทียนปู้

เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ดูเหมือนเทียนปู้จะหลับสนิทไปแล้ว

ห่างกันชั่วฉากกั้นแพร สามารถมองเห็นเหลียนซ่งที่นอนทั้งชุดปกติได้รำไร ผ้าห่มเมฆพาดอยู่ตรงเอว เหมือนจะหลับไปแล้วเช่นกัน

“ยังหัวค่ำอยู่เลย ทุกคนหลับกันซะแล้ว”

จู่ถีน้อยถอนหายใจ เนื่องจากนอนไม่หลับ นางจึงเริ่มคิดเหลวไหลเลื่อนเปื้อนอย่างจินตนาการบรรเจิด อย่างแรกที่คิดคือเหลียนซ่ง

นางอยู่ที่กูเหยามาตั้งแต่ถือกำเนิด แทบไม่เคยได้ออกไปข้างนอก พ่อเฒ่าต้นจันทน์บอกว่า พฤติกรรมอยู่แต่ที่กูเหยาโดยไม่ออกไปข้างนอกแบบพวกเขานั้นเรียกว่า “ปลีกตัวจากโลก” ส่วนแปดดินแดนสี่ทะเลที่อยู่นอกกูเหยานั้นเรียกว่า “โลกภายนอก”  พวกเทพ มาร ปิศาจ อสูร มนุษย์อะไรนั่นที่ “โลกภายนอก” สามารถเรียกรวมได้ว่า “คนของโลกภายนอก”

“โลกภายนอก” นั้นอันตรายเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างมาก ส่วน “คนของโลกภายนอก” นั้นเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายอย่างมาก ยิ่งพวกผู้สูงศักดิ์ทรงอิทธิพลของแต่ละเผ่าด้วยแล้ว ยิ่งเด่นล้ำในบรรดาคนที่เจ้าเล่ห์ชั่วร้าย

จู่ถีน้อยแทบไม่เคยได้พบเห็น “โลกภายนอก” และแทบจะไม่รู้จัก “คนของโลกภายนอก” เลย คำพูดเหล่านี้ของพ่อเฒ่าต้นจันทน์ เมื่อก่อนนางล้วนแต่เชื่ออย่างสนิทใจ

แต่บัดนี้นางได้มารู้จักกับเหลียนซ่ง ซึ่งบุตรชายคนเล็กของเทียนจวินผู้นี้ คือบุคคลที่สูงศักดิ์และทรงอิทธิพลอย่างมากในเผ่าเทพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กลับดีต่อนางปานนี้ แล้วยังช่างเอาใจใส่ ช่วยดูแลนางอย่างดีเยี่ยมเป็นที่สุด นางกล้าพูดว่าในเรื่องดูแลนาง แม้แต่พ่อเฒ่าต้นจันทน์ยังทำได้ไม่ดีเท่าเหลียนซ่งเลย บวกกับเขายังหน้าตาดีปานนี้อีกด้วย เป็นเทพบุตรที่หน้าตาดีที่สุดในบรรดาเทพบุตรที่นางเคยได้เห็นมาแล้ว นางพอใจเขามากเสียจนไม่อาจจะมากยิ่งไปกว่านี้ได้อีกจริงแท้ จึงออกจะนึกสงสัยในคำพูดเหล่านั้นของพ่อเฒ่าต้นจันทน์อยู่บ้าง

นางมองดูเหลียนซ่งที่ด้านหลังฉากกั้นไปพลางคิดเรื่องไร้สาระเหล่านี้ไปพลาง คิดจนติดลม ยิ่งไม่รู้สึกง่วงเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มที่หลับตาลงราวกับหลับไปแล้วบนตั่งเตี้ยกลับเอ่ยปากขึ้นกะทันหัน

“เหตุใดถึงยังไม่นอนอีก?” เขาลืมตาขึ้น ตะแคงตัวมา “หรือเราจะคุยกันสักพักดี? คุยจนเหนื่อยแล้ว บางทีเจ้าอาจจะอยากหลับก็ได้”

จู่ถีน้อยลุกพรวดขึ้นนั่งทันที

“ท-ท-ท่านหลับไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

ความจริงแล้วเหลียนซ่งยังไม่หลับมาตั้งแต่แรก เพียงแค่หลับตาลงผ่อนคลายจิตใจเท่านั้น ตอนแรกได้ยินเสียงจู่ถีน้อยพลิกตัวเบาๆ อยู่บนเตียง พลิกอยู่ครู่หนึ่ง คงเป็นเพราะกลัวจะรบกวนเขากับเทียนปู้ จึงไม่พลิกอีก กลับเอาแต่จ้องฉากกั้นเขม็ง สายตาทะลุผ่านฉากกั้นมาจับอยู่ที่ตัวเขา รุนแรงจริงแท้ ทำให้ยากจะมองข้ามได้

เมื่อคืนนี้นางก็พลิกตัวไปมานอนไม่หลับอยู่บ้าง แต่พลิกไปมาเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวได้ครู่หนึ่งก็หลับไปเอง คืนนี้เหมือนจะตาค้างยิ่งกว่าคืนที่แล้วสักร้อยเท่า เหลียนซ่งแอบจำเอาไว้ว่ากำยานหลับสบายไม่เพียงแต่ไม่มีผลกับจู่ถีน้อยเท่านั้น ยังอาจจะให้ผลตรงกันข้ามอีกด้วย ใคร่ครวญอยู่ชั่ววูบ คิดเรียบร้อยแล้วว่าจะช่วยให้นางหลับอย่างไรดี ค่อยลืมตาขึ้นทำลายความเงียบ เอ่ยปากกล่าวกับนาง

เห็นได้ชัดว่าจู่ถีน้อยสนอกสนใจข้อเสนอ “คุยด้วยกัน” ของเขาเป็นอย่างมาก แต่นางก็รู้ความมากเช่นกัน ดังนั้นจึงออกจะลังเล

“แต่ว่าเหลียนซานเกอเกอไม่ง่วงนอนเหรอ?” แล้วกระซิบถาม “ดูเหมือนเทียนปู้เจี่ยเจียจะเหนื่อยมากอยากนอนมาก พวกเราจะทำเสียงดังจนปลุกนางหรือเปล่า?”

“ไม่ง่วง คุยเป็นเพื่อนเจ้าได้” เหลียนซ่งกล่าวตอบนาง แล้วขยับมือใช้มนตร์เก็บเสียงปกคลุมเขากับนาง เอ่ยว่า “แบบนี้ก็จะไม่มีเสียงดังจนปลุกเทียนปู้แล้ว”

จู่ถีน้อยหน้าบานทันที นอนลงอย่างตื่นเต้นนิดๆ  กลับไปสู่ท่านอนตะแคงเมื่อครู่ก่อน

“อื้อ งั้นเรามาคุยกันเถอะ” นางถามเหลียนซ่งอย่างคาดหวัง “อย่างนั้นเราคุยอะไรกันสักหน่อยดี?”

เหลียนซ่งตามใจนาง “อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

จู่ถีน้อยนอนหงายมองเพดานม่านกระโจม พึมพำว่า

“อะไรก็ได้ทั้งนั้นเหรอ”

นางเงียบไปชั่วครู่ แล้วตะแคงร่างมา

“อย่างนั้นข้าอยากจะถามคำถามท่านหนึ่งข้อ”

สีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง แฝงความสงสัยนิดๆ

“เหลียนซานเกอเกออยากให้วันหน้า ข้าเลือกที่จะกลายเป็นเด็กผู้หญิง ไม่ใช่เด็กผู้ชายใช่หรือไม่?”

เหลียนซ่งตกตะลึง อึดใจใหญ่ เขาย้อนถามนางว่า

“เหตุใดถึงได้ถามอย่างนี้?”

จู่ถีน้อยอุบอิบว่า

“เพราะว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับที่ท่านเตรียมไว้ให้ข้า มีแต่ที่เอาไว้ให้เด็กผู้หญิงสวมใส่ทั้งนั้น กระโปรงเอยปิ่นระย้าเอยอะไรอย่างนี้”

ครั้งแรกที่เหลียนซ่งได้ยินเกี่ยวกับเทพจู่ถีจากในตำนาน นางก็ปรากฏกายในรูปลักษณ์ของเทพธิดาผู้มีเมตตา ในทางทฤษฎีแล้วร่างของจู่ถีน้อยนั้นไม่มีเพศ ในอนาคตเป็นได้ทั้งบุรุษและสตรีก็จริง แต่เหลียนซ่งที่ทราบอยู่แล้วว่าเทพจู่ถีได้เลือกที่จะเป็นสตรีในตอนที่ลุวัยผู้ใหญ่ ย่อมจะถือว่าตัวนางในยามนี้คือเด็กผู้หญิงเป็นธรรมดา เสื้อผ้าที่เตรียมให้นางก็เป็นกระโปรงตัวเล็กที่ดูงดงามทั้งสิ้น ได้ฟังนางบ่นอุบอิบ เขามิได้รู้สึกว่าตัวเขาทำผิดพลาดแต่อย่างใด เพียงถามนางว่า

“ตอนเจ้าอยู่กูเหยาไม่ได้สวมแบบนี้หรือ?”

จู่ถีน้อยพยักหน้า “ก็สวมนะ” แล้วส่ายหน้า “แต่ไม่ใช่ว่าสวมแต่กระโปรงตลอด” ทำท่าคิดแล้วพูดว่า “บางครั้งข้าก็สวมกระโปรง บางครั้งก็สวมชุดผาว แต่เวลาที่สวมชุดผาวจะมากกว่ากันอยู่หน่อย” พูดจบนางพลันพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง กอดผ้าห่ม กล่าวอย่างจริงจัง

“รอจนข้าอายุสี่หมื่นปีเป็นผู้ใหญ่แล้ว ข้าก็จะเลือกเพศได้แล้ว ถึงตอนนั้นข้าอยากจะเป็นเทพบุตร”

เหลียนซ่งตกตะลึงอีกรอบ คำประกาศของจู่ถีน้อยชวนให้ตะลึงพรึงเพริด นอกจากตกตะลึงแล้ว เหลียนซ่งพลันนึกไปถึงเมื่อสามแสนกว่าปีก่อนในทันที

จู่ถีน้อยในตอนนั้นที่ยังอยู่ในวัยเด็กก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็นเทพบุตรมาโดยตลอดด้วยเหมือนกันใช่หรือไม่?

หากเป็นเช่นนี้ เหตุไฉนสุดท้ายแล้วนางกลับเลือกที่จะเป็นเทพธิดา?

เป็นเพราะมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นใดกระนั้นหรือ?

เหลียนซ่งมองทะลุผ่านฉากกั้นแพรโปร่งสีขาวนั้นไปที่จู่ถีน้อยผู้ไร้หัวจิตหัวใจซึ่งนั่งขัดสมาธิแสดงท่าทีราวกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงได้ตกตะลึง ลดเสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว

“เหตุใดถึงได้คิดอยากจะเป็นเทพบุตรเล่า?” เขาถามนาง

จู่ถีน้อยม้วนผ้าห่มเข้ามาในอ้อมแขน ความเคลื่อนไหวเบามาก เหมือนรู้สึกเขินนิดๆ  เสียงพลอยเปลี่ยนเป็นเบาไปด้วย

“เพราะว่าข้าเองก็อยากจะเป็นเหมือนกับเหลียนซานเกอเกอ ที่มีร่างกายแข็งแกร่งบึกบึน แล้วยังมีฝีมือต่อสู้ที่สูงส่งเก่งกาจอีกด้วยน่ะสิ แบบนี้ข้าก็จะสามารถทำตามคำสัญญาที่ข้าให้ไว้กับพวกดอกไม้ในตอนที่ข้าถือกำเนิดให้ดียิ่งขึ้นได้แล้ว”

เหลียนซ่งสนอกสนใจ “คำสัญญา” ที่นางพูดถึงเป็นอย่างยิ่ง

“ตอนเพิ่งเกิดเจ้าทำอะไรได้กัน? เหตุใดถึงไปติดค้างคำสัญญาผู้อื่นเสียแล้ว?”

ได้ฟังคำถามนี้ของเหลียนซ่ง จู่ถีน้อยฝังใบหน้าทั้งหน้าลงไปในผ้าห่ม ฝังอยู่ครู่ใหญ่ค่อยเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

“น่าขายหน้ามาก ข้าพูดออกมาแล้วท่านห้ามล้อข้านะ” นางร้องขอเหลียนซ่งแบบนี้

เหลียนซ่งแสร้งทำหน้าเคร่งขรึมพลางพยักหน้า

“อืม ไม่ล้อเจ้า”

นางสูดหายใจลึก “ตอนที่ข้าเพิ่งเกิด ถึงจะทำอะไรแทบไม่เป็นทั้งนั้น แต่มีญาณทิพย์สูงมาก สัมผัสรับรู้ได้ถึงวิวรณ์แห่งมรรคาฟ้า รู้ว่าข้ามีภาระหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองโลกหล้าแห่งนี้ แต่ข้าไม่รู้ว่าตัวข้าที่เพิ่งเกิดไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะแบกรับภาระหน้าที่นั้นได้ แล้ว-แล้วเห็นพวกดอกไม้ของกูเหยาต่างงดงามมาก ในใจนึกชอบ ก็เลยคุยโวกับพวกนาง” เอ่ยถึงตรงนี้นางได้หยุดพูด

เหลียนซ่งเร่งนาง “คุยโวอะไร?”

นางกลั้นหายใจ

“ข้าบอกพวกเขาว่า ข้าคือผู้คุ้มครองของพวกเขา หากพวกเขามีสิ่งใดจะร้องขอ เพียงแค่บอกข้ามา ข้าก็จะทำให้พวกเขาได้สมหวัง”

เหลียนซ่งถามยิ้มๆ

“ตอนนั้นเจ้าอายุหนึ่งขวบหรือยัง?”

นางพูดด้วยใบหน้าแข็งทื่อ

“ยังไม่หนึ่งขวบ เพิ่งครบหนึ่งวัน เพิ่งทำเป็นว่าจะเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์จากกลางแสงได้ยังไง นอกจากความสามารถนี้แล้ว ไม่มีความสามารถอะไรอย่างอื่นเลย”

เหลียนซ่งไม่เห็นด้วย “ไม่ใช่นี่ ยังมีความสามารถในการคุยโว”

จู่ถีน้อยยกหมอนแพรที่ข้างมือขึ้นช้าๆ  รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

“ท่านรับปากแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่ล้อข้าน่ะ?” ประท้วงไปพลางปาหมอนแพรใส่เต็มแรงไปพลาง

หมอนแพรกระแทกใส่ฉากกั้น กลิ้งตกลงมา

เหลียนซ่งกลั้นหัวเราะ กล่าวขอโทษอย่างรวดเร็ว “ขอโทษที”

เทียนปู้พลิกตัว

เดิมทีจู่ถีน้อยคิดจะโมโหใส่ ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของเทียนปู้ ก็ลืมแม้แต่จะโมโห แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าเหลียนซ่งใช้มนตร์เก็บเสียง ถึงแม้เสียงหมอนชนใส่ฉากกั้นอาจจะดังรบกวนเทียนปู้ แต่เสียงที่นางกับเหลียนซ่งคุยกันเทียนปู้จะไม่ได้ยิน นางสามารถโมโหได้ ทว่าขณะเดียวกันนางก็ได้ตระหนักเช่นกันว่า เหลียนซ่งกล่าวขอโทษอย่างเต็มปากเต็มคำมาก นางไม่ค่อยสะดวกใจจะโกรธต่อเช่นกัน จึงทำปากยื่น หาข้ออ้างแก้ตัวให้ตัวเอง

“ตอนนั้นข้ายังเด็กเกินไป และซื่อเกินไปน่ะสิ”

ตอนนี้เจ้าก็ยังเด็กมาก และซื่อมาก

ท่าทางที่บ่นกระปอดกระแปดอย่างเป็นจริงเป็นจังนั้นดูน่ารักมาก และดูน่าขันนิดๆ จริงแท้ แต่เหลียนซ่งให้เกียรตินางมาก ไม่ได้ขัดจังหวะนาง ปล่อยให้นางหาข้ออ้างแก้ตัวต่อไป

“เพราะว่ายังเด็กมากและซื่อมาก ตอนที่ให้คำสัญญากับพวกเขา ข้านึกว่าสิ่งที่พวกดอกไม้จะร้องขอจากรัศมีเทพคงจะมีแค่จำพวก” นางยกมือแสดงท่าทางประกอบ “เป็นต้นว่าต้นไม้ที่ชอบแสงไปโตอยู่ในที่ร่ม ต้องการให้แสงส่องอะไรอย่างนี้ ถ้าแบบนี้ข้าย่อมจะสามารถทำให้พวกเขาสมหวังได้ในทันที แม้ว่าข้าจะยังอายุไม่ครบขวบก็เถอะ” นางหน้ามุ่ย “แต่กลับมีดอกไม้ที่จำแลงร่างเป็นมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายตอนไปท่องเที่ยวผจญภัยในโลกภายนอก จึงมาขอร้องให้ข้าช่วยด้วยนี่สิ แต่ข้าก็ช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้” แล้วเหมือนยากจะเข้าใจได้อย่างยิ่งกระนั้น “แล้วก็ เวลาพวกเขากลุ้มใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ยังดันมาขอร้องให้ข้าช่วยด้วย” นางประคองศีรษะ ทำสีหน้าเวียนศีรษะจะเป็นลมอย่างน่าเอ็นดู “ข้าฟังไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย!”

เหลียนซ่งสรุปแทนนาง

“หากเจ้ากลายเป็นเทพบุตร ก็จะเก่งกาจอย่างมากได้ เมื่อพวกดอกไม้ตกอยู่ในอันตรายและขอให้เจ้าช่วยอีก เจ้าจะได้สามารถคุ้มครองพวกเขาได้ เจ้าคิดอย่างนี้สินะ?”

เขาเอ่ยชมหลักตรรกะของนาง

“เรื่องนี้เดิมทีก็ไม่ผิด แต่เทพธิดาก็สามารถเก่งกาจเป็นเลิศ พลังฤทธิ์ไร้ขอบเขตได้เช่นกัน เป็นต้นว่า” เขาเอ่ยถึงเทพธิดาท่านหนึ่งซึ่งเก่งกาจเป็นอันดับต้นๆ ในยุคสามแสนกว่าปีก่อน “หากเอ่ยถึงระดับพลังต่อสู้ ในโลกนี้ผู้ที่สามารถเอาชนะหฺนฺวี่วาเหนียงเนี่ยงได้ เกรงว่าจะมีแค่ไม่กี่คนกระมัง?”

เขาถามนาง

“เหตุใดถึงไม่อยากเป็นอย่างหฺนฺวี่วาเหนียงเนี่ยง เป็นเทพธิดาที่เก่งกาจกันเล่า?”

จู่ถีน้อยทำสีหน้านับถือชื่นชม

“หฺนฺวี่วาเหนียงเนี่ยงน่ะเก่งมากเลยละ ข้านับถือนางมากเลย”

นางหลุบขนตาลง ท้อใจนิดๆ

“แต่ว่าข้าน่ะไม่เหมือนกัน ถ้าข้าอยากจะเก่งมากๆ  สามารถย้ายภูเขาคว่ำทะเล ข้าก็ห้ามเป็นเทพธิดา”

ถ้อยคำนี้ฟังเผินๆ ออกจะแปลกนิดๆ  เปรื่องปราดเจ้าปัญญาเช่นฝ่าบาทสามก็ไม่สามารถฟังเข้าใจได้ทั้งหมดไปชั่วขณะ

เขาชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่า...”

จู่ถีน้อยมองหน้าเขา

“ร่างเซียนของรัศมีเทพน่ะพิเศษมาก ตอนนี้ เพราะว่าข้ายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ด้วยข้อจำกัดด้านร่างกาย ข้าจึงเรียนรู้ได้แค่วิชาฤทธิ์ที่โน้มเอียงไปในทางรักษา อย่างวิชาที่มีพลังโจมตีสูงๆ น่ะ จะเรียนรู้ไม่ค่อยได้นัก หากว่าตอนลุวัยผู้ใหญ่ ข้าเลือกเป็นเทพบุตร ร่างกายนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นใหม่ ถึงตอนนั้นข้าก็จะสามารถเรียนรู้วิชาโจมตีที่แข็งแกร่งอย่างมากได้แล้ว ในทางกลับกัน ข้าจะไม่สามารถเรียนรู้วิชารักษาที่แข็งแกร่งได้อีก แต่ถ้าข้าเลือกเป็นเด็กผู้หญิง ก็จะเป็นตรงกันข้าม จะสามารถเรียนรู้วิชารักษาที่เลิศล้ำที่สุด แต่ไม่สามารถเรียนรู้วิชาโจมตีที่แข็งแกร่งได้ นี่แหละคือไม่อาจได้ปลากับอุ้งตีนหมีพร้อมกัน[2]”

นางนิ่งคิด ถอนหายใจเฮือก ทำการสรุปให้กับคุณลักษณะของร่างกายตัวเอง

“ข้านี่ช่างอนาถแท้!”

ฝ่าบาทสามไม่ได้รู้สึกว่านางน่าอนาถ ฝ่าบาทสามผู้มากไหวพริบได้ทำการสรุปให้แก่คำพูดเหล่านี้ของนางเช่นกัน...ที่แท้รัศมีเทพหลังลุวัยผู้ใหญ่ถนัดวิชารักษา ไม่เป็นวิชาโจมตีที่แข็งแกร่ง

ฝ่าบาทสามยังนึกขึ้นมาได้ในทันทีอีกด้วยถึงเนื้อหาเกี่ยวกับคันศรซั่งซ่านอู๋จี๋ที่มหาเทพตงหัวจดบันทึกไว้ ซึ่งซู่จี๋เคยแบ่งปันให้พวกเขาได้ทราบ ในบันทึกกล่าวไว้ว่า เส้อเจียจุนเจ่อเคยกล่าวอย่างทอดถอนว่าคันศรซั่งซ่านอู๋จี๋ของเทพจู่ถีสมแล้วที่เป็นราชาแห่งหมื่นธนู แต่หวังเพียงว่ามันจะไม่ปรากฏสู่โลกหล้าไปตลอดกาล

เพลานั้นซู่จี๋เอ่ยถึงประเด็นนี้ พวกเขาทุกคนยังนึกสงสัยว่าเหตุใดเส้อเจียจึงได้กล่าวถ้อยคำทอดถอนดังนี้ออกมา มาลองคิดดูในตอนนี้ บางทีวิชาฤทธิ์ที่คันศรซั่งซ่านอู๋จี๋บรรจุอยู่ ก็คือวิชารักษาขั้นสูงสุด และสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้วิชารักษาระดับนั้น จะต้องเป็นยามด่านเคราะห์มาเยือนที่แปดดินแดนจักล่มสลายเป็นแน่ ดังนั้นเส้อเจียถึงได้กล่าวว่า หวังเพียงว่ามันจะไม่ปรากฏสู่โลกหล้าไปตลอดกาล กระมัง...

เยี่ยหัวเคยบอกว่าเทพจู่ถีเป็นเทพธิดาที่ลึกลับอย่างมากองค์หนึ่ง เป็นเช่นนี้จริงๆ

การนอนสนทนากันในคืนนี้ เขาได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่มิใช่น้อยโดยแท้ เอาไปออกสอบข้อเขียนให้เซียนใหม่เพิ่งจะเหาะขึ้นสวรรค์ น่าจะสามารถทำให้ทุกคนสอบตกได้อีกแล้ว

ฝ่าบาทสามคิดอย่างใจลอยนิดๆ

 

 
<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] ศิษย์ใน คือศิษย์ที่กินอยู่ในบ้านของอาจารย์ ถือเป็นศิษย์สายตรง มีความสำคัญมากกว่าศิษย์นอกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในสำนัก
[2] ไม่อาจได้ปลากับอุ้งตีนหมีพร้อมกัน หมายถึง ได้อย่างเสียอย่าง

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 5 พ.ย. 2568, 08:42

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น